|
ตัวเมือง
เรื่องเล่า "กล่อมนางนอน"
|
กล่อมนางนอนเป็นชื่อเพลงพื้นบ้านพื้นเมืองที่ไพเราะมากเพลงหนึ่งของล้านนา
กล่อนนางนอนเป็นชื่องูพันธุ์หนึ่งและกล่อมนางนอน เป็นชื่อตอนๆหนึ่งในงานเขียนชุด
ตัวเมือง เรื่องเล่าของผม
การตั้งชื่อตอนอาจตั้งให้ดูโฉบเฉี่ยวเตะตา หวือหวาน่าอ่าน หรืออาจตั้งโดยสรุปความทั้งหมดของตอน
หรืออาจตั้งตามลมเพลมพัดก็ยังไม่แน่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ที่ตั้งว่ากล่อมนางนอนเพราะอยากเล่าถึงงูกล่อมนางนอน
เรื่องของเรื่องก็คือ เจ้างูชนิดนี้นอนขดอยู่ในใจผมมานานมากแล้ว แต่เมื่อยังเป็นเด็กเป็นเล็กแก้มเปื้อนมูกกระมัง
เคยได้ยินย่าหรือยายเล่าว่างูกล่อมนางนอนพิษร้ายรุนแรงนัก หากใครถูกกัดแล้วจะเอาแต่นอนท่าเดียว
คนอยู่เฝ้าต้องคอยกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่เสมอ หากหนังตาบนตกลงมาพบหนังตาล่างก็เป็นอันว่าเรียบร้อย
เตรียมโลงได้เลย
รับฟังมาอย่างนี้ แต่หารายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้เลย พยายามเปิดหาในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย
ภาคเหนือก็หาไม่พบ เคยสอบถามจากพ่อแก่แม่เฒ่าก็ไม่ได้ความเพิ่มเติม
โชคยังดีที่เรื่องราวของงูกล่อมนางนอนมีอยู่ในปฐมมูลโลก จึงขอยอมือไหว้สาครูบาเจ้า
ขออนุญาตนำมาถ่ายทอดเป็นอักษรไทยกลางเพื่อให้คนไทยทุกภาคได้อ่าน ได้รับความรู้จากภูมิรู้ของครูบาท่านไปพร้อมๆกัน
งูกล่อมนางนอน ตัวน้อยเท่าด้ามวี ยาวประมาณศอกคืบ ถ้าคนบ่ย่ำใส่มัน
มันบ่ฉก ถ้าคนย่ำใส่มัน มันจึงฉก มันไปทางใด มันก็บุ่น(มุด)ไปตามพื้นใบไม้พื้นหญ้า
ดั้นไปตามในดินในทราย คนก็รัก บ่บุบ(ทุบตี)บ่ฆ่ามัน ผิวงามผิวอ่อนนวล คนรักมันเหมือนบ่าวรักนางงาม
ไผหันก็อินดูสลิดมันรวนๆ (ใครเห็นก็อดจะรักอากัปกิริยามันไม่ได้)
ถ้ามันได้ฉก ยาบ่หาย บ่รู้เจ็บ ม่วนอกม่วนใจ อยู่ไหนก็ใคร่หลับใคร่นอน
นานๆไป ปากบาด(ปากแผล)ก็เน่าก็ลว่าน(เละ)ไปเทื่อเล็กเทื่อน้อย นานๆไปเป็นเปิด(เผือด)เป็นเหลืองไปก็เลยตาย
งูกล่อมนางนอนบ่ล่ามฉกคน(ไม่ค่อยฉกใคร) ถ้ามันฉกคนใด นับว่าเป็นเคราะห์เป็นกรรมแต่ผู้นั้น
เหตุนี้แลจึงได้ชื่อว่ากล่อมนางนอน
เนื้อความเกี่ยวกับงูกล่อมนางนอนมีเพียงแค่นี้ ต่อไปนี้เป็นงูทั้งหลายที่ครูบาท่านถ่ายทอดภูมิรู้ของท่านทิ้งไว้ให้เรา
งูจองหลวง
- "ตัวมันใหญ่ประมาณเท่าพันสาดคะลา(เท่าม้วนเสื่อลำแพน) ยาวประมาณวาหนึ่งก็มี
สองวาก็มี แต่มันบ่มีหลาย จังหวัดไหนถ้ามีป่าดงหงใหญ่จักมีแลตัว(มักมีเพียงตัวเดียว)
