|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ตำนานพระแม่กุเป็นเหตุการณ์ตอนเชียงใหม่แตกสมัยพระแม่กุ(พ.ศ.2101) หากยึดตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยึดถือกันว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ล้านนาที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เราจะพบว่าพื้นเชียงใหม่หรือตำนานแม่กุฉบับนี้คลาดเคลื่อนมากในเรื่องวันเวลาและตัวบุคคล หลายๆบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงในตำนานนี้ไม่ใช่บุคคลร่วมสมัยกับพระแม่กุ อย่างมังหลุงล้าง พระยาสุลวลือชัย สิบเก้าเจ้าฟ้า พระเจ้าสุทโธธัมมิกราช เป็นต้น อ่านตำนานได้ต่อไปเลยครับ ยามนั้นมหาราชครูเจ้าก็ได้บอกหื้อแก่เจ้านายท้าวพระยาทั้งหลายว่าของมีไว้แต่เช่นโบราณมานั้น พ้อย(กลับ)หื้อว่างสูญหายไปก็จักวินาศฉิบหายวันหนึ่งบ่อย่าชะแล(แน่นอน) เมืองลูกนี้เที่ยงจักวินาศฉิบหายและเภทาแตกเป็นกระจวนไปวันหนึ่งบ่คลาดบ่คลาชะแล เหตุว่าพระมหากษัตริย์เจ้าตนนี้บ่ถือบ่ทือยังเสนาอำมาตย์เก่าแห่งตน แลบ่ถือบ่ทือยังจารีตฮีตฮอยเก่าหลังเหมือนเมื่อเช่นกษัตริย์เจ้าอันล่วงไปแล้วนั้นแล เจ้าองค์นี้พ้อยว่ามาถือมาทือเสนาใหม่และจารีตใหม่ และเสนาผู้บ่รักยังแผ่นดิน และไพร่ฝ้ามนตรีอันเป็นหย่อมหญ้าข้าเมืองนั้น พ้อยว่ามาถือมาทือเขาชุมนี้ก็จักเหมือนดั่งฟ้าอุปโย(พระชัยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง)กินเมืองล้านนาเชียงใหม่ปางก่อนนั้น เราก็มาเสียดายศาสนาแท้หนอว่าอั้น แล้วเขาก็พากันออกมา อยู่ได้สิบวัน เทวดาอารักษ์มเหสิกขาเชนบ้านเชนเมืองทั้งมวลหมายมีเจ้าคำแดงเป็นเค้า และเจ้าหลวงเมืองแกน และเจ้าหลวงเมืองฮาย อารักษ์เจ้าจังขาง เจ้าสิบสองเมือง ดงดำ องค์คำ ฝั่งแกน ชุงชะ ร่มขาว ดาวบส และคำฟู ผายู กือนา ผั่งแกน พระยายอด ติโลกราช หอพับ หอหาง พระกุม พระกัน เจ้าตนอารักษ์แม่ระมิงค์ กุมภัณฑ์ทั้งหกตน ขุนหลวงวิรังคะ ปู่แสะย่าแสะ ดอยเหนือดอยใต้ พรหมเทวดา รุกขเทวดา ปัพพตาเทวดา นทีเทวดา อากาสเทวดา และเทวดาทั้งหลายอันอยู่รักษาสัณฐานบ้านเมืองทั้งมวล และอันรักษาวัดวาศาสนาอารามและรักษาประตูทั้ง4 และอันรักษาแจ่งเวียงทั้ง4 และอันรักษากระพุ่มฉัตร รักษาปราสาทกษัตริย์เจ้านั้น เทพดาอารักษ์ทั้งหลายก็เคียดมากนัก ก็มาสำแดงหื้อหันเหตุใหญ่ คือว่ามหาเจติยะหลวงกลางเวียง