lannaworld.com
โลกล้านนา
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
หน้าแรก
   


ซะป๊ะเรื่องเมืองล้านนา

 
ตัวเมือง เรื่องเล่า "ตำนานพระแม่กุ 2"

ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนก่อนว่าตำนานพระแม่กุเป็นตำนานเหตุการณ์และบุคคล ตำนานก็คือเรื่องราว อย่ารีบสรุปหรือเชื่อว่าทุกอย่างในตำนานจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ขณะเดียวกันก็อย่าด่วนสรุปว่าทุกอย่างเป็นเรื่องกุ บางครั้งตำนานอาจต้องการอะไรมากกว่าการบอกเล่าข้อเท็จจริง

ตำนานพระแม่กุจะเป็นอย่างไร เชิญติดตามได้ดังต่อไปนี้

ในปีเศิกห้อลงมาเป็นปีเหม้า(เถาะ)ศักราชได้875ตัว(พ.ศ.2056) เดือนเจียงแรม8ค่ำ วันอาทิตย์ กษัตริย์เจ้าล้านนานพบุรีเชียงใหม่จิ่งมีบุปผาข้าวตอกดอกไม้ลำเทียนหื้อพระยาแสนหลวงเป็นเค้า หื้อไปนิมนต์พระธัมมะสังฆะเจ้าทั้งหลาย หมายมีมหาราชครูเป็นเค้าและสมเด็จสังฆราชมหาเถระเจ้าทั้งหลาย มาหื้อพอ100ตนทุกแห่ง มาสวดกระทำมังคละและฟังธรรมยังที่พระธาตุเจ้าสุเทพแห่งหนึ่ง ยังที่หอพระแก้วเจ้าแห่งหนึ่ง ที่หอพระสิงห์เจ้าแห่งหนึ่ง ยังที่พระอัฐารสในวัดโขติการามแห่งหนึ่ง แล้วพลีกรรมปูชายังเทพดาอารักษ์เชนบ้านเชนเมืองนั้นหื้อไคว่เสี้ยงทุกตน และพระยาช้างเผือกสองตัวหัวเวียง พระยาราชสีห์สองตัวหัวเวียงและเสาหินอินทขีล และกุมภัณฑ์ทั้ง6ตนและพระยาช้าง8ตัวในมหาเจติยะหลวงวัดโชติการาม และประตูเวียงทั้งสี่แจ่ง และกลางเวียงก็หื้อสักการะปูชา และขึ้นพระอินทาธิราชเจ้าฟ้า และท้าวจตุโลกทั้งสี่ นางธรณี เทวบุตรและเทวดาเจ้าทั้งหลายอันอยู่เฝ้ารักษาสัณฐานบ้านเมืองนพบุรีเชียงใหม่ที่นี้ทั้งมวล

พระยาอินทาธิราชเจ้าก็เสด็จจากตาวติงสาลงมาตามดั่งได้รับคำสั่งไว้ต่อปากพระพุทธเจ้า เมื่อท่านยังทรมานไป่ทันปรินิพพานเทื่อวันนั้น ว่าดูราอินทาธิราช ในเมืองพิงค์เชียงใหม่ที่นั้น ผิข้าเศิกจักมาประจญปราบเอาเมืองวินาศฉิบหายดั่งอั้น จุ่งหื้อท่านอินทาธิราชได้ลงไปค้ำชูเขาแท้ อย่าหื้อบ้านเมืองที่นั้นได้แตกแท้ เหตุว่าศาสนากูพระตถาคตเอามาตั้งไว้ยังเมืองพิงค์เชียงใหม่ที่นั้น เป็นอันหลายมากนักแท้แล

