lannaworld.com
โลกล้านนา
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
หน้าแรก
   


ซะป๊ะเรื่องเมืองล้านนา

 

หน้าต่างล้านนา…มหาพลเจดีย์กับวัดพระยืนลำพูน (1)

 

ณ เบื้องหนตะวันออกของเมืองลำพูน หรือหริภุณชัยในอดีต อาณาจักรที่มีอายุเก่าแก่เกือบพันสี่ร้อยปีนั้น มีวัดที่สำคัญอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งผู้คนชาวบ้านชาวเมืองโดยทั่วไปเกือบจะลืมเลือนกันไปแล้ว ปัจจุบันวัดเก่าแก่นี้ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องเรียบร้อยงามสง่า ยืนทะมึนเป็นประการอันสำคัญ แห่งพระพุทธศาสนาด้วยความมั่นคงและภาคภูมิใจของชาวเมืองลำพูนมาโดยตลอดและจะคงอยู่เช่นนี้อีกนานเท่านาน

ตำนานแห่งวัดพระยืนลำพูนนี้ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ด้วยความที่เป้นวัดเก่าแก่และโบราณที่ตั้งอยู่นอกเมืองไปในทางทิศตะวันออกของวัดดอนแก้ว ซึ่งเป็นวัดสำคัญหนึ่งในสี่ของวัดสี่มุมเมืองที่พระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งหริภุณชัยนคร ทรงให้สร้างไว้ เมื่อครั้งเสด็จมาครองราชย์ในตอนแรก ซึ่งในครั้งนั้น แม่น้ำปิงหรือพิงคนัทที ยังคงไหลผ่านทางทิศตะวันออกของเมืองลำพูนคือตรงหน้าวัดพระยืนในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นแม่น้ำปิงยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเดินเช่นเดี๋ยวนี้ ร่องรอยของแม่น้ำปิงในสมัยเก่าก่อนนานมาแล้ว ยังมีปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ตรงบริเวณหน้าวัดพระยืน ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดเห็นจริงโดยแท้ ในสมัยนั้นวัดพระยืนจึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเมืองหริภุณชัย โดยมีแม่น้ำปิงเป็นตัวขวางกั้นตรงตามตำนานหลายฉบับ

จากการประมวลข้อความในยุคตำนานต่าง ๆ เช่น ตำนานมูลศาสนา ตำนานชินการมาสีปกรณ์ พงศาวดารโยนก พอที่จะสันนิษฐานได้ว่า วัดพระยืนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์ธรรมิกราช ผู้ทรงสร้างพระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัยเป็นครั้งแรก ต่อมาภายหลังได้ทรงสร้างมาหาพลเจดีย์และพระอารามไว้ทางเบื้องทิศตะวันออกแห่งนครหริภุญชัย โดยได้กำลังจากองทัพชาวละโว้ของบุตริยะอำมาตย์ที่พ่ายแพ้แก่การศึกจากกองทัพชาวละโว้มาตีหริภุญชัยซึ่งด้วยความเป็นธรรมิกราชแห่งพระเจ้าอาทิตยราชจึงทรงใช้ธรรมยุทธเข่าครองใจกองทัพละโว้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นบ้านพ่อเมืองลูกที่มีความเกี่ยวพันกันมาให้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างพระเจดีย์ และพระอารามแห่งนี้ให้ปรากฏให้เห็น

ตำนานมูลศาสนาในหน้า 191 – 192 ได้เล่าว่า “ครั้งนั้นพระยาอาทิตยราช ทรงทราบข่าวว่าชาวเมืองละโว้มาตั้งทัพอยู่ในที่นั้นพระองค์ทรงจัดไพร่พลออกไปรบจนมีชัยชนะ ฆ่าเสียบ้าง จับเอามาทั้งเป็นบ้าง โยธาชาวละโว้ที่ยังเหลืออยู่นั้นเขาก็เข้ามาสวามิภักดิ์ถวายตัว พระองค์จึงตรัสให้หารี้พลชาวหริภุญไชย แล้วตรัสสั่งให้รี้พลทั้งสองฝ่าย ให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่ง หนตะวันออกของเมืองหริภุญไชยนั้น ครั้งต่อมาพระองค์ตรัสสั่งให้สร้างพระอารามขึ้นอารามหนึ่ง ในที่สร้างไว้นั้น เรียกว่า “วัดทุ่งมหาพล” เพื่อเหตุนั้น”

