|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ตำนานคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมือง สถานที่ บุคคลหรือเหตุการณ์ ตำนานพระแม่กุฉบับนี้ได้ใบลานมาจากวัดควรค่าม้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สอบเทียบกับฉบับของวัดปางส้าน ตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สภาพใบลานฉบับวัดควรค่าม้าถูกหนูกัดที่ด้านบนค่อนไปทางมุมขวา แหว่งเกือบทุกหน้า ฉบับของวัดปางส้านใบลานเก่ากรอบ เวลาจับดังกรอบแกรบ กระทบกระทั่งนิดๆหน่อยก็น้อยใจร่วงเป็นบิ้งเป็นเกล็ด โชคดีที่ท่านเจ้าอาวาสคัดลอกเก็บไว้แล้ว ท่านเลยเอาฉบับต้นร่างให้ผู้เขียนมาใช้ได้เลย ขอขอบคุณพระคำ จารุวงฺโส ภิกขุตนเฒ่าเจ้าวัดปางส้าน และพระพยุงศักดิ์ ธีรธมฺโม เจ้าภิกขุตนหนุ่มแห่งวัดควรค่าม้าที่กรุณาให้ยืมตำนานแม่กุมาใช้ กุศลผลบุญใดๆหากบังเกิดมี ขอให้ท่านทั้งสองจงได้รับด้วยเทอญ ความผิดพลาดใดๆหากบังเกิดมี ข้าพเจ้ายินดีรับเอง ตำนานพระแม่กุเป็นตำนานบุคคลและเหตุการณ์ บุคคลคือพระแม่กุหรือพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ตามที่พระยาประชากิจกรจักรท่านเรียกไว้ในพงศาวดารโยนก เหตุการณ์คือการเสียเอกราชให้แก่พม่า เหตุการณ์จริงๆตามที่ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2101 แต่เหตุการณ์ที่ปรากฏในพื้นเชียงใหม่หรือตำนานพระแม่กุฉบับนี้จะเป็นอย่างไร เชิญติดตามได้ ณ บัดนี้ นโม ตสฺสตฺถุ ที่นี้จักกล่าวยังพื้นเมืองล้านนาเชียงใหม่ ปางเมื่อได้เป็นเอกกษัตริย์ล้านนาเชียงใหม่ มาเข้าอำนาจแห่งเสนาใหม่(ทั้งสองฉบับเป็น ได้เป็นเอกษัตริย์ มาเข้าอำนาจแห่งเสนาล้านนาเชียงใหม่ แต่ความตอนท้ายตำนานระบุว่ามาเข้าอำนาจแห่งเสนาใหม่ คำว่าเข้าอำนาจแห่งก็คือตกอยู่ใต้อำนาจนั่นเอง)แต่ปางก่อน หื้อสัปปุริสสะเจ้าได้รู้ จุ่งตั้งโสตาประสาทหูดาฟังด้วยนัยดั่งจักกล่าวไปภายหน้านี้เทอะ มหานครรฏฺฐะ อันว่ามหานครเมืองใหญ่ เอโก สตฺโต มักได้เป็นเอกกษัตริย์วันนั้นแล ยังมีลูกพระยาแก้วตาหลวงผู้หนึ่งชื่อว่าแม่กุ ได้เป็นเอกกษัตริย์เมืองล้านนาพนบุรีศรีพิงค์ชัยนครเชียงใหม่แทนพ่อตนวันนั้นแล พระมหาราชครูเจ้าและสมเด็จสามีสังฆราช มหาเถรและพระคณะสังฆะเจ้าทั้งหลาย และเจ้านายท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็อัญเชิญกษัตริย์เจ้าไปลอยเคราะห์ที่วัดหมื่นทุม นอนหั้นสามวันแล้วไปอุตสาหราชหล่อน้ำพุทธาภิเษกสุคันโธด้วยสุวัณณะหอยสังข์ที่วัดเจ็ดลินคำหั้นสามวัน แล้วไปทรงผ้าขาวที่วัดพระจัน แล้วเอาศีลแปดที่วัดเชียงหมั้น นอนหั้นสามคืนแล้วไปสืบชาตาที่วัดเชียงยืน