lannaworld.com
โลกล้านนา
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
หน้าแรก
   


ซะป๊ะเรื่องเมืองล้านนา

 
ตัวเมือง เรื่องเล่า "ผู้สร้างสรรพสัตว์"

ยังไม่ลืมนะครับ ที่แหย่ทิ้งไว้ว่าย่าโหวาเป็นใคร ย่าโหวาคือผู้สร้างสรรพสัตว์ครับผม

ย่าโหวาจะเกี่ยวข้องอันใดกับพระยะโฮวาหรือไม่ ท่านครูบาอภิชัยขาวปีไม่ได้บอกไว้ ย่าโหวาอยู่ในตอนต้นๆของปฐมมูลโลก ครูบาท่านเขียนถึงกำเนิดของโลก(โลกในทางพุทธศาสนา บางทีก็หมายถึงจักรวาล)ว่า เมื่อไฟม้างกัป(ไฟประลัยกัลป์)เกิดขึ้นแล้ว โลกหรือจักรวาลก็ค่อยก่อตัวขึ้นใหม่ เรื่องไฟม้างกัปหรือไฟประลัยกัลป์นี้ นักศึกษาแผนใหม่ที่คลั่งไคล้ใหลหลงวัฒนธรรมตะวันตกจนหัวปักหัวปำ โดนครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้นอาจไม่รู้เรื่อง ขออนุญาตสรุปแต่เพียงสั้นๆ ว่า จักรวาลวิทยาฝ่ายพราหณ์และพุทธเชื่อว่า เมื่อจักรวาลตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็จะเริ่มเสื่อม จากนั้นจะมีไฟม้างกัปแบบล้านนา หรือไฟประลัยกัลป์แบบภาคกลางเกิดขึ้น ไฟนี้จะเผาไหม้ทุกอย่างไม่เหลือ แม้แต่เวลา(กัปหรือกัลป์)ก็ถูกไหม้มอดไปหมด เท่ไหมครับ ความคิดของปราชญ์ตะวันออก แม้แต่เวลาก็ยังถูกทำลายลงได้ด้วยไฟ

เมื่อไฟม้างกัปไปแล้ว ปฐมมูลโลกเขียนว่า รสแผ่นดินหอมขึ้นไปถึงพรหมโลก พรหมผัวเมียคู่หนึ่งลงมากินรสแผ่นดินแล้วฤทธานุภาพแบบพรหม หรือพรหมสภาวะก็เสียไป เลยอยู่อาศัยบนโลก มีลูกด้วยกันห้าคน คนโตเป็นหญิง คนที่สองเป็นชาย คนที่สามเป็นหญิง คนที่สี่เป็นชาย คนที่ห้าเป็นหญิง

ชายผู้ถ้วนสองเอาหญิงผู้ถ้วนสามเป็นเมียนั้น เป็นคนไทยเหนือ เป็นชาวเชียงใหม่ ชายผู้ถ้วนสี่เอาหญิงผู้ถ้วนห้าเป็นเมียนั้น เป็นคนไทยใต้ เป็นชาวอยุธิยากรุงเทพ ส่วนหญิงผู้ถ้วนเค้านั้นชื่อย่าโหวา บ่มีลูก บ่มีผัวอยู่บ่ดายเป็นอันเปล่า ก็แปลงสัตว์ทั้งหลายเหนือหน้าแผ่นดินนี้

ครับ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ ท่านจะได้เค้าจากไหน ค้นคว้ามาจากคัมภีร์อะไร ในหนังสือเล่มที่ผมเอามาเล่าไม่ได้บอกได้ แต่หากผู้อ่านท่านใดสงสัยใคร่สอบทาน ผมแนะนำให้อ่านปฐมมูลละมูลลี(มีภาคอักษรไทยแล้ว) หรืออาจจะอ่านปฐมกัปพรหมสร้างโลกร่วมด้วยก็ได้(ภาษาไทยลื้อ เท่าที่รู้ ยังไม่มีฉบับอักษรไทย)

บางท่านอาจค้อนควักหรือด่าว่าไอ้…ยังไม่มีฉบับอักษรไทยแล้วกูจะอ่านได้อย่างไร ง่ายนิดเดียวครับ ก็จ้างคนที่รู้ภาษาไทยลื้ออ่านให้ฟังซี มีเยอะแยะไป ลองติดต่อไปที่กลุ่มใบลาน หรือชุมนุมฟื้นฟูรีตรอยล้านนา วัดอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ดูก็ได้

