|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
บ่างมีสองประการ คือบ่างหลวงหนึ่ง บ่างแบ้วหนึ่ง บ่างหลวงตัวใหญ่ประมาณเท่าแมว มีปีกเป็นหนัง ยาวเบื้องไหนประมาณศอก ถ้ามันจักบิน ก็ขึ้นต้นไม้สุดปลาย แล้วบินเสย(โฉบ,ร่อน)ลงไปจับเค้าไม้ต้นหน้า แล้วก็ขึ้นต้นหน้าสุดปลาย แล้วก็เสยลงจับเค้าไม้ต้นหน้าแถม สืบๆไป บางทีเสือก็ติ๊(ตะปบ)เอาไปกินเสียก็มี ถ้ามันจักร้อง ก็ขึ้นอยู่ปลายไม้สูงๆ แล้วก็เอาหัวซุกเข้าพื้นก้น(ใต้ก้น) เอาหางปกหัวเสีย ร้องว่า โอ้ว่า โอ้ว่า โอ้ว่า ร้องเสียงไปไกลประมาณหว่างกิโลเมตร เดิมมันร้องบ่เอาหัวซุกเข้าพื้นก้น บ่เอาหางปกหัวร้อง ถ้ามันร้องเสียงมันดังแผว(ถึง)ไหน คนตายฉิบหายแผวหั้น พระญาพิสสนู(พระวิษณุ แต่บางทีก็หมายถึงพระพิฆเณศวร์)หันว่าคนจักตายฉิบหายเสี้ยง พระญาพิสสนูก็ไปจุ(หลอก)มันว่า หื้อมึงเอาหัวซุกเข้าพื้นก้น เอาหางปกหัวเสียเทอะ ร้องดังดี มีนก็ตกลงเอาหัวซุกเข้าพื้นก้น เอาหางปกหัวร้อง ลวดเสียฤทธีไป คนเลยบ่ตายฉิบหายเถิงกาละบัดนี้ ถ้ามันร้องกลางบ้านก็ดี ร้องหนทางไปป่าเฮ่ว(ป่าช้า)ก็ดี ร้องกลางป่าเฮ่วก็ดี บ้านนั้นตายคนหนึ่งสองคนเถิงกาละบัดนี้ ตัวมันเกลี้ยงๆ ขนหิ้นๆ(ขนเกรียนๆ) เหมือนขนผ้าสักกโต๋(สักหลาด) เค้าหางมันเบิน ปลายหางมันเถียว(โคนหางแบนปลายหางเรียว) พื้นหางมันเป็นแป้น หลังหางมันกลม มันเสาะหากินเมื่อคืน เมื่อวันมันนอนหลับในกลวงไม้ ร้องก็ร้องเมื่อคืน ถ้าเรือนเราอยู่ไกลหมู่ก็ดี นอนป่านอนไร่ นอนนานอนสวนก็ดี ถ้าหม่าข้าว(แช่ข้าว)ไว้ มันลงมาลักกินข้าวหม่า เมื่อวันไผบ่ล่ำหันมัน(กลางวันไม่ค่อยมีใครเห็นมัน) มันหลับเมื่อวัน มันนอนในกลวงไม้ บางทีคนป้ำไม้จับใส่ต้นมันนอน ถ้าไม้โค่นมันก็ล่น(วิ่ง)ออก คนหันคนก็บุบ(ตี)เอามันตายจิ่งหันมัน บางทีมันลงมาลักกินข้าวหม่า คนหันก็บุบ หมาหันก็ขบตาย เท่านั้นจิ่งจักหันมัน บ่างแบ้ว บ้างพ่อง(บางคน)ก็ว่าบ่างไหน่ บ่างแบ้ว บ่างไหน่อันเดียวกัน เป็นสองชื่อ ตัวใหญ่ประมาณเท่าหนูตัวใหญ่ๆ คัวมันมีปีกมีหางเหมือนบ่างหลวงนั้นแล้ว บินเสยไปก็เหมือนบ่างหลวงนั้นแล้ว หลีลบเมื่อวัน เสาะหากินเมื่อคืนเหมือนบ่างหลวงนั้นแล้ว ยามหมากม่วงสุก มันมาเสาะหากินหมากม่วง ขบกินร้องดังจู้จี้ จู้จี้เท่านั้น เรื่องราวของสัตว์ป่าจากข้อสังเกตสังกาของครูบาขาวปีขอเอามาเสนอแต่เพียงแค่นี้ แค่นี้ก็ยืดยาวมากแล้วพี่น้องเอ๋ย กลัวท่านทั้งหลายจะเบื่อหน่ายแล้วพานเลิกอ่านคอลัมน์แสนดี มากมีสาระประโยชน์อย่างคอลัมน์นี้ ขอเอาเรื่องหลงป่าหลงใจมาเล่า อยู่ในเล่มเดียวกัน แต่อยู่ในตอนท้ายๆของปฐมมูลกรรมฐาน ข้อเขียนของท่าน(หรือของใครก็ได้ที่เขียนไว้ในชื่อของท่าน)อ่านสนุก มีประโยชน์ จริงอยู่ ปัจจุบันนี้คงไม่มีป่าใดในเมืองไทยให้คนหลงได้อีกแล้ว มันโล่งเกลี้ยงปรุพรุนไปหมดจากแผนพัฒนาฉบับต่างๆ แต่ประโยชน์ที่ผมว่าไม่จำเป็นว่าจะเก็บเอาไปใช้เมื่อตอนหลงป่าเพียงประการเดียว แค่อ่านเอาเรื่อง อ่านเอารส หรืออ่านเอารู้ก็ชื่อว่าได้สาระประโยชน์มากแล้ว ผมว่า หลงป่ายังพอกลับได้ แต่หลงใจยากที่จะกลับ ถ้าเราจะเดินไปในป่า ควรระวังเครือเขา เครือเขาใหญ่น้อยประมาณเท่านิ้วมือขึ้นบน เครือเขาอันใดก็ตามมันบ่มีเชื้อ ถ้ามันเลือน(ทอด)เครือไปตามหน้าแผ่นดิน เลือนไปแล้วเกี้ยวกลับมาพาดทางเก่า แล้วเลือนไปนั้นบ่ควรข้าม ถ้าข้ามหลงป่าเป็นแน่ ประการหนึ่ง เครือเขาหย่อนลงมาจากปลายไม้ลงมา แล้วกลับเกี้ยวขึ้นไปตามลำไม้นั้นอย่าได้ขึ้น ถ้าขึ้นหลงป่าเป็นแน่ ประการหนึ่งเราเดินไปในป่าสองคน หลงคนหนึ่ง บ่หลงคนหนึ่ง หื้อเอาคนบ่หลงเป็นหลักจิ่งจักเถิงบ้าน ประการหนึ่งเราเดินไปในป่าผู้เดียวมีหมาตัวหนึ่ง ถ้าเราหลงป่าบ่รู้ทิศะหื้อเอาหมาเป็นหลัก อย่าเอาข้าวให้มันกิน ถ้าเอาข้าวให้มันกิน มันบ่กลับ มันจักทวยเราไป ถ้ามันบ่ได้กินข้าว มันอยากข้าว มันหากจักพิก(กลับ) ถ้ามันพิกเมือบ้านนั้นเราค่อยตามมันไป จิ่งจักเถิงบ้าน ถ้านอนในป่าหื้อมัดมันไว้ ถ้าบ่มัดมันไว้มันจักหนีละเราเมื่อคืน ถ้าแจ้งมาแล้วค่อยปล่อยมันไป มันหากจักกลับบ้าน เราค่อยทวยมันไปจิ่งจักเถิงบ้าน ประการหนึ่งเราเดินไปป่าผู้เดียว บ่มีคนทวยสักคน บ่มีหมาทวยสักตัว ถ้าเราบ่รู้ทางใต้ทางเหนือ ทางวันตกวันออกนั้น เราควรนอนมูบ(ฟุบ)หน้ากับแผ่นดิน นานประมาณ15นาทีก็ดี ครึ่งชั่วโมงก็ดี แล้วพึดหัว(ผงกหัว)ขึ้นเร็วๆ หากจักรู้ทิศะ ถ้ายังบ่รู้ทิศะเทื่อนั้น หื้อผ่อดูกอไผ่กอบงกอซางอันมีในป่าที่นั้น หื้อผ่อดูเล่มกลางกอ เล่มงามๆซื่อๆ หื้อขึ้นตัดกลางลำแล้วสินตอให้เพียงๆ(สินตอไผ่ให้ราบเรียบเสมอกัน) แล้วหื้อสังเกตผ่อดูริมผิวที่หน้าต้าง(หน้าตัด)ตอหื้อถี่ๆ ฝ่ายใดแดงฝ่ายใดขาว ถ้าฝ่ายใดแดงฝ้ายนั้นเป็นฝ่ายวันออก