|
|
เพิงใบตอง
สะเก็ดการพัฒนาชนเผ่าตองเหลืองจังหวัดน่าน......
ตองเหลืองไม่ใช่ผี
|
"ผมเกิดมาเป็นคนน่าน 30 กว่าปีนี่แล้ว ยังบ่เคยหันผีตองเหลือง...เพิ่งได้หันนี่แหละ"
ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งพูดมีน้ำเสียงตื่นเต้น ขณะที่ยังเพ่งมองกลุ่มชาวตองเหลือง
10 กว่าคนอย่างไม่วางตา
เป็นตองเหลืองที่ลงจากดอยมาร่วมงานการแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าของจังหวัดน่าน
และเพราะการแสดงนี่เอง ทำให้พวกตองเหลืองต้องหยิบผ้าเตี่ยวผืนเดียวมานุ่งต้องถือหอก
ต้องปุงแคน
(เป่าแคน) เคาะกระบอกไม้ไผ่ กลุ่มที่เหลือรวมทั้งผู้หญิงและเด็กก็ต้องฟ้อนรำไปตามจังหวะเสียงเพลง
ใช่ มันเป็นการแสดง
ทุกวันนี้ชนเผ่าตองเหลืองที่คงเหลืออยู่ในประเทศไทย
ที่จังหวัดน่านและแพร่ ไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เหมือนตอนอาศัยอยู่ในป่าแล้ว
เมื่อก่อนพวกเขามีวิถีชีวิตที่ลึกลับ หาพบตัวยาก ความที่ชอบเร่ร่อนในป่า
ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ และไม่ชอบพบปะผู้คน
ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นเพิงใบตองแบบง่ายๆ ติดดิน เมื่อแหล่งอาหารแถวนั้นเริ่มขาดแคลนจึงเคลื่อนย้ายที่อยู่
พอดีกับที่ใบตองเป็นสีเหลือง จึงถูกชาวพื้นราบเรียกว่า "ผีตองเหลือง"
ฉะนั้น คงไม่เพียงเฉพาะแต่ตำรวจหนุ่มคนนั้น
ที่ไม่เคยเห็นชาวตองเหลืองมาก่อน
คิดว่าคนน่านแท้ๆ อีกหลายคนก็ยังไม่เคยเห็น ได้ยินเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา
ซึ่งคำว่า ผีตองเหลืองมันช่างดูน่าพิลึก มหัศจรรย์ น่าวาดภาพตาม และท้าทายต่อการพบปะยิ่ง
หลายคนปฏิเสธไม่ได้ว่าอยากเห็นตองเหลืองในวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่พวกเขาเคยเป็นมามากกว่า
ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีโอกาสได้เห็นภาพชีวิตเช่นนี้ค่อนข้างยาก และรับรู้ว่ามันเป็นเพียง
"การแสดง" แล้วก็ตาม
ชนเผ่าตองเหลือง
หรือมลาบรี (Mlabri) ที่จังหวัดน่าน ปัจจุบันมีอยู่รวม 24 ครอบครัว 119 คน
ได้ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ร่วมหมู่บ้านกับชนเผ่าม้ง ซึ่งทางราชการจัดให้ที่บ้านห้วยหยวกหมู่ที่
6 ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ดำรงชีวิตส่วนใหญ่ด้วยการรับจ้างทำไร่ให้แก่ชาวม้ง
มีบางส่วนที่รับรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ซึ่งบริษัททัวร์เอกชนจากภายนอกนำนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาชมโดยไม่ขาดสาย
แน่นอนว่า กลุ่มนักท่องเที่ยว ย่อมอยากเห็นตองเหลืองในสภาพที่เรียกว่า "ผี"
มากกว่าในสภาพคน ตองเหลืองต้องอยู่ในป่า นุ่งผ้าผืนเดียวขุดเผือกขุดมัน ล่าสัตว์
นั้นเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยว หรือแม้แต่คนทั่วไป (รวมทั้งตำรวจคนนั้น) อยากเห็น
และมันได้นำชีวิตชนเผ่าตองเหลืองเข้าสู่ระบบธุรกิจ
ต้องทำการแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่มีค่าไม่เกินราคาหมู
1 ตัว
หากป่าคือบ้านของตองเหลือง
ทุกวันนี้พวกเขาได้แต่มองบ้านถูกทำลายไปอย่างน่าเศร้าใจ
จากที่เคยมีความเป็นอยู่อย่างอิสระ สงบสันโดษ กลับกลายมาเป็นวิถีชีวิตปัจจุบันที่เขาแทบกำหนดอะไรเองไม่ได้
นอกจากจะรับคำสั่งชาวม้งในการถางไร่แลกกับค่าจ้าง และการถอดเสื้อผ้าเพื่อนุ่งสวมชุดดั้งเดิมประจำเผ่า
เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวชม
ไม่ผิดที่ตำรวจหนุ่มคนนั้น
จะตื่นเต้นเมื่อเห็นผีตองเหลือง แต่ความเป็นจริงคือ "ตองเหลืองไม่ใช่ผี"
ตองเหลืองเสียอีกที่ทุกวันนี้ต้องเผชิญกับผี ผีที่ว่านี้ ไม่ใช่มาในรูปของเสือร้าย
ดังที่เขายึดถือเกรงกลัวเมื่อครั้งอยู่ในป่า แต่มันมาในรูปของความเจริญที่
"ผีเมือง" ยัดเยียดมาสู่กลุ่มพวกเขา และค่อยๆ
ทำลายชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าตองเหลืองไปอย่างแทบไม่เหลือราก
หากเลือกได้
ตองเหลืองอาวุโสบางคนเคยพูดว่า
เขาอยากกลับไปอยู่ในป่าดำเนินวิถีชีวิตเหมือนดังก่อนเก่า
แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มพวกเขาได้ก้าวมาไกลเกินจะกลับหลังแล้ว.......
โดย
พีรพงศ์ พิทักษ์ ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือ พลเมืองเหนือรายสัปดาห์ ฉบับที่
30 ประจำวันที่ 20 - 26 พฤษภาคม 2545
|