lannaworld.com
โลกล้านนา
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
หน้าแรก
   


ซะป๊ะเรื่องเมืองล้านนา

 

หน้าต่างล้านนา…มหาพลเจดีย์กับวัดพระยืนลำพูน (จบ)

ศาสตราจารย์ยอร์ซเซเดส์ ผู้เชี่ยงชาญประวัติศาสตร์ชาติตะวันออกชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวถึงหลักศิลาจารึกของวัดยืนหลักนี้ว่า

“ในดินแดนทั้งแคว้นลานนาไทย ศิลาจาตึกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏว่าใช้ตัวอักษรไทยของสุโขทัยนั้นก็คือ ศิลาจารึกของพระมหาสุมณะเถระที่ปรากฏการขุดพบ ณ บริเวณวัดพระยืนเมืองลำพูนแห่งนี้ เนื่องด้วยพระมหาสุมณะเถรองค์นั้นได้ไปจากเมืองสุโขทัย และบางทีท่านจะเป็นผู้นำเอาแบบของตัวอักษรไทยสุโขทัย เข้าไปใช้ในลานนาไทย นับแต่นั้นมาชาวเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนและเมืองอื่น ๆ ในลานนาไทยได้ใช้ตัวอักษรไทยสุโขทัยชั่วระยะหนึ่ง แต่ภายหลังเมื่อราว พ.ศ.2050 ชาวลานนาไทยได้เลิกใช้ตัวอักษรไทยสุโขทัยและกลับไปใช้ตัวอักษรของพวกไทยลื้อ คือไทยเมืองสิบสองปันนา จะเป็นด้วยเหตุใด ไม่ทราบแน่ บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุที่ตัวอักษรไทยเหมืองของพวกไทลื้อมีรูปลักษณะ กลมป้อมคล้ายตัวอักษรของพม่า ซึ่งภายหลังได้มีอำนาจครอบคลุมทั่วเขตแดนลานนาไทย จึงต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ตัวอักษรให้กลมกลืนกับตัวอักษรของพม่าเป็นการเอาใจใส่และป้องกันภัยตัวก็เป็นได้”

ตำนานเมืองเหนือหน้า 38 ได้กล่าวไว้ว่า “ในกาลต่อมาวัดพระยืนลำพูนได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา และเนื่องด้วยวัดพระยืนแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชน ศรัทธาบำรุงน้อย วัดพระยืนจึงร้างกลายสภาพเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นรกครึมอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเวลายาวนานพอดู ถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น พระเจดีย์องค์ใหญ่ วิหาร กำแพงโดยรอบได้เกิดชำรุด โดยเฉพาะพระเจดีย์ได้ปรักหักพังลง วัดพระยืนที่เคยสง่างามก็ถึงการเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งถึงการสมัยของพลเจ้าหลวงอินทยงยศ เจ้าผู้ครอบนครลำพูนองค์ที่ 9 ในปี พ.ศ.2443 เจ้าหลวงได้เข้าไปดูและพิจารณารอบ ๆ บริเวณของวัดพระยืน ได้เห็นความเสื่อมโทรมของวัดก็รู้สึกสลดใจ ในความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงไม่ได้ ท่านได้ให้สล่าคือช่างชาวพื้นเมืองทำการก่อเสริมพระปรางค์เป็นรูปทรงประสาทขนาดใหญ่ ครอบสร้างพระพุทธรูปอัฏฐารสองค์เดิมทั้ง 4 ทิศไว้ภายในพระเจดีย์และให้บรรจุพระธาตุ เครื่องบูชาต่าง ๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์อันขุดพบระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณืไว้ภายในพระเจดีย์ตามเดิม แล้วให้สร้างพระพุทธรูปยืนสูง 9 ศอกไว้ภายนอกในซุ้มทั้ง 4 ขององค์พระเจดีย์ให้ดูเห็นเด่นเป็นสง่าแก่ศักดิ์และศรีของวัดพระยืน ดังที่ปรากฏให้เห็นเช่นปัจจุบัน

ในหนังสือสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ได้เขียนเล่าว่า พระเจดีย์ที่เจ้าหลวงอินทยงยศได้สร้างทับของเดิมลงไป ที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่เป็นลักษณะของทรงประสาทหรือพระปรางค์ แบบกู่กุดหรือสุวรรณชัยโกฏิ์เจดีย์ที่วัดจามเทวีลำพูนแต่รูปแบบส่วนใหญ่ของพระเจดีย์วัดพระยืนนั้น เป็นแบบทรงมณฑปตามแบบของอานันทเจดีย์องเมืองพุกามประเทศพม่า หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับพระเจดีย์หลวงของวัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่หากพิจารณาโดยถ่องแท้แล้ว ศิลปของเจดีย์วัดพระยืนที่เป็นอยู่ก็มีลักษณะเป็นจริงดังที่กล่าวมานั้น

ปัจจุบันวัดพระยืนในปี พ.ศ. 2545 นี้ยังคงเป็นวัดที่สงบเงียบ ศรัทธาไม่มากนักแม้จะมีสถานที่ราชการ เช่นที่ว่าการอำเภอเมืองลำพูนที่ทำการสรรพากรจังหวัดลำพูน ที่ทำการประมงจังหวัด เข้าไปตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณวัดพระยืนก็ตาม วัดพระยืนแห่งนี้ก็ยังคงความเข้มขลัง และร่วมรื่นเย็นใจ ในความเป็นธรรมชาติและกระแสธรรมของพระพุทธศาสนาโดยแท้ วัดพระยืนลำพูนมีพระบุญญรัตน์ ปัญญวุฒโฑ เป็นเจ้าอาวาส มีพระภิกษุ 4 รูป สามเณร 13 รูป

วัดพระยืนลำพูน ในปัจจุบันเป็นรูปวัดยุคใหม่ เป็นวัดโบราณที่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องและสมบูรณ์อย่างที่สุด จัดได้ว่าเป็นวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งการเสาะแสวงหาธรรมะอันเป็นบุญกุศลทางใจ ได้อย่างเต็มเปี่ยมโดยแท้

มีผู้ที่สงสัยและถกเถียงกันบ่อยครั้งว่า มหาพลเจดีย์นั้นน่าจะเป็นเจดีย์กู่กุดหรือ สุวรรณจังโกฏิ์เจดีย์ที่ประดิษฐาน ณ วัดจามเทวีลำพูนเพราะหมู่บ้านโดยรอบท่ตั้งของพระเจดีย์กู่กุดนั้นถูกเรยกว่า “หมู่บ้านสันมหาพน” ฟังดูแล้วน่าจะเป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์มหาพลองค์ดังกล่าว แต่หากจะพิจารณาถึงตำนานต่าง ๆ ที่บันทึกไว้อย่างละเอียดแล้ว เจดีย์กู่กุดหรือสุวรรณจังโกฏิ์นั้น เป็นที่บรรจุพระสรีระอังคารพร้อมด้วยเครื่องทรงซ้องผมและหวของพระนางจามเทวีรวมทั้งเครื่องประดับอื่น ๆ ทั้งเจดีย์สุวรรณจังโกฏิ์ก็ตั้งอยู่ในทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูนตังตำนานว่าไว้อย่างถูกต้องการที่หมู่บ้านบริเวณโดยรอบของวัดจามเทวีได้ชื่อว่า หมู่บ้านสันมหาพลนั้นเป็นเพราะว่า หลังจากที่ชาวกำโพย์ หรือชาวละโว้ที่พ่ายแพ้ศึกแก่ชาวเมืองหริภุญชัยและทั้งสองฝ่าย ก็ได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างเจดีย์มหาพลทางทิศตะวันออกของเมือง โดยส่วนใหญ่ของบรรดาทหาร ชาวกำโพย์ต่างเหน็จเหนื่อยเมื่อยล้ากับการศึกและต้องใช้เวลาในการก่อสร้างพระเจดีย์เป็นเวลาหลายวันหลายเดือนประกอบกับความอุดมสมบูรณ์และความมีน้ำใจของชาวหริภุญชัยพวกเขาจึงไม่คิดที่จะกลับไปยังบ้านเกิดของตน คือเมืองละโว้ต่างได้ขออยู่อาศัยเป็นชาวเมืองหริภุญชัยต่อไป กษัตริย์หริภุญชัยจึงโปรดให้ชาวเมืองละโว้ทั้งหมดไปอาศัยอยู่ ณ บริเวณทางทิศตะวันตกของเมือง และให้จัดตั้งนายบ้านชาวละโว้เป็นผู้ควบคุมดูแลในนามของ “แสนมหาพล”นายบ้าน” ต่อมาหมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกเรียกกันว่าบ้านแสนมหาพล และต่อมาได้ฟื้นกลายมาเป็นหมู่บ้าน สันมหาพลจวบจนปัจจุบัน อันความสำคัญของพระสุมณะเถรสำหรับพุทธอาณาจักรของลานนาไทยในสมัยพระเจ้ากือนามีมากมายเอนกประการทั้งนี้ พระสุมณะเถระและพระเจ้ากือนาได้ร่วมกันเป็นผู้จุดประกายไฟแห่งพระพุทธศาสนา ฝ่ายอรัญวาสี ที่เริ่มต้นจากวัดพระยืนลำพูน ซึ่งเปรียบได้เสมือนตักกศิลาแหล่งวิลาการอันสำคัญของพระพุทธศาสนาแห่งยุคให้ขยายความรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาล มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างสุดสุดในลานนาประเทศ โดยมีวัดพระยืนลำพูนเป็นแกนหลัก ได้มีการบวชเรียนและส่งเสริมการศึกษาให้แก่บรรดากุลบุตรทั่วทั้งลานนาประเทศให้เข้าบวชเรียนศึกษาหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนากันอย่างมากมาย

