|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
คำว่า คอก ในภาษาล้านนาหมายถึง (1) ที่ขัง ที่จำกัดอิสรภาพ เช่นเรือนจำ (2) จอกน้ำ กะบอกไม้ไผ่ที่ตัดขังปล้องใช้ใส่น้ำดื่มในการเดินทางเรียกว่า บอกคอก (3) แขนที่เหยียดตรงไม่ได้เรียกว่า แขนคอก (ดู พจนานุกรมล้านนาไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง ปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2545 หน้า 150) ในที่นี้หมายถึงที่ขังหรือคุก คำว่า คุ้ม ในภาษาล้านนาหมายถึง (1) ที่ประทับของกษัตริย์ที่อยู่ของเจ้านาย (2) บางท้องถิ่นเช่นเชียงคำใช้หมายถึงกลุ่มเรือน (ดูพจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง ปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2545 หน้า 157) ในที่นี้หมายถึงที่ประทับของกษัตริย์และที่อยู่ของเจ้านายในล้านนา
จาการสำรวจคุ้มในเวียงเชียงใหม่ของผู้เขียนเมื่อ พ.ศ. 2537 พบว่ามีคุ้มที่พอสืบประวัติได้จำนวนประมาณ 25 คุ้มและส่วนใหญ่อู่ในเขตกำแพงชั้นใน (ดูสมโชติ อ๋องสกุล หอคำและคุ้มในนครเชียงใหม่ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 ก.ค.-ก.ย.2539 หน้า 89-98) คุ้มดังกล่าวแบ่งได้ดังนี้ (1) คุ้มที่ยังคงได้รับการดูแลรักษาโดยทายาท เช่น คุ้มแจ่วหัวลิน (รินแก้ว) คุ้มราชสัมพันธ์วงศ์ (สิงห์แก้ว) คุ้มบุรีรัตน์ (เจ้าหน่อเมือง) (2) คุ้มที่ทายาทขายผู้อื่นแล้วและยังคงได้รับการดูแลรักษา เช่น คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) คุ้มเจ้าบุรีรัตน์(เจ้าแก้วมุงเมือง) คุ้มเจ้าอุปราชสุริยะวงศ์ คุ้มเจดีย์งาม คุ้มเจ้าวงศ์ตะวัน ฯลฯ (3) คุ้มที่ทายาทรื้อถวายวัดเช่นพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงองค์ที่ 7 (พ.ศ. 2413-2440) ให้รื้อคุ้มหลวงกลางเวียงของพระเจ้ากาวิโลรสฯ เจ้าหลวงองค์ที่ 6 (พ.ศ.2399-2413) ถวายวัดกิตติ ให้รื้อคุ้มหลวงของพระเจ้ามโหตรประเทศเจ้าหลวงองค์ที่ 5 (พ.ศ. 2390-2397) ถวายวัดพันเตา (4) คุ้มที่ทายาทมอบให้ทางราชการแล้วถูกรื้อเหลือแต่บริเวณเช่นบริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย บริเวณศาลแขวง บริเวณวิทยาลัยอาชีวศึกษา บริเวณที่ตั้งสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ฯลฯ (5) คุ้มที่ทายาทขายผู้อื่นแล้วถูกรื้อไปเหลือแต่รูปภาพ เช่น คุ้มริมปิงของเจ้าแก้วนวรัฐ (6) คุ้มที่มีแต่ภาพคือคุ้มเวียงแก้วซึ่งเข้าใจว่าเดิมตั้งที่บริเวณเรือนจำหรือทัณฑสถานหญิง แต่ละคุ้มของเจ้านายระดับเจ้าขัน 5 ใบคือ (1) เจ้าหลวง (2) เจ้าอุปราช (3) เจ้าราชวงศ์ (4) เจ้าราชบุตร (5) เจ้าบุรีรัตน์ ล้วนเป็นที่บริหารราชการมีไพร่มีทาสจำนวนมากมียุ้งข้าว มองตำข้าวมีโรงครัวโรงช้างโรงม้าโรงเก็บอาวุธเก็บเครื่องดนตรีบางคุ้มมีโรงลำคอนและ คอก ฯลฯ (ดู ดนุสรณ์งานพระราชทางเพลิงศพเจ้าวงศ์จันทร์คชเสนี 2540)
ในสมัยพระจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ. 2413-2440) คอกที่เป็นทางการอยู่ในคุ้มของเจ้าอุปราชบุญทวงศ์ ๆ เป็นบุตรคนที่ 2 ของเจ้ามหาพรหมคำคงเป็นน้องชายของเจ้าหลวงอำนาจมากในบริเวณคุ้ม (คือบริเวณสถานีตำรวจกองเมืองปัจจุบัน)มีคอกใหญ่ ผู้ต้องโทษที่ศาลลูกขุนของเจ้าหลวงพิจารณาไทษแล้วต้องมาไว้ที่คอกในคุ้มแห่งนี้ คนต้องโทษที่อยู่ในคอกส่วนหนึ่งถูกนำไปประหารชีวิตที่ท่าวังตาล มีเพียงบางคนที่รอดเพราะได้รับอภัยโทษในวาระทำบุญของเจ้าหลวงเช่นปี พ.ศ. 2366 เดือน 8 เหนือ แรม 4 ค่ำ เจ้าคำฝั้นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 3 (พ.ศ. 2366-2368) บวชที่วัดเชียงมั่นได้เชิญเจ้าหลวงลำปางและเจ้าหลวงลำพูนเป็นประธาน ครั้งนั้นเจ้าดวงทิพเจ้าหลวงลำพูนเป็นประธาน ครั้งนั้นเจ้าดวงทิพเจ้าหลวงลำปางให้ปล่อยนักโทษคดีฆ่าช้างเอางาจำนวน 6 คนให้พ้นโทษประหารชีวิต (ปราณี ศิริธร รำลึก สัมมนาราชทัณฑ์ 2523 อ้างจากราชวงศ์ปกรณ์ผูกที่ 8) ครั้นเจ้าอุปราชบุญทวงศ์ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2425 เจ้าอินทวิชยานนท์ให้ใช้คอกของคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) เป็นคอกทางการ เจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) เป็นแม่ทัพคราวไปศึกเจ้าฟ้าโกหล่านเมืองหมอกใหม่ แคว้นฉานได้รับชัยชนะ และเป็นแม่ทัพครั้งปราบกบฏพญาผาบ เมื่อ พ.ศ. 2432 ภายในคอกที่คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) ซึ่งอยู่กลางเวียงจึงเต็มด้วย ชาวนา ที่ต้องโทษกบฏ บริเวณคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) จึงเป็นที่ชุมชนช่างที่หลากหลายเช่นช่างจักสาน ช่างเหล็ก ช่างแกะสลัก ช่างไม้ ฯลฯ ซึ่งเข้าใจว่าส่วนหนึ่งคือแรงงานฝีมือของกบฏชาวนาที่ถูกจับขังคอกนั่นเอง เวลานั้นทางการสยามต้องทำสัญญากับอังกฤษเพื่อคุ้มครองคนในบังคับของอังกฤษเรียกว่าสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2416 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2426 เพื่อคุ้มครองคนในบังคับอังกฤษไม่ให้ถูกจับเข้า คอก ด้วยวิธีการของล้านนาจึงเริ่มส่งข้าหลวงขึ้นมาควบคุมด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านการศาล อย่างไรก็ตามการพิจารณาคดีแบบล้านนา ก็ดำเนินต่อมาอีกระยะหนึ่งต้องย้ายคอกไปอยู่ตามคอกในคุ้มของเจ้าที่มีหน้าที่พิพากษาคดีความคือเมื่อเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2438 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ก็ให้เจ้าราชภาติกวงศ์ (หน่อเมือง) หัวหน้าผู้พิพากษาศาลพื้นเมืองเป็นเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง) และให้ย้าย คอก ไปไว้ที่คอกในคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง)ที่ประตูเชียงใหม่และเมื่อเจ้าบุรีรัตน์ (หน่อเมือง) ถึงแก่กรรมก็ให้ย้ายคอกไปคอกที่คุ้มเจ้าทักษิณนิเกตุ (มหายศ) เสนาวังบุตรของเจ้ามหาวงศ์สายนายเรือน (ปราณี ศิริธร เรื่องเดิม หน้า 36)