แล้วลวด(เลย)ไปสระสรงพระยาช้างเผือกสองตัวหัวเวียง พระยาราชสีห์สองตัวหัวเวียง แล้วลวดอาบน้ำดำหัวกษัตริย์เจ้า แล้วเจ้านายท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งสี่ทั้งแปดและมหาสังฆเจ้าทั้งหลาย มีลาชาบุปผาคันโธ จวงจันทน์อัญเชิญพระมหากษัตริย์จอมเจืองเจ้าฟ้าเสด็จยาตราเข้าประตูช้างเผือก ลวดขึ้นนั่งแท่นแก้วเสวยเมืองเชียงใหม่ตามหัสเดิมแต่ก่อนก็มีวันนั้นแล ราชาโน อันว่าท้าวพระยาหัวเมืองทั้งหลายก็มาเป็นลูกเมืองเชียงใหม่เสี้ยงทุกเมืองหั้นแล เขตแดนแผ่นดินฝ่ายใต้ถึงเมืองระแหง ไปวันตกถึงแม่คงเป็นแดน กล้ำวันออกแม่ของเป็นแดนหั้นแล ฝ่ายเหนือถึงเชียงแสนหลวงเป็นแดน(ฉบับวัดปางส้านว่าเขตแดนแผ่นดินกษัตริย์ล้านนาเชียงใหม่ทึกนั้น ฝ่ายกล้ำลวงเมืองแห่งตนไปวันตกวันออกเป็นแดนหั้นแล ฝ้ายกล้ำวันออกทึกแม่ของเป็นแดนหั้นแล ฝ่ายกล้ำวันตกทึกแม่คงเป็นแดนหั้นแล ฝ่ายกล้ำเหนือถึงเมืองแสน้อยแสหลวงเป็นแดนหั้นแล) ตสฺมิ ขเณ ในขณะยามนั้น มหานคระสัณฐานบ้านเมืองมหากษัตริย์เจ้าฟ้าแม่กุก็เป็นอันวุฒิจำเริญ สุขเกษมยิ่งนัก ทั้งสัตว์และคนก็บ่มีอันตรายแล ภัยพยาธินานาต่างๆก็บ่มีแล พละกำลังไพร่ฟ้าข้าเมือง มนตรีลูกบ่าวชาวไพร่ก็เป็นอันหลายมากนัก ในหล่ง(บริเวณ)เมืองก็หาที่อยู่บ่ได้ เหตุว่าบ้านถี่ที่เต็มเสียเสี้ยง เขาก็เข้าไปอยู่ขุนขอนยอดห้วยราวเขาโพ้นแล ที่ไหนก็เป็นที่อยู่แห่งคนทั้งหลายนับเสี้ยงแล ในคนทั้งหลายยามนั้นเขาก็บ่มีคำวิวาทะผิดข้องเรียงเถียงกับด้วยกันแล เขาก็บ่มีคำประมาทดูแคลนยังผู้เฒ่าผู้แก่และพ่อแม่แห่งตนหั้นแล เขาก็เท่าพากันถือเอาศีล5ศีล8ทุกคนทั้งหญิงทั้งชายหั้นแล ในขณะยามนั้น น้ำห้วยแก้วเวลามันนองมากลางคืนนั้น น้ำตกตาดก็ยินเสียงไปทั่วบ้านทั่วเมืองทุกแห่งที่นั้นหั้นแล น้ำหนองบัวเจ็ดกอก็บ่แห้งสักเทื่อหั้นแล ราชสัมปัตติก็บังเกิดออกมา คือว่าบ่อเงิน บ่อคำ และบ่อแก้วเจ็ดประการ1 บ่อเหล็กบ่อทอง1 บ่อเหียก(ตะกั่ว)1 บ่อชืน(ดีบุก)1 บ่อขาง(เหล็กชนิดหนึ่ง)1 ก็ปรากฏออกมาในแผ่นดินล้านนาเชียงใหม่หั้นแล ในราชสัมปัตติทั้งหลายนั้น ก็เอาไปไว้ทิศะกล้ำวันตก สระวันตกราชวังหลวงหั้นแล แล้วก็แปลงแทกคะทึก(สิ่งก่อสร้าง ก่อด้วยอิฐ)ใส่ราชสัมปัตติไวดีแล้ว สระคิบ(ทั้งสองฉบับสะกดตรงกัน ไม่ทราบความหมาย)ไว้สองแห่ง สระวันตกแทกนั้นชื่อว่าเล้มเงิน(ฉางเงิน) สระวันออกแทกนั้นชื่อเล้มคำ(ฉางทอง)แล ก็ด้วยเตชะมังคละวิเศษมีกับเมือง คือว่าพระธาตุเจ้าสุเทพและพระแก้วเจ้าและพระสิงหะเจ้า เสาหินอินทขีลเจ้าและพระยาช้างเผือกสองตัวหัวเวียง และยาราชสีห์สองตัวหัวเวียง พระยาช้างหกตัวในมหาเจติยะหลวง