พระพุทธศาสนาได้จงหลักปักมั่นและแผ่กิ่งก้านสาขาเติบโหญ่ออกไปอย่างมากมายในยุคต่อมา ซึ่งถือว่าเป็นยุคทองแห่งพระพุทธศาสนาของลานนาประเทศ คือยุคสมัยของพระจ้าแสนเมืองมา สืบต่อมาจนถึง รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชที่ถือว่าพระพุทธศาสนาได้บรรลุถึงความเจริญอย่างสูงสุดของประวัติศาสตร์แห่งลานนาไทย ซึ่งยุคนี้ที่มีความเจริญอย่างสูงสุดของประวัติศาสตร์แห่งลานนาไทย ซึ่งยุคนี้ที่มีความเจริญในทุกด้านทั้งความแข็งแกร่งของบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์และความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวเมืองที่อยู่เย็นเป็นสุขมีความเจริญทางศิลปวิทยาการต่าง ๆทางวรรณคดี วรรณกรรม สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ได้มีการสังคายนาจัดการพระไตรปิฏกให้เป็นระเบียบเป็นหมวดหมู่และถูกต้อง เป็นครั้งที่ 8 ของโลก ณ วัดมหาโพธารามวิหารหรือวัดเจ็ดยอดในปัจจุบัน ความเจริญแห่งพระพุทธศาสนาของลานนาของประเทศในช่วงเวลานี้ เป็นผบพวงจากการที่พระสุมณะเถระและพระเจ้ากือนาได้ร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการปูทางลงรากปลูกฝังให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากแผ่กว้างออกไปได้อย่างเรียบร้อยหมดจดงดงามเป็นอย่างยิ่ง

พระสุมณะเถรได้รับการสถาปนาให้เป็นพระสังฆราชาแห่งอาณาจักรลานนาไทยเป็นพระองค์แรก ในนามของพระสุมนสุวัณณรัตนมหาสวามี ครั้งหลังสุดท่านประทับอยู่ ณ วัดสวนดอกหรือวัดบุปผาราม มีอำนาจปกครองคระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี วัดสวนดอกเชียงใหม่ในครั้งนั้นเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญและเป็นวัดที่ประทับของพระสังฆราช สังฆมหาสาวามี พระสังฆราชองค์นี้ยังได้เป็นกำลังสำคัญร่วมกับพระเจ้าแสนเมืองมาพระโอรสของพระเจ้ากือนา สร้างองค์พระเจดีย์หลวงตามพระดำริของพระเจ้ากือนาผู้เป็นพระราชบิดาซึ่งได้สวรรคตไปก่อนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

สำราญ กาญจนคูหา พ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
   
   
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
มีข้อแนะนำ ติชม ติดต่อได้ที่ : webmaster@lannaworld.com
 
© 2002 lannaworld.com All rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ (โลกล้านนา)