มาว่าเรื่องผู้สร้างสรรพสัตว์ต่อ ครูบาขาวปีเขียนถึงย่าโหวาสร้างสัตว์ต่างๆไว้ว่า

มันคึดใจเอา มันคึดใจว่าจักแปลงสัตว์อันนี้ก็เป็นสัตว์อันนี้ คึดใจว่าจักแปลงสัตว์อันนั้นก็เป็นสัตว์อันนั้น ยังมีแต่งัว ควาย ช้าง มันคึดใจบ่เป็น คึดใจอย่างใดก็บ่เป็น ก็เอาดินเหนียวมาปั้นเป็นงัว เหตุนี้แล ฝนตกมางัวก็หกเข้าร่ม เพราะมันกลัวดินเหนียวไน่(ละลาย)เถิงกาละบัดนี้

เอาขี้เผิ้งมาแปลงควายเผือก เอาขี้ตังนี(ชันโรง)มาแปลงควายดำ เหตุนี้แล แดดร้อนมาควายหกลงน้ำ เพราะมันกลัวขี้เผิ้งแลขี้ตังนีไน่ เถิงกาละบัดนี้

ช้างมันเอาขี้ครั่งมาแปลง เหตุนี้แล ช้างบ่กลัวแดดบ่กลัวฝน กลัวไฟ หันไฟมามันก็หก เถิงกาละบัดนี้

นอกจากนั้นซ้ำแปลงกวางแปลงฟานขึ้นแถม กวางฟานก็นัก กินหญ้ากินใบไม้ กินข้าวใส่ไร่ในนาจนพอฉิบหาย (ย่าโหวา)ซ้ำแปลงหมาไนไล่ขบกวางขบฟานขึ้นแถม หมาไนหมู่ไหนมีประมาณห้าตัวขึ้นเถิงสิบตัวเท่านั้น มีนายร้อย(จ่าฝูง)ตัวหนึ่ง นายร้อยมันนั้นเพียงเอวก็มี เพียงกลางขาก็มี ตัวใหญ่ตัวน้อยบ่เท่ากัน ลูกน้องมันเท่าหมาธรรมดาของเรานี้แล้ว แต่ตัวเกลี้ยงๆ หางเถียวๆ(หางเรียวๆ) ถ้ามันทวยกวางทวยฟานนั้น มันอู้กันว่าอ็อกแอ็ก อ็อกแอ็ก

ถ้าคนใดไปป่า ได้ยินเสียงมันอู้กันหื้อขึ้นต้นไม้เสีย ถ้าลูกน้องมาเถิงเค้าไม้ที่เราขึ้นนั้น มันก็แหงนผ่อแล้วก็ลวดไป(แหงนดูแล้วเลยไป) ตัวใดมาก็แหงนผ่อแล้วก็ลวดไป คำเดียวนายร้อยมันมาก็แหงนผ่อแล้วก็ลวดไป ถ้ามันไปเถิงเหล่าทางหน้า(ถึงป่าข้างหน้า) ถ้ามันรู้ว่ากวางฟานมีในเหล่าที่นั้น มันก็จัดเอากันเกี้ยว(อ้อม)ไปทางนอกเหล่า ก็ไปเยี่ยวแวดเหล่าทางหน้าแล้วก็เกี้ยวมาทางเก่าแล้ว ก็พากันเข้าไป อู้กันไปอ็อกแอ็ก อ็อกแอ็ก

กวางฟานได้ยินก็หกไปทางหน้า ก็เอาตาไปพะใส่เยี่ยวหมาไน ตากวางตาฟานก็ปู้ดออกจากหมกตาเสีย(ก็ปะทุออกจากเบ้าตา) ไปบ่ได้ ก็จวางๆจว้าๆ (เป็นบ้า เสียสติ) อยู่ที่นั้น หมาไนไปทันก็หลุ้มหล้ามขบตายเลย(รุมกัดจนตาย) ถ้ากวางฟานตายแล้ว ก็คัดเอาตาหน่วยหนึ่ง ชิ้นสันหลังผากหนึ่ง(เนื้อสันหลังด้านหนึ่ง)ตับครึ่งหนึ่งเอาไว้หื้อนายร้อยแล้วพากันกินอยู่ที่นั่น ถ้านายร้อยมันมาเถิงแล้ว ก็มากินพุ่น(ส่วน)ที่ลุกน้องเอาไว้หื้อนั้น ถ้ากินคราบหนึ่งบ่เสี้ยง ก็พากันเฝ้าอยู่ที่นั่น ถ้ากินเสี้ยงแล้วก็พากันไปเสาะหากินใหม่แถม