ก็หยูด(ทรุด)พังไปหั้นแล ดาวผัด(พฤหัส)เป็นควันไปมากนัก ยอดมหาธาตุเจ้าสุเทพก็ปุดตกลงมา เทวดานาคครุฑ กุมภัณฑ์ คันธัพพะ อสุรินทะอผีเสื้อทั้งหลายก็มาแต่งหื้อน้ำแม่ระมิงค์และแม่น้ำน้อยทั้งหลายก็หื้อแห้งขาดค้อ(ขาดห้วง)เสียหั้นแล มดทั้งหลายก็พอไต่ได้หั้นแล พระยาช้างเผือกสองตัวหัวเวียงก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งเมือง น้ำตาก็ไหลตกแผว(ถึง)ปลายงาทั้งสองตัวหั้นแล ปราสาทมหาสัตว์เจ้าก็เป็นควันได้สามวันสามคืนหั้นแล มหาปถวีอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะก็แตกยะทัดกลางเวียงกว้างวา ลึก10วา ยาว500วาหั้นแล ช้างมังคละมงคลเทียมแทกก็ร้องแล่นแส่นสะเคียน น้ำตาก็ไหลตกแผวปลายงวงหั้นแล ม้าเทียมอานตัวประเสริฐก็ร้องวิดวิ่งดีดขบคนทั้งหลายหั้นแล พระแสงดาบแก้วก็เป็นงูเห่า ครึ่งทางด้ามดีอยู่ดังเก่าหั้นแล เสาหินอินทขีลและแก้วยอดมหาเจติยะหลวงนั้น พระยายักษ์คือว่ากุมภัณฑ์ทั้งหกตนก็เอาขึ้นเมือไว้ที่พระเกศแก้วจุฬามณีชั้นตาวติงสาหั้นแล คนทั้งหลายก็อยากน้ำกลั้นข้าวมากนักหั้นแล คนทั้งหลายก็ไปขุดกินน้ำยังกลางแม่ระมิงค์โพ้นทุกหลังเรือนหั้นแล ลางภ่อง(บ้าง)ขุดในเวียงลึกสุดเช่นตาน้ำก็บ่ออก เขาขุดลงไปแถม คนอยู่ก้นน้ำบ่อผ่อขึ้นหันดาว เขาก็เอาดินกี่(อิฐ)มาก่อตั้งแต่ก้นถึงปากเรียกว่าบ่อสร้างมาถึงกาละบัดนี้แล ภ่อง(บ้าง)ก็ไปเอาน้ำบ่อทรายยังกลางแม่ระมิงค์โพ้น ก็เป็นอันไกลนัก ตั้งแต่ประตูช้างเผือกไปหาแม่ระมิงค์นั้น นับเป็นวาได้สองพันวาหั้นแล ในขณะบัดนั้น น้ำแม่ระมิงค์นี้ก็ไปไหลไปวันออกเมืองหริภุญชัยหั้นแล พระยามังทราแลโป่มังวหลุงล้างก็แปลงหนังสือสอดดั้นขึ้นไปกราบทูลกษัตริย์อังวะหื้อได้รู้แล้ว กษัตริย์เจ้าอังวะก็คานเอาฟ้าสุทโธธัมมิกราชคุมเอารี้พลสกลโยธาได้เก้าหมื่นเก้าพันและโป่ทัพทั้งหลายคือว่าสิบเก้าเจ้าฟ้า เขาก็เร่งรัดจัดกันมาเร็ววันเร็วคืน ก็มาข้ามท่าป่าแดง มาทางเมืองปายสายหนึ่ง มาทางเชียงดาวสายหนึ่ง มาทางเมืองฮอดสายหนึ่ง กษัตริย์ก็คาด(คาดคั้น)เอาคำโป่ทัพทั้งหลายว่าหื้อได้แผวเวียงล้านนาเชียงใหม่วันเดียวกันนั้นแท้ ผิว่าโป่ใดบ่ทันหมู่นั้นจักเอามาจ่องหัว(กุดหัว)มันเสียยังที่เกาะแม่คงคา(แม่คง?)