
|
|
|
กว่าง..มาจากแผ่นดินล้านนา
(จบ)
|
บางคนนำกว่างมาจากบ้านเพื่อนำมาเปรียบกับกว่างตัวอื่น
ๆ คนที่มาตลาดนี้โดยส่วนใหญ่จะคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาหลายปี
คนที่มีกว่างติดตัวมาก็จะนำกว่างมาเปรียบเทียบสัดส่วนกัน เมื่อเห็นว่าขนาดพอเป็นคู่ต่อสู้กันได้
โดยดูที่ขนาดลำตัว ความยาวและความหนาของเขาบนและเขาล่าง การชนกว่างก็เริ่มขึ้น
ราว 11 โมง
ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งบอกว่าเป็นคนเมืองแพร่นำกว่างของเธอลงไม้คอนด้านหลังที่นั่งของลุงอ้วน
ชายอีกคนทรุดนั่งตรงข้ามปล่อยกว่างฮักลงบนไม้คอนท่อนเดียวกันเท่านั้นเอง
หนุ่มน้อยใหญ่ก็เข้าห้อมล้อมโดยอัตโนมัติ
ผลัดเปลี่ยนกันดมกว่างแม่อู้ด
เจ้าของกว่างทั้งสองฝ่ายใช้ไม้ผั่นหมุนหน้าเขาซ้ายขวาและหมุนด้านข้างลำตัวเพื่อให้กว่างเดินหน้าถอยหลังและเลี้ยวซ้ายขวา
ตลอดจนใช้ไม้ผั่นงัดด้านหน้าของกว่างเพื่อให้กว่างงัดตอบ เป็นการอุ่นเครื่องเหมือนนักมวยและนักกีฬาทั่วไปราว
3-4 นาที ขณะเดียวกันก็เอามือข้างหนึ่งป้องไว้มิให้กว่างอีกตัวเข้ามาชน
จากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น
กว่างทั้งสองกางเขาบนล่างออก แล้วหาจังหวะเข้าหนีบฝ่ายตรงข้าม จังหวะฝีมือก็วัดกันตรงนี้
นั่นคือ ตัวที่เก่งกว่าต้องเลือกมุมเข้าหนีบให้ถนัด นั่นคือเขาล่างสอดลึกเข้าไปที่ยอดอกของคู่ต่อสู้
หรือหนีบที่โคนขา กว่างมี 6 ขา ขณะที่เขาหนีบ ก็จะออกแรงดัน ขาหน้าทั้งสองก็จะตะปบขาของคู่ต่อสู้เพื่อเกาะที่มั่นหรือกดขาของคู่ต่อสู้ไว้
เมื่อทั้งสองสวมเขาเข้าหนีบกันพอดี
ๆ เรียกว่ากำลังคามกัน กว่างทั้งสองฝ่ายก็จะออกแรงหนีบและดันกันอย่างดุเดือด
พร้อมกับส่งเสียง ซี้ ซ้า
ซ้า
ระหว่างนั้น กติกาคือเจ้าของกว่างทั้งสองฝ่ายจะไม่มีสิทธิใช้ไม้ผั่นไปถูกร่างกายส่วนของกว่าง
แต่จะใช้ไม้ผั่นเคาะไม้กอนหรือหมุนไม้ผั่นกับไม้กอน เกิดเสียงดังระรัวปลุกเร้าใจนักสู้ของกว่างและผู้ชม
โดยทั่วไป
การต่อสู้จะเริ่มต้นใหม่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอยไปติดด้านหนึ่งของไม้กอน
หรือถูกหนีบ ขาหลุดลอยตัวกลางอากาศแล้วผลัดตกลงจากไม้กอน
การต่อสู้แต่ละครั้งจะนับเป็นคามแลฃะมักจะให้สู้กัน
8 คาม หากไม่มีฝ่ายใดถอยหนี ก็ถือว่าเสมอกันไป แต่บางครั้งเจ้าของอาจจะตกลงกันว่า
สู้กันสัก 2-3 คามเป็นการจามกัน (จามแปลว่าการทดลองชนกันเพื่อดูลีลาไม่เอาจริง)
ท่ามกลางเสียงซี้