ตำนานชินกาลมาสีปกรณ์ หน้า 151 – 152 กล่าวไว้ว่า “ครั้งนั้นพระยาลพบุรี โกรธนักจึงใช้ซึ่งอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อบุตรียอำมาตย์ ให้คุมโยธาทัพไปตีเมืองหริภุญชัย ทั้งนี้เป็นเพราะอานุภาพแห่งเทพยาดาอันรักษาเมืองหริภุญชัยนั้น บันดาลให้บุตรีอำมาตย์ยกพลไปสู่หริภุญชัย เดินหลงทางวิ่งเสือกไปเสือกมา พระยาอาทิตย์ราชรู้เหตุจึงยกจาตุรงคเสนาออกไป ครั้นชาวกำโพชเสนารู้ก็กลัว หนีไปสู่ทิศน้อยใหญ่ พระยาอาทิตย์ราชได้รับพระมหากรุณาจับได้จึงใช้ให้ทำซึ่งพระเจดีย์ชื่อ “มหาพลเจดีย์” ในเบื้องทิศตะวันออกนั้น

เมื่อพิจารณาดู พระเจดีย์ของวัดพระยืนโดยละเอียดทั้งรูปลักษณ์ ภูมิประเทศทางของที่ตั้งจะเห็นว่า พระเจดีย์นั้นมีขนาดใหญ่และสง่างามมาก เหมาะสมกับที่ได้ชื่อว่า “มหาพลเจดีย์” อย่างยิ่ง อีกทั้งพระอารามแห่งนี้ก็ตั้งอยู่ในทางทิศตะวันออกของเมืองหริภุญชัยถูกต้องตามตำนานและตั้งอยู่นอกเมือง โดยมีแม่น้ำปิงเก่าสายเดิมกั้นขวางอยู่ ทั้งบริเวณใกล้เคียงโดยรอบก็ไม่มีเจดีย์โบราณองค์ใดหรือโบราณสถานที่เป็นเค้าแบบของเจดีย์เก่าหลงเหลืออยู่มาเทียบเท่า ความเป็นมหาพลเจดีย์ของวัดพระยืนก็คงจะไม่ผิดเพี้ยน ในความเป็นจริงมหาพลเจดีย์ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่แท้ที่จริงชื่อที่ถูกเรียกไปนั้นมีความหมายถึง การรวมทั้งพลังศรัทธาของชาวบ้านชาวเมืองลำพูน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นกำลังพลที่มากมายมหาศาลสร้างศรัทธาให้พระเจดีย์องค์นี้สำเร็จเกิดขึ้น จึงได้ชื่อว่า “มหาพลเจดีย์” ซึ่งหากจะแปลความหมายได้ว่าพระเจดีย์ที่เกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของมหาชนที่ใช้มหาพละกำลังใจการสร้างนั่นเอง

เจดีย์วัดพระยืนแห่งนี้แต่เดิมนั้นมีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่องค์เดียว หันพระพักตร์ไปในทางทิศตะวันออก เป็นพระพุทธรูปศิลปหริภุญชัยสูง 18 ศอก เรียนกว่าพระอัฏฐารส เข้าใจว่าถูกสร้างขึ้นประกอบประดับกับองค์พระเจดีย์ในสมัยของพญาเจ้าธรรมมิกราช ระหว่างปี พ.ศ. 1713-1718 ต่อมาภายหลังพระอารามแห่งนี้ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไปเป็นเวลาหลายร้อยปี นับแต่การเกิดโรคห่าระบาดในหริภุญชัยและพม่าได้เข้ามายึดครองลานนาประเทศ

วัดพระยืนแห่งนี้ได้กลับฟื้นคืนความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งพระองค์ได้ทำการบูรณาพระอารามแห่งนี้ในปี พ.ศ. 1912 มีกล่าวไว้ในตำนานมูลศาสนา หน้า 225 ว่า “บัดนั้นท้าวกือนาเป็นพระยาท้าวใจบุญนัก ย่อมให้ทานรักษาศีลทุกเมื่อ ท้าวให้สร้างวัดพระยืนและวัดสวนดอก”

