|
|
|
|
|
||||
|
|
|
กะต๊ำป๋าค่ำตุ๊ (นิทานของชาวไทยวน) นิทานเรื่องนี้
ควรจะเขียนเป็น กะท้ำปลาฅ่ำทุ ซึ่งหมายถึงพรานที่จับปลาด้วยเครื่องมืออย่างฟ้าทับเหว
กลั่นแกล้งพระภิกษุ ปฐมเหตุของเรื่องมีว่าพรานจับปลาผู้นี้เป็นลูกของแม่หม้ายคนหนึ่ง
นางอยากจะข้ามน้ำไปทำบุญที่ฟากน้ำตรงข้ามแต่ไม่มีเรือ เมื่อพระพายผ่านมา
พระก็ไม่ให้นางอาศัยไปด้วย พอเรือของพระยาเจ้าเมือง ผ่านมา เจ้าเมืองก็ไม่รับนางไปด้วยเช่นกัน
นางจึงถวายของที่จะทำบุญกับต้นไม้และเจดีย์ทรายในที่นั้นแล้ว อธิษฐานขอลูก
๓ คน ตั้งใจที่จะได้ลูกที่ฉลาดเพื่อจะให้ไปแกล้ง พระ พระยา และพวกแจ๊ะ
ซึ่งคำ"แกล้ง" ในภาษาล้านนาใช้ "ฅ่ำ" ซึ่งมักเขียน"ค่ำ" โดยคนที่"ฅ่ำทุ"
คือ กะท้ำปลา เรียกชื่อนิทานว่า "กะต๊ำป๋า ค่ำตุ๊" คนที่ไปแกล้งพระยาคือ
"เชียงเหมี้ยง" ซึ่งมีนิทานเรื่อง เชียงเหมี้ยงฅ่ำพระญา ส่วนคนไปแกล้ง
"แชะ"คือพวกแจ๊ะที่เป็นชนเผ่าหนึ่งนั้นคือ "เส็ด" และมีนิทานว่า "เส็ดฅ่ำแชะ
เส็ดค่ำแจ๊ะ"
ทั้งนี้มีเรื่องที่เล่ากันว่ากะต๊ำป๋ามักหาเหตุแกล้งพระอยู่หลายเรื่อง
เช่น
วันหนึ่ง
"ตุ๊"หรือพระชวน กะต๊ำป๋าไปซื้อเกลือ
โดยพระให้กะต๊ำป๋าจัดม้าให้ตุ๊ขี่ม้า ส่วนกะต๊ำป๋าก็เดิน เท้าไป ตอนที่เขาจัดม้านั้นเขากลับอานม้าเอาข้างล่างไว้ข้างบน
เมื่อพระขึ้นขี่ก็นั่งไม่สบาย ขี่ไปได้ระยะ หนึ่งก็ร่วงจากหลังม้า
"ตุ๊"ซึ่งก็ต้องเวียนตกเวียนขี่ม้าไปตลอดทาง
เมื่อไปถึงที่ก็ซื้อเกลือแล้วให้กะต๊ำป๋าเป็นผู้หาบกลับ
แล้วพระก็ขึ้นขี่ม้านำหน้าไปก่อน กะต๊ำป๋าซึ่งจำ ต้องหาบเกลือนั้น
ก็แสร้งว่ามีความสุขมากก็เลยทำเป็นหลับไปทั้ง ๆ ที่หาบเกลือเดินตามหลังพระที่ขี่ม้าซึ่ง
ต้องขึ้นม้าลงม้าตลอดเวลา
ฝ่ายพระนั้นขี่ม้าไปได้ระยะหนึ่ง
เห็นว่ากะต๊ำป๋าหาบเกลือสบายกว่าตนจึงถามว่าหาบเกลือสบายหรือ กะต๊ำป๋าก็ตอบว่าสบายจนตนหาบเกลือไปพลางเดินไปพลาง
พระรู้เช่นนั้นก็ขอแลกไปหาบเกลือและให้กะต๊ำ ป๋าไปขี่ม้า กะต๊ำป๋าจึงกลับอานม้าแล้วควบกลับวัดในทันที
ส่วนตุ๊นั้นทั้งเหนื่อยทั้งหนักขึ้นทุกทีจึงคิดจะซ่อน เกลือนั้นไว้ก่อนแล้วให้กะต๊ำป๋ามาเอาทีหลัง
จึงเอาหาบเกลือซุกไว้ในพุ่มไม้แล้วเอาหญ้าคลุม แต่พอแหวก หญ้าดูก็ยังเห็นหาบเกลืออยู่
ก็กลัวคนมาเห็นและขโมยไป จึงหาบต่อไปอีกจนถึงแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ตุ๊จึงโยน