ครั้นสมัยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์เป็นเจ้าหลวงองค์ที่ 8 (พ.ศ. 2444-2452) อำนาจรัฐของสยามแผ่เข้าสู่เชียงใหม่มากขึ้นสามารถจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลเรียกว่ามณฑลพายัพใน พ.ศ. 2442 จากเดิมที่มีศูนย์บริหารอยู่ริมแม่น้ำปิงก็เริ่มย้ายเข้าพื้นที่กลางเวียงเพราะได้รับบริจาคที่ดินของคุ้มกลางเวียงเพื่อใช้เป็นที่ตั้งศาลามณฑล เป็นที่ตั้งศาลแขวง เป็นที่ตั้งโรงเรียนประจำมณฑล จากนั้นพระยานริศรราชกิจ (สาย โชติกเสถียร) เข้าหลวงใหญ่ได้ขอพื้นที่หลังคุ้มกลางเวียงเป็นเรือนจำและขอบริเวณคุ้มเจ้าบุญทวงศ์เป็นสถานีตำรวจกองเมือง ซึ่งเจ้าอินทวโรรสฯ ได้มอบให้ตามความประสงค์ของทางราชการ โดยเหตุที่บริเวณสร้างเรือนจำหรือคอกแห่งใหม่นั้นเดิมเป็นที่ตั้งคุ้มเวียงแก้ว ซึ่งจากภาพเป็นคุ้มที่สวยงามมากและเชื่อกันว่าเป็นคุ้มสมัยพระเจ้ากาวิละเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์แรก (พ.ศ. 2325-2358) แม้จะมีการรื้อไปก่อนหน้ามีการมอบพื้นที่ให้ทางการแล้วเมื่อมีการสร้างคอกหรือเรือนจำขึ้นบริเวณดังกล่าวในสมัยพรยานริศรราชกิจ(สาย) เป็นข้าหลวงใหญ่แล้ว ก็กล่าวได้ว่า คุ้มอยู่ในคอก ตั้งแต่นั้นมา โดยมีการนำนักโทษจากคอกในคุ้มเจ้าทักษิณนิเกตุ (มหายศ) มาไว้ที่คอกใหม่อันเป็นที่เคยตั้งคุ้มเวียงแก้วโดยครั้งแรกทำเป็นรั้วไม้สัก พ.ศ. 2445 สมัยเจ้าพระยาสุรสีห์ วิศิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพายัพ (2445-2458 กลุ่มเงี้ยวได้ก่อปฏิกิริยาที่เมืองแพร่ ลำปาง เชียงใหม่ หลังจากปราบสำเร็จคงมีผู้ต้องโทษเพิ่มขึ้นจึงได้มีการก่อกำแพงด้วยอิฐและสร้างอาคารคุมขังให้แข็งแรง โดยมีพระยอดเมืองขวาง (มล.อั้น เสนีวงศ์) คุมโครงการ (ปราณี ศิริธร เรื่องเดิม 2523 หน้า 23-24) คอกในบริเวณคุ้มเดิมจึงมั่งคงตั้งแต่นั้นมา
การย้ายคอกออกนอกเมืองไปบริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่ ได้ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 2530 และสำเร็จตามแผนเป็นระยะขณะเดียวกันได้เกิดกระแสขอใช้พื้นที่คอกเป็นพื้นที่สาธารณะทั้งในเชียงรายและเชียงใหม่ กรณีเชียงใหม่กรมราชทัณฑ์ให้นักโทษชายย้ายไปอยู่คอกใหม่ที่ศูนย์ราชการและให้นักโทษหญิงอยู่คอกเก่า เมื่อพ.ศ. 2541-2542 แล้วเรียกว่าทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่ ครั้นปี 2544 พตท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี กรมราชทัณฑ์ได้ขึ้นป้ายใหญ่หน้าทัณฑสถานหญิงจังหวัดเชียงใหม่ว่า กรมราชทัณฑ์โดยความเห็นชอบของฯ พณฯนายกรัฐมนตรี (พตท.ทักษิณ ชินวัตร) จะมอบพื้นที่ทัณฑสถานแห่งนี้ให้เป็นสวนสาธารณะและศูนย์วัฒนธรรมของประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกคน 15 กรกฎาคม 2544 บัดนี้การมอบพื้นที่คุ้มในคอกยังไม่เกิดขึ้น (ตามแผนต้องรอถึงปี 2547) แต่เทศลาบนครเชียงใหม่ได้เตรียมโครงการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ทำให้เกิดกระแสขอมีส่วนร่วมคิดจากภาคประชาชนนับเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ภาครัฐต้องรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
สมโชติ
อ๋องสกุล ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
|
|||
|
||||||
|
|
|
|||||