วัดพระยืนแห่งลำพูนนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระภิกษุผู้มีความสำคัญยิ่งสำหรับความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมทางอักษรศาสตร์ วรรณกรรมคดี แห่งลานนาไทยเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ที่นำเอาพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์และอักษรไทยแบบของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เข้ามาสู่ แคว้นลานนาประเทศในรัชสมัยของพระเจ้ากือนา ซึ่งมีอำนาจในยุคนั้น พระภิกษุรูปนั้นคือพระสุมณะเถระ

พงศาวดารโยนก ได้เล่าถึงเรื่องราวของพระภิกษุในเมืองสุโขทัย ซึ่งเวลานั้นมีความเจริญพอ ๆ กับทางนครพิงค์เชียงใหม่โดยเฉพาะเรื่องราวพระสุมณะเถระไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งท่านมีความผูกพันกับวัดพระยืนลำพูนเป็นอย่างมาก

“พระสุมณะเถระ แต่เดิมบวชเป็นพระภิกษุในเมืองสุโขทัย เป็นผู้ที่มีความฝักใฝ่ใส่ใจในการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เคยไปศึกษาปฏิบัติในสำนักต่าง ๆ ทั้งในกรุงศรีอยุธยา พร้อม ๆ กับพระอโนมทัสสีเถระ ภายหลังท่านทั้งสองได้ทราบกิตติศัพท์ในศีลาธิคุณของพระมหาเถระอทุมพรบุปผามหาสวามี แห่งเมืองเมาะตามะจึงพร้อมใจกันเดินทางไปขอเมืองเมาะตามะนั้น ท่านได้ปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ในรามัญประเทศ ได้ 5 พรรษา ก็เดินทางกลับกรุงสุโขทัย พระมหาอโนมทัสสีเถระได้ไปพำนักอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร ส่วนพระมหาสุมณะเภระได้ไปพำนักอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร ส่วนพระมหาสุมณะเภระได้ไปพำนักอยู่ในกรุงสุโขทัย พระเจ้าไสกาไทยได้ทรงสร้างวัดอัมพวันถวาย ณ ตำบลสวนมะม่วง ภายหลังเรียกว่าวัดป่าแก้ว พระมหาสุณะเถระได้ปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดแห่งนี้ด้วยความสงบในคืนวันหนึ่งพระมหาเถระได้ฝันไปว่า เทพยาดาเข้ามานิมิตบอกกับท่านว่า “มีพระบรมสารีริกธาตุที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงแจกจ่ายให้แก่บรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งปวง และพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่ง ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์ในเมืองบางจาเก่า คือ กรุงศรีสัชนาลัย

พระสถูปองค์นี้ได้ปรักหักพังลง พระบรมสารีริกธาตุจึงถูกทอดทิ้งไว้ ณ พระสถูปอันปรักหักพังนี้ ให้พระมหาเถรไปนำมาเก็บไว้ในธรรมิกราชา ผู้มีบุญที่จะได้ทำนุบำรุงพระบรมสารีริกธาตุนี้เสีย เมื่อพระมหาเถรทราบความ จึงได้เดินทางไปยังเมืองบางจา ก็พบพระสถูปท่ปรักหักพังนั้นจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานทำการขุดลงไปตรงกลางของพระสถูป ก็ขุดได้พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่ในโกศแก้วที่สวยงาม พระมหาเถรโสมนัสใจเป็นอย่างยิ่งได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้นไปถวายพระเจ้าไสฤาไท แต่พระเจ้าไสฤาไทไม่เกิดศรัทธาเพราะทรงถือว่าพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาเถรได้มาไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้พระองค์ได้ทอดพระเนตร พระมหาเถรจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเก็บไว้ยังวัดอัมพวันด้วยความผิดหวัง รอคอยธรรมิกราชผู้มีบุญต่อไป