หาบเกลือลงไปซ่อนไว้ในน้ำแล้วรีบกลับไปที่วัด
เมื่อกลับมาถึงวัดกะต๊ำป๋าก็ถามว่าเกลืออยู่ที่ไหน
พระก็บอกว่าเอาซ่อนไว้ในแอ่งน้ำโน่น กะต๊ำป๋า ก็ว่า เอาไว้ที่นั่นเดี๋ยวปลากินหมดแน่
ๆ จึงชวนพระเอาถังน้ำไปเพื่อจะวิดน้ำออก เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่า เหลือแต่ตะกร้า
กะต๊ำป๋าจึงว่า ปลากินเกลือหมดไปแล้ว พระก็ถามว่าเราจะทำอย่างไร เขาก็ว่าต้องวิด
น้ำฆ่าปลาเสีย เมื่อทั้งสองช่วยกันวิดน้ำไปก็ได้ปลา พอเป็นปลาช่อนกะต๊ำป๋าก็เอามือทุบที่หัวปลา
พอได้ ปลาดุกเขาก็หิ้วหางปลายื่นให้พระเอามือตบ เงี่ยงปลาก็ปักมือพระคาอยู่อย่างนั้นทั้งเจ็บทั้งปวด
กะต๊ำป๋า เห็นดังนั้นก็วิ่งขึ้นไปบนดอยแล้วกลิ้งหินลงมาพร้อมกับร้องบอกว่า
"ไม่เสือก็หมี ไม่หนีก็ตาย" พระเห็นหิน กลิ้งลงมาก็ตกใจออกวิ่ง เงี่ยงปลาก็หลุดจากมือ
เมื่อกลับมาถึงวัดเขาก็ถามอาการว่าเป็นอย่างไร พระก็ว่าปวด กะต๊ำป๋าก็เตือนพระว่ารุ่งขึ้นพระจะต้องตื่นไปบิณฑบาตแต่เช้า
พระก็ขอให้กะต๊ำป๋าปลุกด้วย กะต๊ำป๋าก็ตอบตกลง
พอพระเข้านอน
กะต๊ำป๋าก็เอาขี้ผึ้งมาฝั้นเป็นเทียนเล่มโตมาจุดไว้บนต้นมะพร้าวแล้วไปปลุกพระว่า
เกือบสว่างจนดาวประกายออกแล้ว พระเห็นสว่างที่ยอดมะพร้าวก็นึกว่าจริงจึงรีบครองผ้าแล้วเอาบาตร
มาและสั่งเขาไว้ว่าดูแลวัด คนในอย่าให้ออกคนนอกอย่าให้เข้า เขาก็รับคำ
เมื่อพระออกนอกวัดไปแล้ว
ไม่ว่าจะไปทางไหน คนก็หลับเงียบไปทั้งหมด ไม่มีวี่แววคนจะตักบาตร พระไม่รู้จะทำอย่างไรจึงกลับไปวัด
พอไปถึงก็ตะโกนเรียกกะต๊ำป๋า กะต๊ำป๋าก็ถามว่า "ใคร มาทำไม" กลางดึกอย่างนี้
พระก็บอกว่า "ข้าเอง" แต่กะต๊ำป๋าก็แกล้งทำเป็นไม่รู้และบอกว่าพระเขาสั่งไว้อย่าง
เด็ดขาดว่าคนในอย่าให้ออกคนนอกอย่าให้เข้า เมื่อพระเห็นว่าจะพยายามพูดอย่างไร
กะต๊ำป๋าก็ไม่เปิด ประตูรับ จึงไปนอนที่ค้างซึ่งชาวบ้านทำไว้ปลูกฟักเขียวแห่งหนึ่ง
พอเช้ามืด เจ้าของบ้านนั้นก็ตื่นขึ้นมาแล้วไปเอาฟักมาทำอาหาร
จึงไปที่ค้างฟัก ไปเห็นหัวพระซึ่ง นอนหลับโผล่หัวออกมาจากค้างก็คิดว่าเป็นฟักเขียวที่แก่จัด
จึงเอาไม้กระทุ้งเต็มแรงเพื่อให้"ผลฟัก"ร่วง พระก็สะดุ้งด้วยความเจ็บปวด
จึงวิ่งหอบบาตรและกุมหัวกลับไปวัด
เมื่อไปถึงวัด
กะต๊ำป๋าก็ว่า กลับวัดได้อย่างไรโดยที่ไม่มีอาหารในบาตร นี่คงเป็นว่าพระแอบหลบ