บางจังหวัดก็บ่มีสักตัว ถ้ามันมีป่าใด มันเดินถูป่าหญ้าเป็นเปอไป(ทับป่าหญ้าเอนราบไป)
เป็นดั่งรอยช้างใส่ปอบ(ช้างติดปลอก) ถ้าเราหันรอยเป็นเปอไปนั้น หื้อสังเกตผ่อดู
ถ้าบ่หันรอยช้างนั้น หื้อหนีเวยๆ(รีบหนี) มันหันมันจักไล่ ถ้ามันหันมันหล่อ(ปราด)มาหาเรา
หื้อเราแก้เสื้อแก้เตี่ยวก็ดี ทิ้งไว้เสียหั้น(ตรงนั้น)แล้วก็หื้อหก(วิ่ง)เวยๆ
ถ้ามันมาหันของสิ่งนั้น มันก็ฉกอยู่ที่นั้น ถ้ามันฉกของสิ่งนั้นบ่ท้วง(ของสิ่งนั้นไม่กระดุกกระดิก)
มันว่าตายแล้วมันก็กลับพิก(พลิกกลับ) เราจักหนีทัน ถ้าเราบ่เอาของสิ่งนั้นทิ้งไว้บ่ทัน(หากไม่เอาของทิ้งไว้จะหนีไม่ทัน)
เราหนีไปครึ่งหว่างกิโลบ่พ้น ไล่เวยยิ่งกว่ารถยนต์ ลมเข้าปากมันดังหล้งๆ
- งูจองหลวงนี้เกิดด้วยฝักไข่ มีพ่อมีแม่เหมือนสัตว์ทั้งหลาย งูจองหลวงนี้ไผบ่ร่ำหัน(ใครๆไม่ค่อยได้เห็น)
เพราะเทวดารักษาป่ารักษามัน ถ้าเราผิดป่าก่อนจักหันมัน ถ้าเราบ่ผิดป่าก็บ่หันมัน
ถ้าเราไปหันใส่มันอย่าผ่อเมิน(อย่าดูนาน) หื้อหนีเวยๆ ถ้าเราผ่อมันอยู่ที่นั้นเมิน
เรามาเป็น หัวพอหมดพออง(เรามักจะป่วยไข้จนหัวล้านหัวเหม่ง) แต่บ่พอตาย
(แต่จะไม่ตาย) ถ้าเรายิงมันถูกก็ดี บ่ถูกก็ดี เรามาเป็นจนตาย (มักป่วยไข้จนตาย)"
งูจองระอ้าง
- "งูจองระอ้างนั้นมันบ่เกิดด้วยฝักไข่ มันเกิดด้วยเครือเขาระอ้าง
เครือเขาระอ้างนั้นมันมีตามในป่าดงหงใหญ่ มันเลือน(เลื้อย)เครือไปตามปลายไม้ใหญ่ตามดงใหญ่
เครือใดจักเป็นงูนั้นมันหย่อนปลายเครือลงประมาณหนึ่งศอก ถึงฤดูใบไม้หล่นมันก็หล่นใบ
ถ้าถึงฤดูใบไม้ป่ง(ผลิ)มันก็ป่ง เป็นเครือลงเป็นปล้องยาวประมาณหนึ่งศอก
ลำดับไปถึงเจ็ดปี มันก็ป่งไปแลปีแลปล้อง ถึงเจ็ดปี ปีไหนแลปล้อง ถ้าถึงเจ็ดปีมันก็ได้เจ็ดปล้อง
ถ้าได้เจ็ดปล้องแล้ว ปล้องถ้วนเจ็ดนั้นก็ปุดตกเหนือหน้าแผ่นดิน ถ้าเราไปได้ปล้องตกดิน
ในระหว่างสองวัน สามวัน สี่วันนั้นชาติดีแล้ว ถ้ามีกับตัวเรางูก็บ่ฉกเรา
ถ้างูฉกผู้อื่นนั้นฝนใส่หายทันที ถ้าล้ำเจ็ดวันไปแล้วเอาบ่ได้แล้ว เป็นงูจองระอ้างไปเลย
นานๆไปก็ใหญ่โตเท่างูจองหลวงนั้นแล้ว ต่อนี้ไปอภิชัยขาวปีบ่กล่าวแล้ว เพราะวิธีเดียวกันกับงูจองหลวงนั้น
บ่แปลกไหน แปลกแต่งูจองหลวงเกิดด้วยฝักไข่ งูจองระอ้างเกิดด้วยเครือเขาระอ้างเท่านั้น
"
งูเหลือม
- " ตัวมันใหญ่ประมาณเท่าต้นหมากต้นแลบๆ(ผอมๆ)นั้น ยาวประมาณสองวาสามวาก็มี
ถ้ามันเดินไปไหนก็ใช้ด้วยเดือมัน(ไปไหนก็ไปด้วยเดือย) ถ้าเดือมันติดไหน
มันก็ตกวงอยู่ที่นั้น ตกเป็นสองวงสามวง ถ้ากวางก็ดี ฟานก็ดี ไปตกวงมันๆก็รัดจนดูกแหลว(แตกย่อย)
ถ้าดูกแหลวแล้ว มันก็ลืน(กลืน)ไปทั้งตัวสัตว์แล้ว มันก็อยู่ที่นั้นจนสัตว์นั้นเน่า