ถ้าเรามีปืน ยิงเพิด(ตะเพิด)เข้าไป มันได้ยินเสียง พากันหนีหมด เราก็เข้าไปปาดเอาชิ้นซากมันมากิน ถ้าเราบ่มีปืนยิงเพิดเข้าไปนั้น อย่าเข้าไปหามันเลย มันจักหลุ้มหล้าม(กลุ้มรุม)ขบกินชิ้นเราแถมแล้ว เราหกบ่ทัน

ต่อนั้นมา หมาไนไล่กินกวางกินฟานเถิงกาละบัดนี้ กวางแลฟานทุกข์ใจที่สุด อยู่ไกลคนก็เสือเอา หมาไนเอา อยู่ใกล้คนก็คนเอา มันก็กล่าวนิทานว่า ยักษ์ขาลายเอาคำพอ ยักษ์หางงอไล่จนทัน ยักษ์ก้นชันไล่บ่ทันยิงบ้ม(ยิงตูม)

นอกจากนั้น(ย่าโหวา)ซ้ำแปลงมดแปลงแมง มดแมงก็ซ้ำนัก จับไต่ไปตามใบไม้ใบตอง คนแลสัตว์ตัวใหญ่อยู่ไหนจนพอบ่ได้ มาไต่มาตอมมาขบ ก็แปลงหมาผีกินมดกินแมงจนพอฉิบหายหมาผีนั้นตัวใหญ่กวาหมาธรรมดาน้อยหนึ่ง หมาธรรมดาขบบ่แพ้(กัดไม่ชนะ) ตัวอ้วน ขนยาวๆ หางพวงพุกซุก(หางเป็นพวงดก) มันติดหื่น(ติดสัด)ยามเกี่ยวข้าวทุ่ง มันหอนหากันว่าจ้อกจอ จ้อกจอ

ถ้ามันหื่นขำกัน(ติดเก้ง) คนไปปะใส่มัน มันเอาข้างเข้าพิงกันแล้วก็หก คนไล่มันบ่ทัน ถ้าเราไปปะใส่มันนั้น หื้อเราเห่ามันเสียก่อน ถ้าเราบ่เห่ามันเสียก่อน มันเห่าเราเสียก่อน อายุเราบ่ยืน

หมาผีลวดกินมดกินแมงเป็นอาหารเถิงกาละยามนี้ ถ้าเราไปป่า ไปหันใส่ขี้หมาดำๆ เป็นมดเป็นแมง บ่ถ้าสงสัยว่าเป็นขี้หมาอันอื่น ขี้หมาผีทั้งนั้น

ปฐมมูลโลก ใช่จะมีแต่เรื่องสัตว์อย่างเดียว เรื่องอื่นก็มี แต่ตอนนี้อยากเล่าถึงสัตว์ในทัศนะของครูบาขาวปีเสียก่อน สิ่งที่ท่านตกทอดให้อาจไม่ใช่ความจริงตามนัยวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เป็นไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจากงานของท่าน หาเอาจากงานวิชาการพื้นเพที่ไหนก็ได้

สิ่งที่เราต้องการคือทัศนะ ความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ของท่านต่างหาก อ่านหนังสือของท่าน ก็เหมือนได้อ่านตัวท่านไปด้วย รู้สึกรักท่าน รู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย เหมือนได้ฟังปู่แก่ย่าเฒ่าเล่าเรื่องให้ฟัง

คุณว่ามั้ย

 
มาลา คำจันทร์
   
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
มีข้อแนะนำ ติชม ติดต่อได้ที่ : webmaster@lannaworld.com
 
© 2002 lannaworld.com All rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ (โลกล้านนา)