ซ้า ซี้ ซ้า เสียงไม้ผั่นระรัว และเสียงเฮเป็นระยะของกองเชียร์ผมก็ได้เห็นผู้คนต่อสีนั้น
รองสีนี้ หรือเสมอสีนั้น (ตามสีเสื้อของเจ้าของกว่าง) 20, 30, 50, 100 บาท
ตามความเข้มข้นของการโรมรันพันตู
เจ้ากว่างซ้งของสาวเมืองแพร่ดูจะหนากว่านิดหน่อย
จึงมีคนต่อ 5-4 กระทั่ง 3-2 แต่เมื่อผ่านไป 4 คาม เจ้ากว่างฮักของชายเสื้อสีน้ำเงินก็ยังทะมัดทะแมง
ไม่ยอมแพ้ กระทั่งสามารถหนีบกว่างเมืองแพร่ให้ลอยขึ้นกลางอากาศได้ ราคาก็ลดลงมาที่เสมอกันสำหรับคนที่พนันตอนหลัง
แต่แล้วเจ้ากว่างฮักก็ถอยหนีไปในคามที่หกของการต่อสู้
คราวนี้ ก็มีการชนกว่างให้ชมอีกหลายคู่ติดต่อกัน
เหมือนกับจะบอกว่ายิ่งถึงเวลาพักเที่ยง ที่จะมีคนมามากขึ้น เวทีนี้รับรองว่าสู้กันมันหยดแน่นอน
แรก ๆ ผมเห็นเขาเอากว่างมาชนกันนึกว่าแถวนี้
ไม่มีการเล่นพนัน ที่ไหนได้ครับสักพักเดียว แบ๊งค์ 20 บาท 50 บาทก็ปลิวว่อน
แต่แน่นอนว่า ปริมาณเงินที่พนันกันต้องมีน้อยกว่าที่บ่อนชนกว่างจริง ๆ หลายเท่า
11.50 น.
ผมเห็นสามเณร 4 รูปเดินในเพิงขายไม้กอน ผมจึงเข้าไปสังเกตการณ์ที่สุดเณรกลุ่มนี้ก็ซื้อไม้กอนชนิดถูกที่สุด
คือ 30 บาทไป 1 ท่อน ผมถามว่ามาจากวัดไหน พวกเณรก็ใจกล้าพอโดยไม่คิดว่าผมจะไปฟ้องเจ้าอาวาส
ว่าพวกเขามาจากวัดพระนอนหนองผึ้งสารภี
อืม
นี่แหละครับ
สามเณรในล้านนาอายุ 12-14 ปี พ่อแม่ให้ไปบวชเรียน ธรรมเนียมล้านนาดั้งเดิมไม่เคยเคร่งครัดกับสามแณรอยู่แล้วหลายครั้งโดยเฉพาะในอดีต
ผมเห็นเณรเดินกลับบ้านไปกินข้าวเย็นร่วมกับพ่อแม่ แล้วก็กลับไปที่วัด
ป้านภาเล่าว่าเธอเริ่มขายอ้อย
ขายกว่าง เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่บริเวณริมฝั่งน้ำแม่ปิงใกล้สะพานนวรัฐ
ที่นั่นมีคนไปเยี่ยมชม ซื้ออ้อยซื้อกว่าง จามกว่าง ชนกว่าง มีสื่อมวลขนนำไปออกรายการโทรทัศน์
มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและชาวไทยไปชมกันเป็นคณะ ๆ
แต่แล้วฝ่ายบ้านเมืองร่วมกับฝ่ายสภาคริสตจักรที่อยู่ใกล้
ๆ ก็เข้าไปตกแต่งพื้นที่ริมน้ำแม่ปิงให้สวยงาม และไม่ยอมให้ตลาดกว่างตั้งที่นั่นอีกต่อไป
ส่วนใหญ่ของการผลักไสเกิดจากความเห็นของบางฝ่ายที่ว่าการเอากว่างมาเลี้ยงและนำมาชนกันเป็นการทารุณสัตว์
เป็นความป่าเถื่อนอันหนึ่งของสังคมไทย อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าการเล่นพนันเป็นอบายมุขที่สังคมไทยไม่ควรอนุญาต
ดังนั้น การปล่อยให้มีตลาดกว่าง ณ จุดนั้นจึงเป็นความอับอายของบ้านเมือง
บ้านเมืองไม่ควรเปิดเผยจุดด้อยเหล่านี้ให้คนต่างชาติได้เห็น และปล่อยให้มีการเล่นพนัน
