|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
คำว่า โคมลอย นี้แปลได้ง่ายๆ ว่าเครื่องใช้ที่ให้กำเนิดแสงสว่างลอยตัวอยู่ ซึ่ง โคมที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ อาจลอยอยู่ได้ทั้งในน้ำและในท้องฟ้าก็ได้ทั้งสองกรณี แต่ในที่นี้จะเริ่มกล่าวถึง โคมลอยที่ลอยอยู่ในน้ำหรือลอยไปตามสายน้ำเสียก่อน
จากความที่ยกมานี้สรุปได้ว่า
โคมลอย ก็คือกระทงทรงประทีป หรือกระทงที่รองรับประทีปซึ่งจุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ
ในพระราชพิธี๑๒ เดือนยังระบุต่อไปว่าในเดือนสิบสองนี้มีการลอยพระประทีปด้วย โดยทรงอธิบายว่า การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ควรนับได้ว่าเป็นราชประเพณีซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ..(น.๒๒) และความในพระราชนิพนธ์ช่วงนี้ยังมีพระราชาธิบายที่ยืนยันถึงข้อความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่า
การลอยประทีปที่ว่าในกฎหมายนี้มีเนื้อความเข้ากับเรื่องนางนพมาศ ซึ่งว่าท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นท้าวพระสนมเอกแต่ครั้งพระเจ้าอรุณราช
คือพระร่วง ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามตั้งแต่กรุงตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย
ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาฤดูเดือนสิบสอง เป็นเวลาเสด็จประพาสในลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน
พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี
เมื่อนางนพมาศได้มารับราชการจึงได้คิดอ่านทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ
ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล
มีข้อความที่พิศดารยืดยาว เนื้อความก็คล้ายคลึงกันกับจดหมายถ้อยคำขุนหลวงหาวัดซึ่งได้กล่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าหรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นเอง
(น๒๒๒๓) จากความในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์และพระราชพิธีสิบสองเดือนที่กล่าวมานี้ อาจสรุปได้ว่า โคมลอย ของนางนพมาศนั้นคือกระทงที่รองรับประทีป การที่นำโคมลอยที่ว่านี้ไปลอยน้ำก็เรียกว่า ลอยโคม ดังในพระราชนิพนธ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเรียกว่า ลอยพระประทีป และการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนี้อย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ที่น่าสังเกตก็คือพระราชาธิบายที่ว่า การลอยกระทงนี้ แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่ได้มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่าตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อพิเคราะห์ดูความจากบทพระราชนิพนธ์ในตอนที่กล่าวถึงเทียนที่จุดในพระราชพิธีจองเปรียงนั้น
ทรงกล่าวว่า
แต่ถึงว่าโคมชัยที่อ้างว่าบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธบาทดังนี้แล้ว
ก็ยังเป็นพิธีของพราหมณ์พวกเดียว คือตั้งแต่เริ่มพระราชพิธี พราหมณ์ก็เข้าพิธีที่โรงพิธีในพระบรมมหาราชวัง
และเวลาเช้าถวายน้ำพระมหาสังข์ตลอดจนวันลดโคม เทียนซึ่งจุดในโคมนั้นก็ทาเปรียง
คือไขข้อพระโคซึ่งพราหมณ์นำมาถวายทรงทา การที่บูชากันด้วยน้ำมันไขข้อพระโคนี้ก็เป็นลัทธิพราหมณ์แท้
เป็นธรรมเนียมสืบมาจนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า
การพระราชพิธีทั้งปวงควรจะให้เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาทุกๆ พระราชพิธี
(น.๙) ส่วนขนาดของกระทงนั้น
นอกเหนือจากกระทงของนางนพมาศที่ใหญ่เท่ากงระแทะคือกงเกวียนแล้ว ในพระราชพิธี
๑๒ เดือนให้คำอธิบายสรุปรวมได้ว่ากระทงหลวงซึ่งสำหรับทรงลอยที่มีมาแต่เดิมนั้น
คือเรือรูปสัตว์ต่างๆ ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทงหลวงสำรับใหญ่ที่ทำถวายนั้น
ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้างแปดศอกบ้าง เก้าศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอดสิบศอกสิบเอ็ดศอก
ทำประกวดประขันกันต่างๆ
(น.๒๙) ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ลอยน้ำได้
และในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้นมีการใช้เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชและเรือชัยแทนกระทงใหญ่สองลำ
ตั้งเทียนขนาดใหญ่และยาวตามกระทงเรือทุกกระทง ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็มีการใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แทนเรือชัย
และยังมีกระทงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างอลังการอีกด้วย แต่ก็ไม่โปรดให้จัดทำทุกปี
ส่วนการลอยพระประทีปนั้นเห็นได้ว่ามีถึงปีละ
๒ ครั้ง โดยมีพระราชนิพนธ์ไว้ว่า
จะขอว่าแต่กรุงเทพฯนี้ การลอยประทีปเดือน
๑๒ เป็นการใหญ่กว่าลอยประทีปในเดือน ๑๑ ด้วยอากาศปราศจากฝน
(น.๒๔) และ
พิธีลอยพระประทีปกลางเดือน ๑๑ ก็เหมือนกับลอยพระประทีปในเดือน ๑๒ ซึ่งมีข้อความพิศดารแจ้งอยู่ในพระราชนิพนธ์พิธีประจำเดือน
๑๒ ผิดกันแต่เดือน ๑๑ ไม่มีกระทงใหญ่
(น.๖๓๙) น่าสังเกตว่าในพระราชพิธี
๑๒ เดือน นี้ ทรงจำแนกว่า ประทีปและกระทง เป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับทรงลอยที่ต่างกัน
โดยที่กระทงที่ทรงกล่าวถึงนั้นมีขนาดใหญ่มาก แต่เสียดายที่ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าวไม่ได้บอกขนาดของพระประทีปที่ทรงลอยไว้ด้วย
คาดว่าพระประทีปที่ทรงลอยน่าจะมิได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนกระทง แต่อาจจะมีขนาดใกล้เคียงกับกระทงของนางนพมาศก็ได้
แต่ความที่ยังคงค้างใจก็คือประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สรุปว่า
โคมลอยหมายถึงประทีปที่จุดไฟแล้ววางบนกระทงและปล่อยให้ลอยไปตามสายน้ำ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีโคมลอยที่มีลักษณะเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่ทำด้วยกระดาษบางเบาที่ปล่อยให้ลอยไปบนฟากฟ้านั้น
คืออะไรกันแน่
ชาวล้านนาที่เกิดในปีจอก็อาศัยโคมลอยนี้แหละที่ยกเอากระบะเครื่องบูชาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไปให้สูงที่สุดเพื่อจะบูชาพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้
กิจกรรมดังกล่าวนี้สอดคล้องกับพระบรมราชาธิบายที่ว่า
การยกโคมขึ้นนั้น
ตามคำโบราณกล่าวว่ายกขึ้นเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือพระอิศวร พระนารายณ์
พระพรหม การซึ่งว่าบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามนี้เป็นต้นตำราแท้ในเวลาถือไสยศาสตร์
แต่ครั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือพระพุทธศาสนา ก็กล่าวว่าทรงบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
พระจุฬามณีในดาวดึงสพิภพและบูชาพระพุทธบาทซึ่งปรากฏอยู่ ณ หาดทรายที่เรียกว่านะมะทานที
เป็นที่ฝูงนาคทั้งปวงสักการบูชาอยู่
(พระราชพิธี ๑๒ เดือน น.๙) แต่พอพูดว่าสิ่งประดิษฐ์ที่พาเอากระบะเครื่องบูชาขึ้นฟ้าไปนั้นชื่อว่า
โคมลอย บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะสิ่งนั้นในยุคของท่านเรียกว่า
ว่าว, ว่าวลม, ว่าวรม/ฮม หรือว่าวฅวัน
โดยอธิบายว่าเครื่องเล่นที่ปล่อยให้ลอยในอากาศนั้นเรียกว่า ว่าว เมื่อว่าวนั้นใช้ควันเป็นเครื่องช่วยพยุงขึ้นฟ้า
ก็เรียกว่าวนั้นว่า ว่าวฅวัน และในกลางคืนที่ใช้ก้อนเชื้อเพลิงแขวนไว้ที่ปากของว่าว
ความร้อนจากไฟที่จุดนั้น นอกจากจะยกว่าวให้ลอยฟ้าได้แล้ว ยังมองเห็นไฟที่ลุกและลอยไปในท้องฟ้าแทรกกับกลุ่มดาวได้
ท่านเรียกของท่านว่า ว่าวไฟ พอเห็นเด็กน้อยหนุ่มสาวเรียกสิ่งประดิษฐ์ของท่านว่า
โคมลอย ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ ครั้นถามผู้เฒ่าว่าชาวล้านนาเรียกว่าวของท่านว่าเป็นโคมลอยมาแต่เมื่อใด
ท่านก็ตอบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารไทยมาประจำการในล้านนา พอเห็นว่าวฅวันลอยขึ้นฟ้า
ก็เรียกว่าสิ่งนั้นคือ โคมลอย แล้วชาวล้านนาเล่า
มีการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำเพื่อไปบูชาพระพุทธบาทหรือไม่ ผู้เฒ่าก็จะถามว่าลอยประทีปโคมไฟเมื่อใด
พอบอกว่าวันเพ็ญเดือนยี่ ท่านก็บอกว่าในวันเพ็ญเดือนยี่นั้นชาวบ้านจะปล่อยว่าวฅวันขึ้นฟ้าในตอนสาย
และจุดประทีปโคมไฟตามบ้านเรือนดังที่ปรากฏว่ามีคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ผางประทีปบอกถึงผลที่ผู้กระทำจะได้รับจากกการจุดประทีปโคมไฟดังกล่าว
และการจุดประทีปโคมไฟนี้ก็สอดคล้องกับการ เผาเทียนเล่นไฟ ในกรุงสุโขทัยอีกด้วย
ไม่มีธรรมเนียมการลอยกระทงหรือการจุดประทีปโคมไฟลอยน้ำ และผู้เฒ่าจะสำทับว่าพิธีกรรมทั้งหลายของชาวล้านนานั้นจะหันหน้าเข้าวัด
ถ้าหันหน้าออกจากวัดไปทำกิจกรรมยังที่อื่นแล้ว พิธีกรรมดังกล่าวนั้นไม่ใปรากฏในวิถีของล้านนา ครั้นถามว่าแล้ว ลอยกระทง เริ่มมาแต่เมื่อใด ท่านผู้เฒ่าที่คุ้นเคยกับชีวิตในฅุ้มในวัง โดยเฉพาะ วังท่าเจดีย์กิ่ว ซึ่งเป็นที่ประทับของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั้น เป็นวังที่อยู่ใกล้กับลำน้ำปิง(ปัจจุบันคือสถานกงสุลอเมริกัน) พระราชชายาพระองค์นี้เป็นพระราชชายาซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าพระมเหสีในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โดยที่พระองค์ท่านเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังเมื่อชนมายุ ๑๓ ชันษา (พ.ศ.๒๔๒๙)และประทับอยู่ในวังหลวง หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๓ แล้วพระราชชายาฯก็เสด็จมาประทับอยู่ใน ฅุ้ม หรือวังท่าเจดีย์กิ่ว ดังกล่าวเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ พระราชชายาฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมโดยเฉพาะพระราชพิธีต่างๆ เป็นอย่างดี ดังนั้นพระองค์ท่านจึงได้เริ่มการ ลอยพระประทีป ในลำน้ำปิง ในช่วงประมาณ พ.ศ.๒๔๖๐๒๔๗๐ แต่พระประทีปนอกวังหลวงนี้ทำขึ้นอย่างง่ายๆ จากวัสดุในธรรมชาติ คือพระองค์ท่านใช้ชิ้นกาบมะพร้าวกว้างขนาดฝ่ามือตัดโค้งงอนตามสัณฐานของมะพร้าวเพื่อทำหน้าที่เป็น
กระทง วางประทีปลงบนกระทงนั้นแล้วจุดไฟและปล่อยให้ลอยไปในคืนวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา
(ตรงกับเพ็ญเดือน ๑๒ ของภาคกลาง) สิ่งที่ลอยไปตามสายน้ำนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นการ
ลอยพระประทีป อย่างง่ายๆ อันจำลองมาจากการลอยพระประทีป และกิจกรรมนี้ก็สอดคล้องกับลอยโคม
หรือ ลอยกระทงทรงประทีป ของนางนพมาศอีกด้วย ภายหลังก็มีผู้นิยมลอยกระทงตามพระราชชายาฯ
มากขึ้น ดังพบว่าในครั้งที่นายทิม โชตนา เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ในช่วง
พ.ศ.๒๔๙๐ นั้น ก็ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวโดยจัดให้มีการลอยกระทงมากขึ้น
และมีการเฉลิมฉลองบริเวณถนนท่าแพ โดยเฉพาะบริเวณหน้าพุทธสถาน การลอยกระทงแบบกรุงเทพฯนั้นมีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมีการตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ
พ.ศ.๒๕๑๒ โดยเริ่มจัดให้มีการลอยกระทงสองวัน คือในวันเพ็ญเดือนยี่ จะลอยกระทงเล็ก
และรุ่งขึ้นในคืนแรมหนึ่งค่ำจะมีการลอยกระทงหรือประกวดกระทงขนาดใหญ่ โดยเริ่มที่หน้าเทศบาลเมืองเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่สะพานนวรัฐ
และหลังจากนั้นก็มีการลอยกระทงกันอย่างกว้างขวาง ดังที่จะพบว่ามีการประกวดนางนพมาศกันทั่วไป
ในขณะเดียวกันก็ยังมีการทำ ประตูป่า อันเนื่องกับการ ตั้งธัมม์หลวง อยู่เหมือนกัน
แต่ยิ่งมีแสงสีที่กระทงกับประตูป่าและประทีปโคมไฟที่ประดับตามบ้านเรือนถนนหนทาง
มีความงามที่ทรงเสน่ห์ของสาวน้อยนางนพมาศมากขึ้น และมีแสงสีจากว่าวไฟที่ลอยฟ้าเจิดจรัสมากขึ้นเท่าใด
ความเข้มของวัฒนธรรมใหม่นี้ย่อมมีส่วนขับให้บรรยากาศของการตั้งธัมม์หลวง
และกิจกรรมตามวิถีของล้านนาดั้งเดิมให้โรยแรงลงเพียงนั้น ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ |
|||
|
โดย อุดม รุ่งเรืองศรี
|
|
||||||
|
|
|
|||||