ในรัชสมัยของพระเจ้าไสฤาไทแห่งสุโขทัยนั้น ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เมืองทั้งสองเป็นพันธมิตรกันอยู่ พระเจ้ากือนาเป็นเจ้าแผ่นดินที่ทรงใฝ่ใจในพระพุทธศาสนาอย่างเป็นที่สุด ทรงทราบว่าพระมหาเถรสุมณเถระเป็นพระภิกษุที่ทรงวิทยาคุณปฏิบัติได้ ปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งพระมหาเถรยังเป็นสานุศิษย์องค์สำคัญของพระมหาสวามีเถระ แห่งเมืองเมาะตามะอันมีชื่อเสียง ซึ่งพระองค์ทรงเลื่อมใสมาก่อน จึงทรงติดต่อกับทางกรุงสุโขทัยและทรงขอให้อาราธนาพระมหาเถรเข้ามาสู่ลานนาประเทศ พระมหาเถรทรงขอให้อาราธนาพระมหาเถรเข้ามาสู่ลานนาประเทศ พระมหาเถรได้ตกลงใจที่จะอยู่ทางลานนาไทยนับแต่นั้น ด้วยความศรัทธาและยินดีปรีดายิ่งพรเจ้ากือนาได้ทรงเสด็จเป็นพระอารามที่สำคัญมาแต่ครั้งโบราณ สงบเงียบและร่มรื่นเหมาะแก่การบำเพ็ญธรรมบารมียิ่ง จึงทรงให้ทำการปฏิสังขรณ์ บูรณะจัดแต่งวัดนี้ให้งามเรียบร้อยถวายให้แก่พระมหาเถรให้จำพรรษาและปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ณ วัดพระยืนแห่งนี้ นับแต่นั้นมา

งานชิ้นแรกแห่งการพระศาสนาของพระมหาเถรก็ได้เริ่มที่วัดพระยืน โดยท่านได้จัดการให้มีการบวชกุลบุตรชาวลานนาไทยและได้อบรมพระกรรมฐานเป็นจำนวนมาก

ด้วยความเอาใจใส่และเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของพระมหาเถร ซึ่งทำให้พรเจ้ากือนายิ่งทรงมีพระราชศรัทธาต่อพระมหาเถรเป็นที่ยิ่ง ภายหลังได้ทรงสภาปนา สมณะศักดิ์พระมหาเถรเป็น พระมหาสุมณะบุพรัตน์มหาสวามี มหาสงฆ์แห่งเมืองลำพูน พระมหาเถรบำเพ็ญธรรมอยู่ ณ วัดพระยืนลำพูน ถึง 21 พรรษา พระเจ้ากือนาก็ทรงอาราธนาท่านไปจำพรรษาวังบุปผารามคือวัดสวนดอกเชียงใหม่ ในเวลานั้นพระมหาเถรได้เห็นถึงความเป็นธรรมิกราชแห่งองค์พระเจ้ากือนาอย่างแท้จริง จึงได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุที่เก็บไว้มาแต่ครั้งได้จากสถูปเมืองบางจา ให้แก่พระเจ้ากือนา พระบรมสารีริกธาตุก็ได้เสด็จมาเพิ่มใหม่อีกองค์หนึ่งทำให้พรเจ้ากือนาทรงปิติโสมนัสยิ่ง พระองค์ได้โปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์ที่เสด็จมาเพิ่มใหม่ไว้ ณ วัดบุปผารามสวนดอกนั้น สำหรับพระบรมสารีริกธาตุองค์เดิมนั้นต่อมาพระเจ้ากือนาทรงโปรดให้สร้างพระบรมเจดีย์ไว้บนเขาจอมดอยสุเทพ ซึ่งก็คือพระธาตุดอยสุเทพปัจจุบัน

รวมความได้ว่า พระบรมสารีริกธาตุได้ถูกเก็บไว้ที่วัดพระยืนลำพูน โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ถึง 21 ปี จึงปรากฏออกมาให้รู้ให้เห็นอีกครั้ง

เมื่อครั้งพระสุมณะเถระยังครองวัดพระยืนอยู่นั้น ได้สร้างพระยืนคือพระพุทธรูปอัฏฐารส ขึ้นอีก 3 องค์ รวมกับพระอฏฐารองค์เดิมเป็น 4 องค์ โดยให้ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ทิศใต้ ทิศเหนือ เพื่อเพิ่มความสง่างามให้แก่พระเจดีย์มหาพลเป็นที่ยิ่ง