ซึ่งเป็นการมอมเมาเยาวชน
แต่การเล่นกว่าง
ชนกว่าง และการเล่นพนักเล็ก ๆ น้อย ๆ มีมาในล้านนาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว
เราจะมีท่าทีต่อปัญหานี้อย่างไรก็ควรจะต้องพิจารณาหลาย ๆ ด้าน
สังคมล้านนามีความเป็นชนบทมาก
มีป่าเขามาก มีประชาชนอยู่ในภาคเกษตรเป็นจำนวนมาก กว่างเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน
ที่ชาวนารอคอยการเก็บเกี่ยว การเล่นกว่างและชนกว่างจึงเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง
เราควรจะเข้าใจวิถีชีวิตส่วนนี้ของชาวบ้านอย่างไร
ใครจะเป็นคนตัดสินให้เขา จะใช้มุมมองแบบตะวันตกเรื่องการทารุณสัตว์ จะต้องปรับระบบการศึกษาอย่างไรให้คนล้านนาเข้าใจ
ด้วยเหตุและผล หรือจะควบคุมการละเล่นดังกล่าวให้อยู่ในขอบเขต หรือจะรื้อทิ้งสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องเปิดการประชุมปรึกษาหารือ
หรือจะรื้อทิ้งสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องเปิดการประชุมปรึกษาหารือ และถือว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องน่าอาย
เป็นปัญหาร้ายแรงหรือเพียงเพราะว่าการชนกว่างและเล่นพนักที่โจ่งแจ้งในสาธารณะจึงต้องกำจัด
แต่หากเป็นการผลิตยาบ้าหรือซ่องโสเภณีนั้น ไม่ประเจิดประเจ้อ ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะจัดการ
และถ้าหากจะมีใครรู้สึกอายฝรั่งก็คงต้องถามว่าประเพณีที่พวกฝรั่งปล่อยวัวกระทิงให้วิ่งไปตามถนน
ไล่ขวิดคนที่วิ่งอยู่ในซอยแคบ ๆ ทุกปีนั้น หรือการเอาคนต่อยมวยกัน 12-15
ชก หรือเอาฝรั่งมาเล่นมวยปล้ำ หักแขนหักขากระโดดจากเชือกบนเวทีมวย ลงไปใส่หน้าคู่ต่อสู้ที่กำลังนอนเจ็บอยู่
อย่างนั้น เราเรียกว่าฝรั่งทำทารุณกรรมหรือไม่ สังคมควรจะทำอย่างไร ทว่า
สุดท้าย
ถ่อค้าแม่ค้าที่ขวายกว่าง ขายอ้อย ขายไม้ผั่นและไม้กอนเหล่านี้ก็ถูกไล่ไปโดยไม่มีจุดหมาย
หลายปีก่อน พวกเขาไปตั้งตลาดริมถนนดอยสะเก็ดเก่าหลังสนามฟุตบอลโรงเรียนปรินส์รอยฯ
ซึ่งมีต้นฉำฉาร่มครึมหลายต้นว่ากันว่าในที่สุด โรงเรียนที่อยู่ใกล้ ๆ กับเทศกิจของเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ผลักใสอีกครั้ง
คราวนี้เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นว่าจุดนั้นอยู่ใกล้โรงเรียนและดึงนักเรียนวัย
8-12 ปี ให้หนีโรงเรียนมาชมกว่างจนไม่เป็นอันเรียนหนังสือ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ
การที่เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ ผู้คนมีกำลังซื้อมาก กว่างจากที่ต่าง ๆ จึงมีราคาสูงในเมืองนี้
และการที่มีบ่อนกว่างถึง 5-6 แห่งไม่ว่าจะเป็นที่แม่ริม แม่กวง และแม่ก๊ะใต้
ดอยสะเก็ด หางดง และบนถนนพร้าวสายใหม่ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเมื่อกว่างดี
ๆ มีราคาถูกส่งเข้ามาขายที่นี่
ป้านภาเธอบกว่าหลายปีมานี้
เอาอ้อยกับกว่างไปวางขายที่ไหนก็ถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจไล่จับ ประเด็นมีว่าในเมื่อแผ่นดินนี้มีทั้งอุปสงค์คือคนที่อยากเล่นกว่างและชอบชนกว่างกับอุปทานคือมีกว่าง
อ้อย ไม้กอน และไม้ผั่น คอยสนอง จังหวัด เทศบาล และฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวควรดำเนินการอย่างไร
สังคมจะจัดสถานที่สักแห่งให้การละเล่นนี้ดำเนินต่อไป
บ่าย 5 โมงวันพฤหัสที่
26 กันยายน ผมไปเยือนตลาดกว่างอีกครั้ง
แทบไม่น่าเชื่อว่าคราวนี้จะมีคนเดินไปมาเต็มตาด
เลิกงานแล้วนั่นเองที่ทำให้คนนิยมกว่างทั้งหลายเดินทางไปที่นั่น มีนักเรียนและนักศึกษาเดินไปมาหลายสิบคน
มีผู้หญิงบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย
หลังโต๊ะของลุงอ้วน
มีคนมุงดูการชนกว่าง 2 กลุ่มใหญ่ แสดงว่ากำลังมีการต่อสู้กันถึง 2 เวที บริเวณเสาของเพิงด้านขวาของลุงอ้วน
ผมเพิ่มเห็นประกาศนียบัตรในกรอบสีน้ำตาลเข้ม เขียนว่า สถาบันราชภัฏเชียงรายได้จัดการประชุมและนิทรรศการ
เรื่องกว่าง กีฬาพื้นบ้านกับวิถีชีวิตคนล้านนาและแสดงความขอบคุณต่อนายนิยม
ชื่นใจดี (ลุงอ้วนของนักนิยมกว่างทั้งหลาย) ที่ได้สนับสนุนการจัดงานครั้งนั้น
ประกาศลงวันที่ 23 ตุลาคม 2544
แถมมีลายเซ็นต์ของผศ.พร.มาณพ
โฆษิตวิไลธรรม อธิการบดีคนเก่งของสถาบันราชภัฏเชียงราย และนายไพรัช ดิษฐะบำรุง
นายกองค์กรกว่างโลก ว้าว
อะไรจะปานนั้น อยู่ที่ไหนนี่
แล้วผมก็เพิ่งมองเห็นรถตู้สีขาวจอดอยู่ข้าร้านของป้านภา
รอบรถตู้คันนั้น มีรูปกว่างตัวใหญ่นับสิบตัวติดทั่ว ป้านภาเล่าว่ารถคันนั้นเป็นของเธอ
ลุงอ้วนตั้งใจจะขับไปโชว์ที่นิทรรศการเชียงราย แต่ลุงอ้วนไม่สบายเป็นโรคไตเลยอดไป
แต่ก็ส่งอุปกรณ์เกี่ยวกับกว่างไปช่วยงาน
แล้วผมก็มองเห็นกล่องพลาสติกแขวนอยู่ที่ร้านป้านภา
ข้างในมีกว่างซางตัวเมีย 10 กว่าตัวสีน้ำตาลอ่อนแกมดำกำลังกินอ้อยก็เลยถามว่าเอามาทำไม
ป้านภาบอกว่าอุ๊ย ไม่รู้อะไร แกนี่ ญี่ปุ่นมากันที สั่งกว่างซาง กว่างสามเขา