และพระยาพยัคโฆสองตัวอยู่ใต้เวียงแล ถึงอักขะประเพณีเข้าวัสสา เดือนยี่ปีใหม่มานั้น หมายมีท้าวพระยาเจ้านาย ภายในหมายมีมหาราชครูเป็นเค้าและสมเด็จสามีสังฆราชและมหาเถระเจ้าทั้งหลายทั้งภายในภายนอกทุกคน เขาก็ไปปูชาด้วยลำเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบน้ำหอม คันธะจวงจันทน์ จตุคิลานะปัจจัยไทยทานและข้าวต้มข้าวหนมที่พระยาช้างเผือกและพระยาช้าง8ตัวในมหาเจติยะหลวง และพระยาราชสีห์2ตัวหัวเวียง มีข้าวตอกดอกไม้ลำเทียนและน้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบน้ำหอม จวงจันทน์และหญ้าเขียวดีงามที่พระยาพยัคโฆ มีข้าวตอกดอกไม้ลำเทียนน้ำขมิ้นส้มป้อยและชิ้นดิบที่เสาหินอินทขีลและกุมภัณฑ์ทั้งหกตนและเทพดาอันรักษาเมืองและเชนบ้านเชนเมือง มีเจ้าหลวงคำแดงเป็นเค้า ถึงอักขะเดือน8เดือน9ก็พลีกรรมปูชาแกมเลี้ยงตามอุปเทศบอกไว้แต่ภายหลังนั้นทุกปีหั้นแล มหานครสัณฐานนพบุรีศรีพิงค์ชัยนครเชียงใหม่ที่นั้นก็อยู่สุขสำราญ น้ำฟ้าสายฝนก็บริบูรณ์มากนัก ข้าหนาปลาถูก ไพร่ยุค้า ข้ายุขาย(ไพร่ข้าค้าขายสะดวก)แท้แล พระกษัตราจอมเจืองเจ้าฟ้านั้นก็มีเตชะอานุภาพปราบแพ้เสี้ยงหมู่รี้พลมาร พระองค์มหากษัตริย์เจ้านั้น ผิถึงอุโปสถะศีล เดือนดับเดือนเพ็ญ ออก8ค่ำ แรม8ค่ำมาเถิงนั้น ท่านก็นุ่งผ้าขาวบริสุทธิ์เสียแล้ว ก็ถือเอาพระหมากคำแล้วก็สมาทานเอาศีล5ศีล8 ลวดแล้งลวดวัสสา(ตลอดแล้งตลอดพรรษา)แล พระมหากษัตริย์ก็มีอาชญาหื้อท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ร้องเอาสะหล่า(เรียกเอาช่าง)มาแปลงหอพระเทียมไว้ในพระราชวังหลวงแห่งหนึ่ง มีหนวันตกแจ่งใต้ปราสาทหั้นแล เวลาตาวันแลงมาแล้ว นางอัครมเหสีราชเทวีก็มีบุปผาลาชาข้าวตอกดอไม้มาปูชาไหว้สาทุกวันบ่ขาดแล แล้วใส่ชื่อหอพระนางไหว้ แล้วข่าวก็ลือชาปรากฏไปแผว(ถึง)กษัตริย์อังวะและกษัตริย์อโยธิยาและกษัตริย์ห้อ เขาทั้งหลายก็มีความคิดใคร่ได้ยังเมืองล้านนาเชียงใหม่นั้นแล กษัตริย์ห้อก็หื้อลวาเซิงมาปองเอาด้วยปัญญา มาอยู่ได้หกปี กุมภัณฑ์ก็ลวด(เลย)ฆ่าเสียหั้นแล ลูกน้องมัน150คน กุมภัณฑ์เจ้าก็ฆ่าเสียบ่ค้างบ่หลอหั้นแล กษัตริย์ห้อก็คาน(เกณฑ์)ลวาเยินแถมเป็นแม่ทัพ ครุบเอาหมู่รี้พลสกลเสนาโยธาเก้าหมื่นคนปลายห้าร้อยคนลงมาตั้งอยู่ริมน้ำแม่ระมิงค์หั้นและใช้ทัพใหม่ไปตั้งภายนอกทางเหนือเวียง ตั้งทัพขุดกระทุก(ไม่ทราบความหมาย)หื้อแวดจอดไคว่(ครบ)หื้อแน่นหนาดีแล้วโป่ทัพน้อยทั้งหลายหื้อตั้งจอดแวดเวียงไคว่แล้วหั้นแล ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ |
|||
|
มาลา คำจันทร์
|
|
||||||
|
|
|
|||||