กษัตริย์จอมเจืองเจ้าฟ้าก็หื้อแต่งแปลงตามอุปเทศดังกล่าวไว้แต่ภายหลังนั้นทุกประการหั้นแล เถิงเวลากลางคืน บ่ายฆ้องได้6มง (กลางดึก ตีฆ้องหกครั้ง)หมู่เศิกห้อทั้งหลายเจ็บหัวตายก็มีมากนัก บ่เป็นสัง นั่งอู้กันอยู่ แลคนแลตายไปแควนมากหั้นแล(ไม่ป่วยไข้อะไรเลย นั่งคุยกันอยู่ ต่างคนต่างตายไป มากมายยิ่งนั้นแล) มหาเมฆะธาราก็ตกลงมาทั้งเมื่อวันเมื่อคืน มืนหูมืนตา(ลืมหูลืมตา)ก็พอบ่ได้แล ข้าเศิกก็แตกเป็นทะลักทะลาย เป็นกระจวนไปในกาละกลางคืนนับเสี้ยงหั้นแล เขาก็บ่อาจจักจั้งตัว(ตั้งตัว)อยู่ได้ ก็แตกหนีไปทางหล่งควง(บริเวณแม่น้ำกวง) กษัตริย์เจ้าล้านนานพบุรีเชียงใหม่ก็เกณฑ์คานเจ้านายท้าวพระยาลูกหลานกครุบเอารี้พลนิกายไปไล่ทัพ ทันยังเวียงป่าเป้า ก็ได้ฆ่าตายเสียมากนัก เขาก็แตกทะลักทะลายไปวันนั้นแล

อยู่มาได้9ปี ยังมีพระยาม่านผู้หนึ่งชื่อมังทราตุจอ มันก็ลุกเมืองอังวะมา มันก็มีของปัณณาการมาพันหนึ่ง คือว่าได้ได้ม้าตัวหนึ่งมีผิวขาวดั่งหอยสังข์ มีหัวเขียวเป็นดั่งเป็ดผู้ดูงามนักหนา หาตัวจักเปรียบเทียมบ่ได้ ก็เอามาถวายกษัตริย์เจ้าล้านนาเชียงใหม่ เพื่อว่าจักตั้งลอทอ(ไม่ทราบความหมาย)ในกษัตริย์เจ้าหั้นแล

พระยามังทราตุจอก็ขอน้อมตัวเป็นข้ามหากษัตริย์เจ้าหั้นแล มันก็แต่งตัวหื้อดี หื้อคนทั้งหลายว่าเป็นผู้ซื่อ ผู้มีสัจจะศีลแท้หั้น พระยากษัตริย์เจ้าก็ทือมันหื้อเป็นเสนาใหญ่ ต่างตาต่างใจ ด้วยการบ้านเมืองก็หื้อแล้วกับมันหั้นแล มันว่าเป็นก็เป็น มันว่าตายก็ตายหั้นแล มันก็หื้อคนทั้งหลายไปตึด(อุด)น้ำห้วยแก้วเสียหั้นแล มันก็กราบทูลกษัตริย์เจ้าว่าอาการอันสร้างกองบุญนี้ สองผัวเมียพากันสร้างวัด หล้างนี้กุสละบุญนั้นก็ได้แท้แล เท่าว่าจักเป็นอุมตะทานแท้บ่เทื่อแล(แต่จะให้เป็นทานอันอุดมยังไม่ได้) จักหื้อถูกอุตมะทานแท้หื้อสร้างสองหลังไกลกันประมาณสองวา สร้างหื้อพร้อมกันทั้งพระวิหารและโบสถ มหาธาตุ โรงนอน แลพัดพร้าวจามร ละแอ บังวัน จามรี หื้อแล้วด้วยรักหางแก้วคำทั้งมวล ในธนะข้าวของอันเอามาคิดสร้างกองบุญนั้นอย่าได้ลักร้ายและกดขี่ขมเหง บาปไหมใส่โทษ เอาข้าวของแห่งท่านเพิ่มนั้นอย่าได้เอามาใส่แท้ หื้อเอาตามสติกำลังแห่งตนเทอะ