บ่หื้อได้ล้ำชะแล เขาก็กลัวอาชญาเจ้าแห่งเขานั้น ก็นัดกับด้วยกันมาแผววันเดียวกันแท้ ยามนั้นข้าศึกก็มาทุกหมู่ทุกภายทุกท่าท้าง แผวเชียงใหม่เขาก็ตั้งทัพจอดแวดเวียงไว้ไคว่(ครบ)แล้ว ทัพหลวงฟ้าสุทโธธัมมิกราชนั้นเป็นโป่แม่ทัพ ตั้งอยู่กล้ำเหนือเวียงบ่พอไกลเท่าใด เขาก็ขุดกระทุกอยู่หื้อดี ฟ้าสุทโธก็ร้องเอาหมอโหรามาคูณดูว่าชาตาเมืองล้านนาเชียงใหม่จักขาดวันใดชา หมอโหราก็เอาอายุเมืองมาบวก เอาเกณฑ์เมืองมาบวก เอาศรีเมืองมาบวกเขาสมกัน หมอโหราว่าชาตาเมืองเชียงใหม่จักขาดในวันเดือนเพ็ง เม็งวันอังคาร เที่ยงขาดเป็นมั่นแท้บ่สงสัยชะแล สุทโธธัมมิกราชรู้แล้วก็สัญญาบอกแก่โป่ทัพทั้งหลายว่าในวันพรุ่งนี้หื้อได้กินน้ำมันยาคงเสียทุกคน เราก็เข้ายับดิบ(จับเอาเป็นๆ)เอาชะแล เหตุว่าเขาหาบ่าหาแรงบ่ได้ เหตุว่าเขาบ่ได้กินข้าว หมู่ชุมได้กินข้าวนั้นก็บ่มีหลาย ครั้นถึงวันเดือนหกเพ็ญกินงายแล้ว ฟ้าสุทโธธัมมิกราชก็ห้างรี้พลโยธาออกแวดเวียงจอดไคว่แล้ว เขาก็โห่สามตั้งแล้วพระยามังทราและโป่มังหลุงล้างก็เป็นไฟในสินทติ(ไม่ทราบความมาย) ก็ตัดคิวัง(ไม่ทราบความหมาย)ยังคอแห่งพระสัตต์เจ้าเสียแล้วก็เผายังปราสาทหอคำและเรือนไพร่ไทก็มีหั้นแล หมู่ทัพทั้งหลายสิบเก้าเจ้าฟ้าก็เข้าแจ่งหัวรินก่อนแล ลางภ่องก็ฟันประตูเวียงเข้าไปวันนั้นแล พาหื้อข้าเจ้าไพร่ฟ้าข้าเมืองและศาสนาวินาศฉิบหายไปก็เพื่อว่ากษัตริย์เจ้าองค์นี้ได้เข้าอำนาจแห่งเสนาใหม่ พาไปอยู่นรก เพราะเอาผ้าสี่แจ่ง(ผ้าเช็ดหน้า)มาแปลงถง(มาทำย่าม) เอาคนต่างเมืองมาเป็นเสมียน ทุม(ละทิ้ง)เสนาอำมาตย์เก่าผู้รักแผ่นดินและรักไพร่ฟ้าข้าเมืองและรักศาสนานั้นเสีย แลทุมจารีตเก่าหลังตั้งแต่เช่นเดิมมานั้นแล มาเอาจารีตฮีตฮอยใหม่ เอารีตเพื่อนมาเป็นรีตตัวฉันนี้ ของบ่ควรดีเอามาแปลงเชื้อพ้อยเอามาเป็นเชื้อ บ่ใช่เชื้อนั้น หนทางเก่ามีไว้แล้วพ้อยว่าตึด(ปิด)เสีย หนทางบ่มีพ้อยว่าแปลงหนทางใหม่ไว้กับเมืองฉันนี้ ก็จักเสียงเมืองเหมือนดั่งกษัตริย์ล้านนาเชียงใหม่นพบุรีนี้ บ่คลาดบ่คลาบ่สงสัยชะแล ม่านได้เมืองล้านนานพบุรีเชียงใหม่ไปแล้ว ในคนล้านนาเชียงใหม่นั้นตกไปเมืองม่านเมืองเงี้ยวสองส่วนแล ส่วนหนึ่งแตกเข้าป่าไป แม่ทัพใหญ่ทั้งหลายคือว่าฟ้าสุทโธธัมมิกราชก็คุมคนขนครัวยกออกจากเมืองล้านนาเชียงใหม่ไป ก็ไปยั้งอยู่เมืองจอมทองหั้น ฟ้าสุทโธธัมมิกราชก็ไปเอาพระเกสธาตุเจ้าจอมทองใส่กับ(ตลับ)ไม้รวก แล้วเอาผ้ากัมพลพันดีแล้วก็เอาครั่งมาพอกทางนอกหื้อแน่นหนาดี แล้วก็เอาใส่ในบาตรแล้วเอาผ้าเหลืองเข้ายัด