|
นฤชัย
สู่เสรี เล่าเรื่อง มาลา คำจันทร์ เรียบเรียง
เกลาะมอโข่
เกลาะมอโข่เป็นดอยลูกหนึ่งที่มีความโดดเด่นในบริเวณนั้น
มีทั้งความสวยงามที่น่ามองน่าชม และมีทั้งความลี้ลับน่าพรั่นพรึงอยู่ปะปนกัน
รอบๆ เกละมอโข่มีหมู่บ้านเล็กๆ
ใกล้บ้าง ไกลบ้าง เป็นหมู่บ้านชาวปากะญอทั้งหมด
ทางทิศเหนือมีหมู่บ้านมื่อเตะโกละ ด้านนี้ถ้ามองไปที่เกลาะมอโข่
จะเห็นหน้าผาที่มีความสูงและชันมาก คราวใดที่มองจะต้องแหงนหน้าขึ้นไปเลยทีเดียว
เวลาเช้าๆ ที่ตะวันเริ่มส่อง แสงแดดที่ส่องกระทบหน้าผาจะเกิดแสงสะท้อนระยิบระยับ
ส่วนเวลาเย็นๆ
ใกล้ตะวันจะพลบค่ำ แสงตะวันเริ่มอ่อนแรงแสงทองส่องขึ้นฟ้าเป็นเส้นเป็นสาย
ส่องผ่านกระทบหน้าผาอันสูงชัน อีกมุมหนึ่งหน้าผากลับเปลี่ยนสีคล้ายสีเลือดผาสลับดำ
ทำให้รู้สึกผวา หวั่นกลัวแก่ผู้พบเห็น
ทางทิศใต้ของเกลาะมอโข่มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อเฌอถ่า
เป็นหมู่บ้านเล็กๆ
อีกหมู่บ้านหนึ่งในละแวกนี้ ด้านทิศใต้ของเกลาะมอโข่มีลักษณะไม่เหมือนกับด้านอื่นๆ
จะมีลานหินกว้าง
และมีหินก้อนเล็กก้อนใหญ่กระจัดกระจายเรียงรายเต็มไปหมด จะมีต้นไม้ขึ้นตามซอกหิน
โดยเฉพาะดอกหญ้าผู้ไม่เลือกที่ ไม่เลือกดินมักจะออกต้นออกดอกเต็มไปหมด เวลาลมพัดจะโอนอ่อนเอนไปมา
ที่สำคัญคือบนลานหินและก้อนหินมีรอยเท้าปรากฏอยู่
เป็นรอยเท้าที่ใหญ่น่าพิศวง
ยาวสองคืบกว่า กว้างประมาณคืบกว่า รอยเท้านี้มักทำให้ผู้พบเห็นเกิดความกลัวระคนฉงนสนเท่
บางคนถึงกับไปกราบไหว้บูชา รอยเท้านี้ไม่เคยมีใครพบเห็นเจ้าของๆ มันเลย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยฝ่าเท้าของเจ้าป่าเจ้าเขาที่ดูแลป่าดงพงไพร
เป็นความเชื่อของชาวปากะญอ ชาวปากะญอมีความเชื่อว่าเจ้าป่าเจ้าเขา
และผีบรรพบุรุษของพวกเขา คอยช่วยให้พวกเขามีชีวิต และดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้จนทุกวันนี้
ด้านตะวันออกของเกลาะมอโข่มีโคกหินใหญ่ขึ้นเป็นลูกๆ
บริเวณนี้มีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ปากถ้ำกว้างราวหนึ่งเมตรเท่านั้นเอง แต่พอเข้าไปสักสองเมตร
ถ้ำจะขยายกว้าง ภายในถ้ำมีทางแยกออกเป็นสามเส้น ไปทางเหนือเส้นหนึ่ง ไปทางตะวันออกเส้นหนึ่ง
ส่วนเส้นสุดท้ายจะดิ่งลึกลงไปใต้ดิน ลึกลงไปแค่ไหนไม่มีใครรู้ได้
เวลาโยนก้อนหินลงไป จะไม่มีเสียงสะท้อนกลับใดๆ เลย
มีผู้เฒ่าเล่าให้ผมฟังว่า
สมัยหนุ่มๆ เคยเข้าไปส่องค้างคาวในถ้ำนี้ มีค้างคาวเป็นจำนวนมากมูลค้างคาวเต็มถ้ำ
บางครั้งก็จะมีคนจากที่อื่นที่ไกลมารับซื้อด้วย คนเฒ่าเล่าว่าเมื่อราวร้อยปีก่อนมีชายคนหนึ่งชื่อเจาะมอเล
วันหนึ่งเจาะมอเลไปที่เกลาะมอโข่เพียงคนเดียว คิดจะไปเอามูลค้างคาวมาทำดินปืนและทำปุ๋ย
ขณะไปถึงตีนดอยเกลาะมอโข่ แกก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตามหลังมา พอเหลียวกลับหลังก็ไม่เห็นอะไร
แต่พอเดินไปๆ ก็คล้ายมีคนมาเป่าที่ต้นคอ
เจาะมอเลขนลุก
"ใครวะ มาแกล้งข้า"
พอเหลียวกลับก็ไม่เห็นอะไรอีก
เขาคิดว่าตัวเองคงจะอุปทานไปเอง
จึงเดินชมนกชมไม้พลางร้องเพลงอื่อทา เป็นการปลอบใจตัวเองไปด้วย
เพลงอื่อทาคือลำนำเพลงพื้นบ้านของปากะญอมีมากมายหลายร้อยบท
อาจจะถึงพันบทด้วยซ้ำ เนื้อหาที่นำมาร้องจะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างของปากะญอ
ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ตั้งแต่ความรักถึงการพลัดพราก
ตั้งแต่ความหดหู่สิ้นหวังจนถึงความสุขสมหวัง ตั้งแต่ชีวิตในโลกนี้ไปถึงโลกหน้า
สักพักหนึ่งก็คล้ายมีใครเอามือเย็นๆ
มาลูบท้ายทอย เจาะมอเลทำเฉยไม่สนใจ
เดินขึ้นไปจนถึงยอดดอยเกลาะมอโข่ เตรียมตัวจะเข้าไปในถ้ำ
เอาเกี๊ยะ(สนน้ำมัน)ขึ้นมาจุดไฟมัดหนึ่ง พอไฟลุกดีก็เดินเข้าปากถ้ำไปช้าๆ
พอเข้าไปถึงในถ้ำที่เป็นลานกว้างก็หยุดลง เจาะมอเลรู้สึกเย็นเยือกๆ ที่ท้ายทอย
คล้ายมีใครเป่าลมหายใจรดที่ต้นคอ
เจาะมอเลขนลุกเกรียว
ยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วขณะแล้วหมุนตัวส่องไฟไปทางนั้นทางนี้ ไม่มีใครไม่เห็นอะไร
แต่ก็ยังเสียววาบๆ ที่ต้นคอ
"ข้าคงคิดไปเอง
รู้สึกไปเอง"
ก้าวเดินอีกครั้ง กลัวๆ กล้าๆ เกลาะมอโข่วันนี้ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ ที่เคยมา
เหน็บหนาวและเยือกเย็นผิดปรกติ ทันใดมีลมพัดวูบ ไฟที่ถืออยู่ในมือดับวูบลง
"ข้าควรจะออกไปได้แล้ว"
เจาะมอเลสองจิตสองใจ จุดไฟใหม่ ก้าวเดินต่อไป ลึกลงไปทุกที
แสงไฟส่องต้องก้อนหินชืดชื้น ยิ่งลึกลงไปแสงไฟก็ยิ่งลดน้อยลงทุกที
"ข้ากลับขึ้นไปดีกว่า"
ทันใดนั้นก็มีอะไรบางอย่างปรากฏต่อหน้า ตัวดำทะมึนอยู่บนโคกหิน หันหลังให้แก
ตอนแรกที่เห็นแกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นึกว่าเงาของตัวเอง
แต่เมื่อจ้องมองอีกครั้งก็เห็นการเคลื่อนไหว คล้ายๆ มันจะลุกขึ้นยืน
"ไม่เอาแล้ว ข้าเผ่นดีกว่า"
พอตั้งสติได้
เจาะมอเลผู้มีชีวิตอยู่เมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็หันหลังกลับแล้ววิ่งพรวดพราดกลับขึ้นไป
ไฟที่ถืออยู่ดับวูบลง แกมองไม่เห็นอะไรเลย
ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกาย เหมือนมีคนดึงคอเสื้อไว้ ด้วยความตกใจจึงร้องตะโกนดังลั่นอยู่ในถ้ำ
ร้องอยู่หลายครั้งจนรู่สึกว่าที่คอเสื้อถูกปล่อย จึงรีบวิ่งออกมาจากปากถ้ำ
มารู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อถึงบ้านแล้ว
"เจาะมอเลเป็นอะไร หน้าเหมือนผีหลอก"
"ผีที่เกลาะมอโข่หลอกข้า"
เจาะมอเลตอบคำพ่อได้แค่นั้นก็มือเย็นตีนเย็น หนาวสั่นไปทั้งตัว
ตกคืนนั้นก็มีไข้สูง ตัวร้อนๆ หนาวๆ เพ้อคลั่งๆ แต่ว่าเกลาะมอโข่
หนึ่งวันผ่านไปยังไม่หาย
สองวันก็ยังไม่หาย สามวันก็ยังไม่หาย
ผมเผ้าที่ดกดำตามประสาหนุ่มปากะญอกลับเริ่มร่วง ยิ่งหลายวันก็ยิ่งร่วงมาก
บางทีก็ติดมือมาเป็นขยุ้ม
รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ยิ่งจะเป็นมากกว่าเดิมขึ้นทุกที จนในที่สุดก็หมดปัญญาที่จะรักษาจริงๆ
"จะทำอย่างไรดีละพ่อ"
แม่ของเจาะมอเลหารือกับผัว
พ่อของเจาะมอเลเห็นสีหน้าวิตกทุกข์ร้อนของเมียก็ไม่สบายใจ
"ข้าจะไปหาฮีโข่"
ฮีโข่คือหัวหน้าเผ่า เป็นทั้งหมอผีและผู้นำของหมู่บ้าน
ปากะญอแต่ละหมู่บ้านจะมีฮีโข่คนหนึ่ง
เป็นผู้คอยให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวทุกข์ร้อนต่างๆ ของชาวบ้าน
ฮีโข่แนะว่าให้ไปขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าจ้าเขาที่เกลาะมอโข่เสีย
พ่อของเจาะมอเลทำตาม อีกสองสามวันอาการของเจาะมอเลก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
จนหายเป็นปรกติ
แต่นั้นมาก็ไม่มีใครไปรบกวนเกลาะมอโข่อีกนาน
......................................................................
|