ถ้าสัตว์นั้นเน่าก็ขี้ออกไปทุกวันๆ ถ้าขี้ออกเสี้ยง(สิ้น)แล้ว ก็เอาหางขึ้นหวัน(พัน)ปลายไม้แล้วก็หล่อหัวลงมา(เอาหัวหกลง)
ถอก(เท)เอาดูกสัตว์นั้นลงทางปากจนเสี้ยงแล้ว ก็ไปตกวงอยู่ที่ใหม่แถม
- ถ้าคนเราไปตกใส่วงมันๆก็รัด ถ้ามันรัดเราๆก็ร้อง(ตะโกน)ใส่มันว่าคนๆ
มันก็มาย(คลาย)เลย ถ้ามันบ่มาย เราต้องขบๆ(กัด)จนเข้าแผวชิ้น(ถึงเนื้อ)จนเลือดออก
ถ้าเลือดออกตายเลย
- เราอย่าเอามีดฟัน บ่ได้ แลฟันแลรัด เราฟันจนปุด(ขาด)ก็รัดอยู่ เราจักตายย้อน(เพราะ)มัน
เราเอามีดฟันบ่ตายง่ายๆ เราฟันปุดเกิ่ง(ขาดครึ่ง)แล้ว ทางหัวเดินไปทางหนึ่ง
ทางหางเดินไปทางหนึ่ง ไขว่ขว้างขวิดขวางไปผับป่าผับดง(เกะกะไขว้ขวางไปทั่วป่าทั่วดง)
สองวันสามวันก็บ่ตายเทื่อ
- เราเอาเขี้ยวขบ ถ้าถึงเลือดแล้วตายทันที เขี้ยวเราพิษกว่าเขี้ยวมัน เขี้ยวมันบ่มีพิษ
มันขบเราบ่เจ็บ รัดเอาเป็นใหญ่ ถ้ามันเดินไปตามปลายไม้ เราเอาด้ำไม้(หน้าไม้)ยิง
ปืน(ลูกดอก)ถูกหัวมันสิบเล่มซาวเล่มก็บ่ตาย พาปืนไปอยู่เสมอ ถ้าเราเอาปลายปืน(ปลายลูกดอก)โท(ถู)ขี้เขี้ยวยิง
หยัวะ(หล่น)ตกทันที
- ชิ้น(เนื้อ)มันคนก็นิยมกินมาก ดีมันเข้ายา หนังมันเอาแปลงหนังกลองเหนียวกว่าหนังงัว
ชิ้นมันเอาย่างแห้ง ต้มยำกินอย่าได้ใส่ส้ม ถ้าใส่ส้มเราลืน(กลืน)ลงในท้อง
มันก็ดิ้นอยู่ในท้องโงดงาดๆ(ดิ้นอย่างงู) เราอยู่นั้นบ่เป็นบ่อน แต่บ่เป็นสัง(แต่ไม่เป็นอะไร)
แต่เรากลัวเท่านั้น"
งูตึงช้าง
- "ตัวใหญ่ประมาณเท่าด้ำมุย(ด้ามขวาน) ยาวประมาณศอกคืบ ก้นมันเล่ง(ก้นมันเป็นรู)
หางมันกุด มันได้ฉก หมอบ่ทันตายเลย หมอทันหายทั้งยาก ฟกเป็นตุ่มเท่าหน่วยหมากเกวนผ่าเกิ่ง(เท่าตะขบป่าผ่าครึ่ง)
สีช้ำๆ ป่วยตั้งเดือนจิ่งจักหาย "
งูตึงหัวเกียง งูตึงไฟ
- "ตัวน้อยประมาณเท่าด้ามมีดเหลา ยาวประมาณศอกหนึ่ง ถ้ามันฉกบ่พอตาย
หมอทันหายเวย หมอบ่ทันนานหายพ่อง(บ้าง) งูทั้งหลายบ่พอนัก งูตึงหัวเกียงงูตึงไฟนี้นักเต็มที(มากมายเหลือเกิน)
ถ้าฝนตกหัวปีมันออกล่า มีทุกคราวทางหว่างวาสองวา ถ้าเราเดินทางหื้อยกบาทตีนเวยๆ
มันฉกบ่ทัน เวลาเมื่อมันจักฉกนั้น มันหงายคางคืนหลังเสียก่อนแล้วมันจึงก้องหง้องมาฉก(ผงกมาฉก)
ถ้าเราบาทย่างตีนเวยๆนั้นก็พ้นมันไปเสีย ถ้าไปทวย(ตาม)กันหลายคนนั้น อย่าหื้อทันกัน
หื้อขาดกันหว่างสามวาสี่วาจิ่งจักดี ถ้าคนชั้นแรกมา มันหงายคางคืนหลัง
ก้องหง้อง มาก็หวิดไป ถ้าคนถ้วนสองมาแถม มันก็หลายคางคืนหลัง ก้องหง้องมาก็หวิดไป
ลำดับไปบ่ทันสักคน
- ถ้าเราเดินไปทันกันนั้น มันหงายคางเมื่อคนผู้ไปก่อน ก้องหง้องใส่คนผู้ทวยหลัง"
|