เต็มดีแล้วเอาฝาหับ แล้วเอาครั่งมาพอกวม(คลุม)บาตรทั้งมวลแล้วเอาผ้าสังฆาฏิมาพันแถมหื้อดี ก็ใส่ในหีบธรรมแล้วก็หื้อคนหามไป ครั้นว่าเอาพระธาตุเจ้าค้าย(ย้ายที่)เสียที่ไกลประมาณคาวุตหนึ่ง พระธาตุเจ้าจอมทองก็เสด็จคืนมาอยู่ที่คูหาอันเป็นที่อยู่แห่งตนก้มีวันนั้นแล ในคนอันหนีเข้าไปลี้อยู่ยังป่านั้น ครันแม่ทัพเลิกเสียงแล้ว เขาก็ออกมาหั้นแล หมู่ม่านล่องทางขึ้นมาคอยหาคนอันแตกเข้าป่าไปนั้นเป็นอันมากนักแท้แล หมู่คนหันก็แตกลงไปอยู่เมืองอโยธิยาก็มีมากนัก ไปอยู่เมืองละคอน(ลำปาง)ก็มากนัก ไปอยู่เมืองแพร่เมืองน่านก็มีมากนัก คนเมืองล้านนาก็ตกไปอยู่ทุกเมืองหั้นแล พระมหากษัตริย์เจ้าล้านช้างอโยธิยาก็เกณฑ์ข้าหลวงใต่ทางขึ้นมาเอายังพระแก้วเจ้ายังที่เมืองล้านนาเชียงใหม่ลงไปไว้สักการะปูชายังเมืองล้านช้างอโยธิยา อยู่มาได้ห้าเดือน พระแก้วเจ้าก็เสด็จขึ้นมาด้วยลวงอากาศตราบลัดมือเดียวหนึ่งก็แผวที่อยู่แห่งตนยังเมืองล้านนาเชียงใหม่หั้นแล กษัตริย์เจ้าก็หื้อคนทั้งหลายไปเสาะตามบ้านเมืองที่ไหนก็บ่หัน พระธัมมะสังฆะเจ้าอธิษฐานขอเชิญมาก็บ่คืนมา กษัตริย์เจ้าล้านช้างอโยธิยารู้ข่าวก็ใช้ข้าหลวงขึ้นไปผ่อคอยยังเมืองล้านนาเชียงใหม่ ก็หันพระแก้วเจ้ายังที่อยู่แห่งท่าน ข้าหลวงใต้ก็ราธนาขอนิมนต์เอาลงไปไว้ที่เมืองล้านช้างอโยธิยาเมื่อศักราชได้953ตัว(พ.ศ.2134) ปีก่าไค้ เดือนแปดเพ็งวันนั้นแล กล่าวยังตำนานเชียงใหม่แตกปางเมื่อได้เป็นเอกกษัตริย์ก่อนนั้นก็แล้วเท่านี้ ต่อจากนี้ยังมีข้อความเกี่ยวกับล้านช้างอโยธิยาแตกเพราะกษัตริย์อังวะอีกเล็กน้อย ผมเห็นว่าไม่เกี่ยวกับเชียงใหม่แตกจึงตัดออก ฉบับควรค่าม้าลงจบว่าตำนานพระแม่กุเจ้าเชียงใหม่นพบุรีศรีล้านนาพิงค์ชัยพระนครเชียงใหม่วันนี้แล ข้าพเจ้าตามตำนานเดิม ห้าพันพระวัสสาแล ลุงจอม จุลศักราช1298ตัว(พ.ศ.2479) ได้เขียนไว้แล้วเดือนห้าวันนั้นแลท่านเจ้าทั้งหลายเหย ไว้สอนตัวแลสอนเพิ่นหื้อได้รู้ตามทสราชธรรมสิบประการดังกล่าวมานี้แล ฉบับปางส้านจบว่า กริยาอันกล่าวยังตำนานเมืองล้านช้างแต่ปางก่อนก็มีวันนั้นแล ก็สมเร็จเสด็จแล้วเท่านี้ก่อนแล ท้ายความไม่ระบุวันเดือนปี แต่ที่หน้าลับธรรมมีตัวเลขบอกว่าจารเมื่อปีพ.ศ.2500 (ไม่ต้องอ่านต่อฉบับหน้า จบแล้วครับเรื่องนี้) ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ |
|||
|
มาลา คำจันทร์
|
|
||||||
|
|
|
|||||