ตำนานมูลศาสนาหน้า 243 ได้ว่าไว้ว่า “พระมหาสุมณะเจ้าคำนึงฉนี้ พระพุทธรูปเจ้ามีตนเดียวฉะนี้ดูไม่ควรนา กูจะไปชวนพระยาแปลงแถมอีก 3 องค์ ให้พอ 4 องค์จึงจะควรและกูจักแปงมหามณฑปเจดีย์สำหรับมุงเจ้ากูทั้ง 4 ไว้ จึงตั้งมั่นอยู่ตรบเท่า 5,000 วัสสา เจ้าไทคำนึงแล้ว จึงให้มาบอกแก่พระยาพระผู้ครองเมืองได้ยินคำอันนั้นก็มีใจยินดียิ่งนัก จึงให้มนตรีและคนเวียก(กรรมกร) ทั้งหลายไปเพื่อทำหัตถกรรมนั้น แล้วเจ้าไทก็ให้ตั้งดินและอิฐให้เป็นภาค แล้วก่อมหาเจดีย์เา ดังนั้น ก็ให้ก่อรูปพระยืน เจ้า 3 ตน ตนหนึ่งหันหน้าไปหนใต้ ตนหนึ่งบ่ายหน้าไปทางเหนือ ตนหนึ่งบ่นหน้าไปหนตะวันตก ซึ่งองค์เดิมที่อยู่นั้นหันหน้าไปทางทิศตะวันออกในชินกาลมาลีปกรณ์หน้า 192-193 กล่าวว่า “ฝ่ายพระเจ้ากือนามหากษัตริย์ พระองค์จึงให้สร้าง ซึ่งพระพุทธรูป 4 พระองค์ไว้ในวิหารใหญ่ ฝ่ายข้างบูรพาทิศแห่งหริภุญชัย เอกติสาธิเก สตตสตกราเชในศักราช 731(พ.ศ.1912) ตรงกับตำนานมูลศาสนา”

ตำนานมูลศาสนาได้ยกย่องสรรเสริญพระมหาเถรไว้เป็นอันมากว่า “พระมหาเถรนั้นเปรียบเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า ลำดับต่อจากพระศรีการย์เมตรไตรย ซึ่งท่านก็ได้ทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาทั้งในเมืองลำพูนและเชียงใหม่อย่างเอนกประการในตอนท้ายสุด ตำนานมูลศาสนายังได้บันทึกไว้ว่า พระมหาเถรได้ถึงแก่มรณะภาพในปี พ.ศ. 1936

บริเวณวัดพระยืนอันร่มรื่นและเงียบสงบ ขลึมขลังนอกจากจะมีศาสนสถานอันสำคัญและรื่นรมย์แล้วยังมีการขุดพบหลักศิลาจารึก ซึ่งเป็นอักษรไทยมอญสุโขทัยในหลักศิลาจารึกบอกศักราชปีที่จารึกว่า เป็นปี พ.ศ. 1913 มีใจความที่สลักจารึกความว่า ในปี พ.ศ.2912 พระจเากือนามหาราชผู้ครองเมืองเชียงใหม่พร้อมกับพระสุมนเถระได้ทำการก่อสร้างพระพุทธรูป ยืนองค์ใหญ่เทียมเากับพระพุทธรูปองค์เดิม ที่ยืนหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เพิ่มขึ้นอีก 3 องค์ด้วยกันให้ครบเป็น 4 องค์ ซึ่งได้ผินพระพักตร์ไปในทางทิศต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว มีการซ่อมสร้างประสาทหลังหนึ่งนั่นก็คือพระเจดีย์ที่ประดิษฐาน พระอัฏฐารสทั้ง 4 นั้น งานทั้งหมดแล้วเสร็จสมบูรณ์เมืองปี พ.ศ.1913 ของกลางเดือน 3
 
 
สำราญ กาญจนคูหา ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
   
   
ติดต่อโฆษณา | ส่งความคิดเห็น About Us | Shopping | Lannaworld Mail   
มีข้อแนะนำ ติชม ติดต่อได้ที่ : webmaster@lannaworld.com
 
© 2002 lannaworld.com All rights reserved. สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ (โลกล้านนา)