ฝ่ายใดขาวเป็นฝ่ายวันตก ถ้ารู้หนวันตกวันออกแล้ว ยังบ่รู้หนใต้หนเหนือนั้น หื้อเอาอกเราเข้าพิงฝ่ายทางแดง เบ่นหน้า(หันหน้า)เราไปทางฝ่ายขาวนั้น ทางขวาเรามีทางใด ทางนั้นเป็นหนเหนือ ฝ่ายซ้ายมือเรามีทางใด ทางนั้นเป็นหนใต้ ถ้าไม้ไผ่ไม้บงไม้ซางบ่มีนั้น หื้อผ่อดูไม้จริง ต้นใดตั้งๆเกลี้ยงๆนั้น หื้อเอมมีดกัน(กาน)ผ่อเปลือกมัน หื้อเพียงๆแล้วสังเกตผ่อดูหื้อถี่ๆ ถ้าฝ่ายใดหนา ฝ่ายนั้นเป็นหนวันตก ฝ่ายใดบาง ฝ่ายนั้นเป็นหนวันออก ถ้ารู้วันตกวันออกแล้ว ยังบ่รู้หนใต้หนเหนือนั้น หื้อเอาอกเราเข้าพิงฝ่ายทางบาง เบ่นหน้าเราไปฝ่ายหน้า ถ้าฝ่ายขวาเรามีทางใด ทางนั้นเป็นหนเหนือ ฝ่ายซ้ายเรามีทางใด ทางนั้นเป็นในใต้ ถ้าเรารู้วันตกวันออก หนใต้หนเหนือแล้ว ยังบ่รู้ที่จักไปบ้านนั้น หื้อนั่งพิจารณาดู ถ้าเราออกบ้านมาทางวันตก หื้อกลับไปทางวันตก ถ้าเราออกบ้านมาทางวันออก หื้อกลับไปทางวันออก ถ้าเราออกบ้านมาทางใต้ หื้อกลับไปทางใต้ ถ้าเราออกบ้านมาทางเหนือ หื้อกลับไปทางเหนือ จิ่งจักถูกบ้าน ถ้าหลงป่าเมื่อคืน หื้อแหงนผ่อฤกษ์ดาวตามฤดู เถิงเดือน10 เดือน11 เดือน12 เดือนอ้าย (เดือนแบบไทยกลาง) หื้อผ่อดูดาวช้างน้อย มีหนใดหนนั้นเป็นหนใต้ งวงช้างน้อยมีหนใดหนนั้นเป็นหนวันตก หัวช้างน้อยมีหนใดหนนั้นเป็นหนวันออก ท้องช้างน้อยมีหนใดหนนั้นเป็นหนใต้ หลังช้างน้อยมีหนใด หนนั้นเป็นหนเหนือ ถ้ารู้หนใต้หนเหนือหนวันตกหนวันออกแล้วหื้อนั่งพิจารณาดู ถ้าเราออกบ้านมาหนใด หื้อกลับไปตามระยะดาวนั้นจิ่งจักเถิงบ้าน ถ้าดาวช้างน้อยล่วงไปแล้ว เถิงเดือนยี่ เดือน3 เดือน 4 เดือน5 (เดือนแบบไทยกลาง) ในสี่เดือนนี้ ดาวสะเพา(สำเภา)ออกมา หื้อแหงนผ่อดูดาวสะเพา ท้ายหัวดาวสะเพามีหนใด หนนั้นเป็นหนวันตก ท้องดาวสะเพามีหนใด หนนั้นเป็นหนวันออก ถ้าเรารู้หนวันตกวันออกแล้ว บ่รู้หนใต้หนเหนือนั้น หื้อผ่อดูดาวเต่า อยู่ในท้องดาวสะเพานั้น หัวเต่ามีหนใด หนนั้นเป็นหนเหนือ ก้นดาวเต่ามีหนใด หนนั้นเป็นหนใต้ ถ้ารู้หนวันตกวันออกหนใต้หนเหนือแล้ว หื้อนั่งพิจารณาดู ถ้าเราออกบ้านมาหนใด หื้อไปตามระยะดาวนั้นจิ่งจักถูกบ้าน ถ้าดาวสะเพาล่องไปแล้ว เดือน6 เดือน7 เดือน8 เดือน9(เดือนแบบไทยกลาง) ในสี่เดือนนี้ดาวช้างหลวงออกมา หื้อแหงนดูดาวช้างหลวง ปลายงวงช้างหลวงมีหนใด หนนั้นเป็นหนวันออก หัวช้างหลวงมีหนใด