เมื่อจักสร้างนั้น คนเข้าประทัดห้าเส้นแล(ไม่เข้าใจความหมาย จะเกี่ยวข้องกับศีลห้าหรือไม่ยังไม่แน่ใจ มีคร่าวร่ำประทัดห้าเส้น หมายถึงศีลห้า) หัวบ่มี(ไม่เข้าใจความหมาย) หญิงก็ดี ชายก็ดี อย่าได้หื้อมาใกล้มากรายเทอะ ครั้นบริบูรณ์แล้ว จักทานนั้น ภิกขุบ่บริสุทธิ์อย่าได้หื้อมาใกล้เทอะ หื้อเอาภิกขุตนถือธุตังควัตรอันถูกวินัยและบริสุทธิ์นั้นมารับทานหยาดน้ำเทอะ เมื่อจักทานหื้อเวนกดชื่อ(ระบุชื่อ)เจ้าศรัทธาผู้ได้ริร่ำสร้างหลังหนึ่ง เมียได้ริร่ำสร้างหลังหนึ่ง แล้วหื้อเจ้าศรัทธาแผ่กุลไปเถิงอินทร์พรหมยมราช นางธรณีศรีคุตตะอำมาตย์ตนจำน้ำหยาดหมายทาน และเทวบุตรเทวดา นายหนังสือ32ตน พระยาครุฑ พระยานาค ญาติอันตายไปนั้น แล้วก็ปรารถนาเอาตามความมักนั้นเทอะ

มันมาจ่าน(ริเริ่ม)ข้อนี้ก็ถูก แม่นชอบทสราชธรรมแท้แล มันมาจ่านขอแถมข้อหนึ่ง อันนี้บ่ถูกแม่นแท้แล มามาก่อกู่(ที่บรรจุกระดูก)หื้อเหมือนเจดีย์ไว้กับเมืองสามแห่ง กลางเวียงแห่งหนึ่ง ฝ่ายเหนือเวียงภายนอกแห่งหนึ่ง ฝ่ายกล้ำใต้ริมเวียงแห่งหนึ่ง แล้วมันก็มาสร้างวัดหลังหนึ่งมีวันออกแจ่งใต้หั้นแล พระยามังทราตุจอก็มาใส่ชื่อวัดเชียงใหม่ว่าอั้น

หนองบัวเจ็ดกอมันก็หื้อคนทั้งหลายไปข่างเสียหื้อแห้ง หื้อคนทั้งหลายไปหากินปลาเสียหั้นแล ต่อผีตายมันก็หื้อคนทั้งหลายหื้อออกประตูช้างเผือก แล้วเกี้ยวไปทางแจ่งหัวริน แล้วเกี้ยวไปทางประตูสวนดอก แล้วเอาไปที่แจ่งกู่เรืองทางนอก ทุม(ทิ้ง)เสียหั้นแล ต่อไม้โลงผีมันก็หื้อคนทั้งหลายเอาคืนมาไว้ในเวียงทุกขอนหั้นแล ลางภ่อง(บ้าง,บางที)มันก็หื้อเขาเผาเสียในเวียงยังวัดแล ลางภ่องมันก็หื้อเขาเอาไปเผายังน้ำเกาะทรายแล กษัตริย์เจ้าก็บ่ห้าม ก็อนุญาตกับตามแห่งมันจักแต่งหั้นแล เสนาอำมาตย์เก่าแห่งตนกับเมืองก็ซัดขว้างแสีย ต่อจารีตฮีตฮอยแต่เก่าแต่เดิมเช่นพ่อแม่ก็บ่เอา ก็ซัดขว้างเสียหั้นแล

