|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ตัวเมืองคืออะไร ตัวเมืองคือระบบตัวอักษรพื้นเมืองที่ใช้กันอยู่ในดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรล้านนา และในดินแดนที่รับเอาวัฒนธรรมบางประการไปจากล้านนา เช่นไทยเขิน ไทยลื้อ และล้านช้าง เป็นต้น ปัจจุบันการใช้ตัวเมืองไม่เฟื่องฟูดังแต่ก่อน แต่เอกสารที่บันทึกไว้ด้วยระบบอักษรชนิดนี้มีอยู่มากมาย มากจนนับไม่ไหว มากจนอ่านไม่หมด เชื่อว่าหากให้ใครคนหนึ่งอ่านตัวเมืองได้ตั้งแต่เกิด เกิดมาแล้วไม่ต้องทำอะไรเลย อ่านตัวเมืองลูกเดียว ตายลงเมื่ออายุร้อยปีก็อ่านไม่หมด ตัวเมืองมีเรื่องราวมากมาย เรื่องราวที่บันทึกด้วยตัวเมือง มีตั้งแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง ไปจนถึงวรรณกรรมขนาดใหญ่ของชาติ อย่างชินกาลมาลีปกรณ์ จามเทวีวงศ์ มังคลัตถทีปนี จักรวาฬทีปนี และอะไรๆที่ลงท้ายด้วยทีปนีอีกหลายเรื่อง แต่ที่ผมอยากเอามาเล่าตรงนี้ไม่ใช่ปกรณ์หรือทีปนีทั้งหลาย เพราะเรื่องราวใหญ่ๆโตๆเหล่านี้ รุ่นครูท่านเอามาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ผมเองถึงจะเอามาเล่าใหม่ก็คงทำได้ไม่ดีเท่าท่าน เรามาฟังตัวเมือง เรื่องเล่าที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายดีกว่า ผมอาสาเล่าเอง ผมเล่าได้ โปรดอย่าคลางแคลงสงสัยในความรู้ความสามารถของผมเลย เพราะผมคุ้นเคยกับตัวเมืองมาแต่เป็นเด็กเป็นเล็กโน่นแล้ว ชาติกำเนิดของผมเป็นคนเมือง เป็นลูกข้าวนึ่ง พ่อเป็นผู้รู้ในหมู่บ้าน ปู่เป็นกวีพื้นเมือง เป็นช่างปั้นพระพุทธรูป เป็นสล่าหลายแขนง ความเป็นพื้นบ้านพื้นเมืองของปู่กับพ่อตกทอดมาถึงผมด้วย ผมเองชอบเรื่องราวเก่าแก่โบราณ ชอบพื้นบ้านพื้นเมือง บางทีไปในที่แปลกๆไม่เคยไป ยังรู้สึกคุ้นๆนะว่าเคยมาแล้ว เคยจับต้องลูบคลำ เคยคลุกคลีสัมผัสว่าไปโน่นเลย นอกจากเรื่องพื้นถิ่นพื้นฐานที่ได้ติดตัวมาโดยไม่ต้องเข้าเรียนที่สำนักไหน ผมมีพื้นความรู้ระดับปริญญาโทเชียวนะ ทางด้านจารึกภาษาไทยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนเรียนผมก็แน่เหมือนกันนะ ไม่เชื่อก็ถามผมเองเหอะ ไม่ต้องไปถามใครหรอก ผมจะเล่าเรื่องจากตัวเมืองด้วยเรื่องราวจากปฐมมูลโลกเป็นอันดันแรก ก่อนอื่นขอแนะนำท่านผู้อ่านทั้งหลายให้รู้จักท่านผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้เสียก่อน ท่านเป็นพระครับ แต่ไม่ใช่พระเหลือง ท่านเป็นพระขาว ชื่อว่าครูบาขาวปี ครูบาขาวปีเป็นลูกศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา ครูบาขาวปีเกิดเมื่อวันจันทร์ ที่๑๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๔๓ (เมื่อร้อยกว่าปีล่วงแล้ว) เดิมชื่อจุมปี เป็นบุตรชายของนายเม่า นางจันทา ชาวบ้านแม่เทย ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บ้านแม่เทยสมัยนั้นเป็นหมู่บ้านป่าห่างไกล มีเพียง๙๑๐หลังคาเรือนเท่านั้น รอบหมู่บ้านเป็นป่าดงพงดิบ ชาวบ้านเป็นอยู่ด้วยความยากลำบาก เมื่อจุมปีอายุได้๔ ขวบ พ่อเม่าก็ล้มหายตายจาก เหลือกันอยู่สองคนแม่ลูกผจญชีวิต ทุกข์ยากลำบากลำบนเหลือแสน แต่ละปีได้กินข้าวไม่ครบปี ต้องกินกลอยประทังท้องสองสามเดือน กระทั่งเริ่มขึ้นสู่วัยรุ่น อายุราว๑๔๑๕ปี จุมปีก็มาขบคิดรำพึงว่า พ่อแม่แห่งกูนี้งัวควายไร่นาก็บ่มี ก็มาเวทนาเป็นทุกข์ด้วยกินกลอยกินมัน บางทีก็ได้กินข้าว ก็มาเวทนาเป็นทุกข์บ่รู้เสี้ยงรู้เมี้ยนสักเทื่อ อายุกูได้๑๔๑๕ปีแล้ว กูจักหาอันใดมาเลี้ยงแม่กูก็บ่มี ธรรมดาคนเราถ้าอายุได้๑๘๑๙ก็จักเอาผัวเอาเมียแล้ว ถ้าอายุกูได้๑๘๑๙ ถ้าไปตกลูกตกเมียเสีย กูก็จักเมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียอยู่ ไผจักมาเลี้ยงแม่แห่งกู แม่แห่งกูก็จักมีความเวทนาลำบากด้วยอันกลั้นข้าวอยากน้ำแลอาหารต่างๆ ถ้ากูไปเอาลูกเอาเมียเสีย ก็จักเมาเลี้ยงแต่ลูกแต่เมีย ก็บ่มีประโยชน์กับแม่แห่งกู ก็บ่มีบุญกับแม่แห่งกู ก็บ่มีประโยชน์กับตัวกู ก็บ่มีบุญกับตัวกู กูควรเข้าไปบวชในศาสนา ก็ยังจักมีประโยชน์กับแม่แห่งกู ก็ยังจักมีบุญกับแม่แห่งกู ก็ยังจักมีประโยชน์กับตัวกู ก็ยังจักมีบุญ กับตัวกู ถ้ากูได้บวชเป็นเณรแล้ว ก็ยังจักมีเพื่อนมาทานข้าวสุกข้าวสาร เงินทองอันใดก็ดี กูก็ยังจักได้เอามาเลี้ยงแม่แห่งกู (ปถมมูลกรรมฐาน๔๐ทัส ครูบาอภิชัยขาวปี อักษรธรรมล้านนา หน้า๒) เมื่ออายุได้ราว๑๕ปี จุมปีจึงให้แม่พาไปฝากตัวเป็นลูกสิกข์ของครูบาศรีวิชัย นักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกขุ มีฉายานามว่าอภิชัยภิกขุ ท่านเองมุ่งมั่นในแนวทางปฏิสัมภิทาแห่งครูของท่าน ท่านได้ก่อสร้างบูรณะศาสนสถานในท้องที่ต่างๆมากมายไม่ต่ำกว่าร้อยแห่ง ยึดมั่นในแนวทางบุญตามแบบมรรควิธีที่ครูของท่านได้บำเพ็ญมาชั่วชีวิต ท่านถูกกลั่นแกล้ง ถูกกระทำ ถูกจับไปติดคุก ถูกทางการบ้านเมืองเพ่งเล็ง ถูกจับสึกสองหนสามหนท่ามกลางน้ำตาของศรัทธาชาวบ้านทั้งหลายที่เลื่อมใสท่าน แต่ท่านก็ไม่ตอบโต้ ไม่ถือแค้นคุมเคียดใดๆทั้งสิ้น ปฏิปทาของท่านข้อหนึ่งมีว่า บางทีท้าวพญาเสนาผู้ใหญ่จักมากดขี่ข่มเหงเตงเต็ก บุบตีผูกมัดขับกว่าไล่หนี หื้อเราได้เป็นทุกขเวทนามากนัก เราก็บ่ไหวบ่เฟือนด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ก็ไหวบ่เฟือนแล้ว ต่อทีหลังโลกก็จักมาพึ่งพะอาศัยกับเรา ถ้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานบ่มั่นก็จักพาโลกหลุดเหลวไหล