และกว่างหนีบอย่างละ 100-200 คู่ พวกเขามาสั่งกันทุกปี เขาเอาไปทำวิจัย
เธอบอก
หา
นีแปลว่าแล้วกว่างซ้ง
กว่างฮัก ที่เป็นนักสู้ชั้นยอดของล้านนาละที่เขาไม่สั่งแปลว่าเขาเคยสั่งหลายปีมาแล้ว
และได้ค้นคว้าทำวิจัยจนรู้จักกันหมดแล้วใช่ไหม
นี่แปลว่าที่เรามัวรังเกียจเรื่องทารุณสัตว์และการเล่นพนันและไล่พ่อค้าแม่ค้าขายกว่างขายอ้อย
ให้พวกเขาต้องไปเผชิญชะตากรรม โดยฝ่ายบ้านเมืองไม่เคยมีใจคิดจัดหาบริเวณที่เหมาะสมให้เขานั้น
ต่างชาติมันเข้ามาทำอะไรเราไปถึงไหนแล้วนี่
แล้วสถาบันอุดมศึกษา
6-7 แห่งในเชียงใหม่รู้จักกว่างกันบ้างไหม
โอ้ บ้านเมืองป้านภาไม่มีเวลาเล่าอีกแล้ว
ลูกค้ายืนคอยซื้ออ้อยอยู่นับสิบคน
ผมไปเยี่ยมลุงวรรณ
ไม้ผั่นร้อยกว่าอันที่ผมเคยเห็น เหลือ 4-5 อันเท่านั้น ลุงแก้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่บอกว่าวันนี้ได้เงิน
600 กว่าบาท ข้าง ๆ ผมมีเด็กผู้หญิงวัย 6-7 ขวบยืนร้องไห้อยู่มีพี่สาววัยราว
10 ขวบยืนข้าง ๆ ในมือมีท่อนอ้อยและกว่าง 1 ตัวเกาะอยู่ สอบถามปรากฎว่าเป็นครอบครัวเกาหลี
แม่พามาเพราะเด็กไทยที่โรงเรียนเอากว่างไปอวดเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนอินเตอร์ฯ
เด็ก ๆ ต่างอยากได้จนแม่ต้องพามา
แม่มาหาซื้อกว่างที่ราคาถูกที่สุดคนขายกว่างชาวลำพูนคนนั้นบอกว่าเดิมคิดจะขายตัวละ
30 บาท แต่ลดให้แม่บ้านต่างชาติ ขอตัวละ 20 บาทก็แล้วกัน ปรากฏว่าคุณแม่ยังสาวขอซื้อตัวเดียวให้ลูกสาวคนโต
เท่านั้นเอง ลูกสาวคนเล็กก็กรีดร้องที่ไม่ได้ของเหมือนพี่
ผมเลยครวญว่าโถ
เจ๊ เงินอีก 20 บาทซื้อให้ลูกสาวอีกคนเถอะ ผมคิดจะซื้อให้จริง ๆ ถ้าหล่อนฟังผม
พอดี แกยอม และทันทีที่ลูกสาวคนเล็กได้กว่าง เธอก็หยุดร้องทันที
ใกล้หกโมงเย็น
ผมต้องมีธุระไปอีกแห่งหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังทำงานให้กองทุนหมู่บ้านก็เข้ามาทักทาย
เขามาหาซื้ออ้อยกับไม้ผั่น เขาบอกว่ามีญาติจากกาฬสินธุ์ เอากว่างจากทางโน้นมาให้
5-6 ตัว เขาบอกว่าคนอีสานไม่รู้จักการชนกว่าง
ผมบอกว่าผมต้องไปแล้ว
วันหลังจะกลับมาใหม่ กำลังเดินไปถึงรถ รถตู้ 3 คันก็เข้ามาจอด ผู้ชายหลายสิบคนหน้าตาญี่ปุ่นหรือเกาหลีลงจากรถ
มุ่งตรงไปยังโต๊ะขายกว่างแผ่นดินเชียงใหม่หน้าฝนมือครึ้มด้วยเมฆสีเทาทะมึนไปทั่ว
แต่กว่างเรื่องเดียวก็น่าจะทำให้สติปัญญาของเราสว่างไสว
ไม่ควรจะหม่นมัวเหมือนฟ้าหน้าฝนใช่ไหมครับ
ธเนศวร์
เจริญเมืองตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
|