ในขณะยามนั้น บ้านเมืองทั้งมวลก็ข้ำเขือกเป็นทุกข์ด้วยการบ้านการเมืองมากนัก ผัวทำทางหนึ่ง เมียทำทางหนึ่ง ต่อเก็บส่วยไรก็พ้นประมาณทุกอัน ฝูงเป็นหย่อมหญ้าข้าเมืองนั้นเขานั่งไหนไห้หั้นนั้นแล พระยาช้างเผือกตัวหัวเวียงและพระยาราชสีห์ตัวหัวเวียงนั้น มันก็บ่หื้อไผได้ไปอบรมสระสรงได้สักคนหั้นแล บ้านเมืองก็เป็นอันร้อนไหม้ ต่อเครื่องปลูกของฝังก็บ่มีหน่วย ก็ตายเหี่ยวแห้งไปนับเสี้ยง ไพร่ฟ้ามนตรีก็บ่มีหว่างอันจักเยียะไร่ทำนา ก็เป็นทุพภิกขภัยอยากน้ำกลั้นข้าวมากนักหั้นแล ข้าวตางบาทคำ(ข้าวถังละหนึ่งบาททองคำ)ก็หาผู้จักขายบ่ได้แล ไม้ศรีมีที่ตาอายุเมืองนั้น มันก็หื้อคนไปฟันเสียหั้นแล สนามเดิมมีไว้กับเมือง มันก็หื้อคนไปเท(รื้อ)เสียหั้นแล ราชสัมปัตติอันเกิดแต่แผ่นดินมาก็กลับหายไปหั้นแล

พระยามังทราตุจอก็มีหนังสือดั้นไปหาน้องแห่งมันที่เมืองอังวะว่าหื้อมาช่วยกันพิจารณาเทอะ เมืองล้านนาเชียงใหม่ชาตาก็ขาดแล้ว่าอั้น ชาตาเจ้ากษัตริย์แห่งเขาก็ขาดแล้วแลว่าอั้น โป่มังหลุงล้างอันเป็นน้องพระยามังทราตุจอก็เข้าไหว้สากษัตริย์เจ้าอังวะด้วยอาการดั่งอั้นแล้ว กษัตริย์เจ้าอังวะก็เอาแก้วหื้อมาลูกหนึ่งควรค่าแสนเงิน อับ(มอบ)ใส่มือโป่มังหลุงล้างหั้นแล้ว มันก็มาด้วยรีบด้วยพลัน ก็มาแผว(ถึง)เมืองล้านนาเชียงใหม่ แล้วก็เอาของปัณณาการคคือแก้วควรค่าแสนเงินมาถวายพระมหากษัตริย์เจ้าล้านนาเชียงใหม่ แล้วก็ขอเป็นข้าเอาการกับกษัตริย์เจ้าเชียงใหม่ ก็ถือก็ทือมันแถมแล้ว(เห็นความสำคัญมันอีกแล้ว) กษัตริย์เจ้าก็หื้อราชการช่วยพระยามังทราตุจอ

โป่มังหลุงล้างสองพี่น้องก็จากันที่สงัดว่าเรา(จักกระทำ?)ฉันนี้ เขาสองพี่น้องก็จิ่งมาจ่านแถมว่าเมืองลูกนี้เป็นเอกกษัตริย์แท้ พ้อยว่าแคบอั้นชา(ทำไมถึงแคบ) เขาก็ไหว้สากับกษัตริย์เจ้า ขอตั้งเมืองออกแถม แล้วก็จ่านหื้อขุดคือเวียงด้านวันออกมาด้านใต้ แปลงเป็นคือ(คู) สนน(ถนน)ลำเวียง(กำแพงเมือง)ไว้ แล้วหื้อคนทั้งหลายตั้งลำภายบน แล้วเขาก็สร้างเวียงใหม่เข้าอมเวียงเก่าเป็นหุ่นราหูคาบเวียงเก่าหั้นแล หินแท่นพระยาฟานเผือกนั้น อันมีในราชวังหลวงนั้นมันก็หื้อคนไปตีหื้อแตกเสีย ต่อผู้พลีกรรมปูชาเสื้อบ้านเมืองนั้น มันก็ส่อกษัตริย์หื้อเอาไปฆ่าเสีย ตั้งแต่นั้นไผก็บ่ได้ปูชาแกมเลี้ยงตามอุปเทศมีมาแต่ก่อน เขากลัวตาย ลวดบ่ได้สักการะปูชาแกมเลี้ยงเสื้อบ้านเสื้อเมืองหั้นแล

(อ่านต่อฉบับ 3..)

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 
มาลา คำจันทร์
   
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
มีข้อแนะนำ ติชม ติดต่อได้ที่ : webmaster@lannaworld.com
 
© 2002 lannaworld.com All rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ (โลกล้านนา)