หนนั้นเป็นหนวันตก ท้องช้างหลวงมีหนใด หนนั้นเป็นหนเหนือ หลังช้างหลงมีหนใด หนนั้นเป็นหนใต้ ถ้ารู้หนวันตกวันออกหนใต้หนเหนือแล้ว หื้อนั่งพิจารณาดู ถ้าเราออกบ้านมาทางด หื้อกลับไปตามระยะดาวนั้นจิ่งจักถูกบ้าน ถ้าอากาศเป็นหมอกเป็นฝ้าบ่หันดาวนั้น หื้อนอนเสียที่นั้นอย่าได้เดินไป ถ้าเดินไป แจ้ง(สว่าง)เมื่อเดินไปนั้น หลงป่าเป็นแน่ บ่รู้หนวันตกวันออกหนใต้หนเหนือ เดินไปบ่ถูกบ้าน ถ้าเรานอนอยู่ที่นั้นจนแจ้ง ถ้าแจ้งมาแล้ว เราจิ่งจักรู้หนวันตกวันออกหนใต้หนเหนือ ถ้าเรารู้หนวันตกวันออกหนใต้หนเหนือแล้ว เราจิ่งจักรู้ทิศะ ถ้าเรารู้ทิศะแล้ว เดินไปตามระยะป่า จิ่งถูกบ้าน หลงป่าเมื่อคืนเมื่อวันแก้ไขง่าย เพราะมีทางวันตกวันออกทางใต้ทางเหนือ ทางลุ่มทางบน ระวังที่จักหลงอกหลงใจ แก้ไขยาก เพราะบ่มีทางวันตกวันออกทางเหนือทางใต้ทางลุ่มทางบน ถ้าได้หลงอกหลงใจไปแล้วจักหลงจนตาย แล้วท่านก็ชักนิทานมาประกอบเรื่องหนึ่งว่ายังมีพระญาเจ้าเมืองคนหนึ่งพาบริวารออกไปล่าสัตว์ เจ้าเมืองพลัดหลงกับบริวาร ม้าที่ขี่ไปก็หมดแรงสิ้นใจตาย พระญาไปติดอยู่ในถ้ำ หินปากถ้ำก็เลื่อนลงมาปิดไว้ เหลือช่องว่าเพียงแค่ศรีษะลอดได้เท่านั้นเอง ต่อมาบริวารทั้งหลายตามมาพบก็เอาข้าวเอาน้ำส่งให้กินแต่ไม่สามารถจะช่วยเจ้าเมืองให้ออกมาได้ พวกคนติดตามทั้งหลายก็กลับไปบ้าน ไปบอกหื้อลูกแลเมียหลวงเมียน้อย เอาข้าวแลอาหารการกินมาส่ง มาเลี้ยงพระญาผู้เป็นผัวในถ้ำที่นั้นทุกวันๆ ยังมีวันหนึ่ง พระญาก็จักเสี้ยงชีวิต ก็ขอเมียหลวงอ้าขาควบ(คร่อม)ปากถ้ำหื้อผ่อดู เมียหลวงก็บ่ควบหื้อผ่อ ต่อทีหลังขอเมียน้อยอ้าขาควบหื้อผ่อ เมียน้อยก็ควบหื้อผ่อ ปากถ้ำก็ใคร่หัว(หัวเราะ)ว่าคาๆ อ้าปากขึ้น พระญาก็สด(พรวดพราด)ออกคำนั้น ก็ลวดพ้นทางตายไป ต่อนั้นมา พระญาก็รักเมียน้อยกว่าเมียหลวง ก็ลวดหล้งหลง(ก็เลยลุ่มหลง)มัวเมารักเมียน้อย บ่เอาใจใส่เมียหลวง นานๆไปเมียหลวงก็หน่าย ก็เอายาตายหื้อกิน ก็เลยตายไปไป ก็เพื่อหลงใจ เหตุนี้แล เราเป็นมนุษย์ ควรระวังหลงอกหลงใจ ถ้าได้หลงไปแล้วก็หลงจนตาย สุดไม้ส้าว(ไม้สอย)เอาไม้ส้าวเล่มใหม่มาต่อได้ สุดปัญญาบ่มีสังมาต่อ สุดหนทาง เผ้ว(ถาง)ทางต่อได้ สุดคำคึด(ความคิด)บ่มีสังมาต่อ ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ |
|||
|
มาลา คำจันทร์
|
|
||||||
|
|
|
|||||