เป็นดั่งร้านจิบพาคนไหลน้ำนั้น(ปถมมูลกรรมฐาน๔๐ทัส ฯ หน้า๓๐) ครูบาถูกจับสึกหลายหน ท่านเองอิดหนาระอาใจต่อการที่ทางการบ้านเมืองจ้องจับผิด ท่านจึงไม่เข้าผ้าเหลืองอีกเลย ท่านหันมานุ่งผ้าขาวชั่วชีวิต ซึ่งเป็นที่มาของคำเรียกขานว่าครูบาขาวปี เพราะท่านเป็นพระขาว ไม่ใช่พระเหลือง ท่านยังคงปฏิบัติกิจของพระมาโดยตลอด เป็นพระดีไม่มีด่างพร้อยมัวหมอง ไม่มีโลกวัชชะใดๆทั้งสิ้น มีความเป็นอยู่เรียบๆ ง่ายๆ เป็นพระป่า ปฏิบัติกิจศาสนาตามแนวทางลัทธิที่ท่านเลื่อมใส ท่านได้เป็นที่พึ่งแก่โลก โลกได้พึ่งท่านสมตามมโนปณิธานที่ท่านตั้งไว้ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๐ นานร่วมยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่คราบร่างสังขารของท่านยังไม่เน่า ยังคงรูปร่างแต่เหี่ยวฝ่อหดตัวลง คราบสังขารของท่านยังอยู่ที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนกระทั่งปัจจุบันนี้ ปฐมมูลโลกเป็นชุดความรู้เกี่ยวกับจักรวาลวิทยาในทัศนะของครูบาขาวปี รวมอยู่ในหนังสือชื่อยาวเหยียดว่า ปถมมุลลกัมมฐาน๔๐ทัด ปถมมุลลโลก ปถมมุลลประวัติพระเจ้าสร้างสมภาร หนังสือเล่มนี้พิมพ์มาไม่ต่ำกว่า๕๐ปีแล้ว เป็นหนังสือหายาก ข้อสำคัญ เป็นหนังสือที่พิมพ์ด้วยตัวเมืองหรือตัวอักษรพื้นเมืองของล้านนา ไม่ใช่พิมพ์ด้วยอักษรไทยกลาง ผมจะนำเอาเฉพาะบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก-โลกย์อย่างเราๆท่านๆมาเสนอ จะไม่เอามาทั้งหมด จะใช้วิธีเล่าเรื่องสอดแทรกความคิดเห็น ส่วนที่เป็นตัวเอนหมายถึงข้อความของท่านที่ผมดัดแปลงมาเป็นอักษรไทย ตรงไหนเป็นคำยาก ผมจะแปลหรืออธิบายไว้ในวงเล็บ ส่วนข้อความที่เป็นตัวพื้นเป็นของผมเองลองอ่านดูสักเล็กน้อยนะครับ เอาตอนกำเนิดแผ่นดินก็ได้ เมื่อแผ่นดินยังบ่มีเทื่อ มีแต่อตกาศ(อัชฏากาศ)กับลมกวนกัน ผัดปั่นไปมา นานๆไป เปลวลมกับอตกาศก็กระทุกกระทั่งกันไปๆมาๆ เกี้ยวหวัน(พัน)กันเป็นเปลวเป็นลำ เกิดร้อนขึ้น ร้อนขึ้น ลวด(เลย)เกิดเป็นเปลวไฟตั้งอยู่บนลมหนาสามล้านห้าแสนโยชนะ นานๆไปเปลวไฟนั้นก็ผัดปั่นกับลม หวัดกันโท้ไปโท้มา(โอนเอนไปมา) เปลวไฟบ่แพ้(ไม่ชนะ)เปลวลมเพราะเปลวลมนั้นหนาได้ห้าล้านสามแสนสี่หมื่นห้าพันโยชนะ ก็ลวดอุ่นๆเย็นๆ ก็เกิดเป็นควันเป็นอายเป็นเหื่อ นานๆก็กลายเป็นน้ำตั้งอยู่บนไฟ หนาสี่ล้านสามแสนสองหมื่นสี่พันโยชนะ นานๆเปลวไฟนั้นก็ผัดปั่นกับน้ำ ก็เดือดพุขึ้น น้ำนั้นบ่แพ้เปลวไฟเพราะเปลวไฟหนากว่า น้ำก็แข็งเป็นแผ่นหินตั้งอยู่บนน้ำ กว้างหาขอบหาริมบ่รู้ได้ หาที่ทึกที่เท้า(หาที่สุด)บ่ได้ หนาสองแสนสี่หมื่นโยชนะ กำเนิดแผ่นดินจบนี่ |
|||
|
มาลา คำจันทร์
|
|
||||||
|
|
|
|||||