ไปนอนแน่ ๆ พระก็อุ้มบาตรกลับออกไปอีก คราวนี้พระไปพบคนที่"สอยฟักเขียว"มาตักบาตร
ก็ถามว่าเอา อะไรเป็นอาหารมาตักบาตร คนตักบารก็ว่า "ปู๊เขียว นะก่า"(เจ้าเขียวน่ะซี)
พระก็คิดว่าคราวนี้คงได้ กินแกงไก่เป็นแน่ จึงรีบกลับวัดไปบอกกะต๊ำป๋าว่าวันนี้ได้ไก่มา
คงอร่อยแน่ เมื่อเขาเปิดดูก็บอกพระว่า ไม่ใช่ไก่ แต่เป็นฟักเขียว พระก็ว่าเป็นไก่
ในที่สุดกะต๊ำป๋าก็อุ้มบาตรสาดไป ก็เห็นว่าเป็นแกงฟักไม่ใช่ไก่
เป็นอันว่าอาหารบิณฑบาตในเช้านั้นหมดไปแล้ว
พระจึงถามถึงปลาที่ให้กะต๊ำป๋าเก็บไว้ ซึ่งนาย กะต๊ำป๋าได้แอบกินหมดไปแล้วและได้จับเอาแมลงวันใส่ไว้ในที่ใส่ปลา
เมื่อพระถามถึงปลาเช่นนั้น เขาก็ บอกว่ายังมีปลาอยู่ พระจึงใช้ให้ไปเอามา
เมื่อเอามาแล้วพระเปิดออกดูก็มีแมลงวันบินออกมามากมาย และปลานั้นก็เหลือแต่ก้าง
และกะต๊ำป๋าก็หาว่าแมลงวันกินปลาหมด พระก็เชื่อจึงโกรธแมลงวันและสั่งว่า
ทีนี้ถ้าเห็นแมลงวันที่ไหนก็ให้ตีให้ตาย แล้วพระก็เอาไม้ให้เขาท่อนหนึ่งไว้คอยตีแมลงวัน
บังเอิญมีแมลงวัน ตัวหนึ่งมาเกาะที่จมูกพระ พระก็บอกว่า "ไอ้กะต๊ำป๋า
ๆ มีนี่ตัวหนึ่ง"กะต๊ำป๋าก็เอาไม้ตีที่จมูกพระเต็มแรง จนพระถึงกับชักดิ้นชักงอ
วันหนึ่งพระต้องออกไปนอกวัดจึงเรียกกะตำป๋ามาแล้วสั่งว่า
เฝ้าวัดให้ดี อย่าให้อะไรมารกรุงรัง อย่าให้หมาเข้าในห้อง เขาก็ตอบโดยแข็งขันว่าจะจัดการให้เรียบร้อย
เมื่อพระออกไปเขาก็ออกไปแล้ว ไปเอางาทำ เข้าหนุกงา คือตำงาคลุกกับข้าวเหนียวแล้วปั้นไปวางไว้ที่หมอนพระ
เมื่อพระกลับมาพระก็ถาม ว่าเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่า เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรเข้ามาในวัดเลย
แต่พอพระเห็นก้อนข้าวคลุกงาก็เข้า ใจว่าเป็นขี้หมาจึงสั่งลงโทษให้กะต๊ำป๋ากิน"ขี้หมา"นั้น
กะต๊ำป๋าก็หยิบ"ขี้หมา"นั้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังชวนพระกินด้วยอีกว่า
อร่อยจริง ๆ พระก็ลองชิมดู เมื่อเห็นว่าอร่อยดี ก็ถามเขาว่าหมาตัวไหนนะ
ที่ขี้อร่อยอย่างนี้ เขาก็บอกว่า "หมาแดงนั่นไง"
พระจึงให้ไปไล่หมานั้นเข้าวิหาร พระจับบานประตูคอยทีอยู่ก็ดันประตูเท้ากระแทกจนอุจจาระหมา ทะลัก แล้วพระจึงรีบเข้าไปกินก่อนที่กะต๊ำป๋าจะแย่ง แต่ปรากฏว่าคราวนี้เป็นขี้หมาจริง ๆ |
||