
|
|
|
กว่าง..มาจากแผ่นดินล้านนา
(1)
|
10 ปีที่แล้วบทความของผมชื่อ
กว่าง ปรากฏครั้งแรกในนิตยสารชื่อ ข่าวพิเศษ ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน2534
ต่อมา บทความดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อ มาจากล้านนา (พิมพ์ครั้งแรก
มิถุนายน 2536, พิมพ์ครั้งที่สอง มกราคม 2538) แทบไม่น่าเชื่อว่าบทความดังกล่าวจะผ่านฝนฟ้ามาแล้วถึง
1 ทศวรรษเศษ
10 ปีผ่านไป
แม้กว่างจะยังคงเป็นกว่าง กว่างซ้งกับกว่างฮักยังคงมีเลือดนักสู้ทุกขุมขุน
ยังคงต่อสู้และสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง กว่างตัวเมียที่เรียกว่าแม่อู้ด
ยังคงถูกจับยัดในรูเล็ก ๆ กลางไม้คอน เพื่อปลุกเร้าหัวใจของนักสู้ทั้งหลาย
เด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กชายจำนวนมากในล้านนายังคงนิยมเลี้ยงกว่างตลอดช่วงหน้าฝนแต่บริบททางสังคมหลายต่อหลายอย่างที่เปลี่ยนไปนั้น
แน่นอนว่า บัดนี้ได้เวลาที่เราต้องพูดถึงกว่างกันอย่างจริงจังอีกสักครั้ง
สายของวันอาทิตย์ที่
22 กันยายน 2545 ป้านภาก้ม ๆ เงย ๆ ตัดต้นอ้อยเป็นท่อน ๆ อย่างทะมัดทะแมง
เธอนำอ้อยที่ตัดแล้วมาวางเรียงเป็นระเบียบบนโต๊ะ อ้อยแต่ละท่อนยาว 1 ฟุต
ท่อนที่ผอมหน่อยราคาท่อนละ 2 บาท หรือ 7 ท่อน 10 บาท อ้วนขึ้นหน่อยก็ 3 บาท
หรือ 4 ท่อน 10 บาท และที่อวบอ้วนเต็มที่ราคาท่อนละ 5 บาท
ส่วนโต๊ะอยู่ข้าง
ๆ มีกว่างเกาะท่อนอ้อยตัวละท่อน ทั้งหมดมีกว่าง 20 กว่าตัว และมีท่อนอ้อยที่มีกว่างเกาะอยู่แขวนบนราวลวดอีก
10 กว่าตัว ท่อนอ้อยที่กว่างเกาะและวางบนโต๊ะ มีไม้ไผ่เหลาเสียบอยู่ ท่อนละ
2 อัน เพื่อให้อ้อยแต่ละท่อน เชิดหัวขึ้นเหมือนปืนใหญ่ และอวดกว่างที่เกาะอยู่บริเวณปลายอ้อย
ลุงอ้วนผู้เป็นเจ้าของกว่างและเป็นสามีของป้านภา
นั่งอ่านหนังสือภายในเพิงอย่างสบายอารมณ์ ยามที่คนที่แวะเวียนมาชมกว่างและซื้ออ้อยมีเพียงสองสามราย
ป้านภาบอกว่าวันเสาร์อาทิตย์
มีคนมาไม่มากนัก เนื่องจากมีบ่อนกว่างเปิดหลายแห่งผู้คนจึงไปชมการชนกว่างกันหมด
เหลือแต่นักเล่นกว่างสมัครเล่น ประเภทเยาวชน และพ่อแม่ที่หยุดงานวันสุดสัปดาห์พาลูกหลานมาชมและหาซื้อกว่าง
อ้อย และอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับกว่าง
ตามเสาจะมีป้ายเล็ก
ๆ ประกาศว่าบ่อนกว่างเปิดแล้ว เดินสำรวจจนทั่วก็พบว่ามีประกาศเพียง 2 ใบ
ใบแรกประกาศว่าบ่อนกว่างถนนแม่โจ้ใหม่ หลังห้องเย็นแหลมทองเปิดบริการแล้วทุกวันพุธ-เสาร์-อาทิตย์
ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน เป็นต้นไป อีกใบหนึ่งเป็นบ่อนกว่างแม่ก๊ะใต้ ตำบลตลาดใหญ่
อ.ดอยสะเก็ด ไม่ไกลนักจากบ่อสร้าง สันกำแพง โดยเปิดบริการทุกวันเสาร์อาทิตย์ตั้งแต่วันที่
15 กันยายนเป็นต้นไป
ที่เล่ามานี้คือตลาดขายกว่าง
อ้อย และอุปกรณ์ต่าง ๆ นับเป็นตลาดแห่งเดียวของเมืองเชียงใหม่ในขณะนี้ตั้งอยู่บนถนนทุ่งโฮเต็ล
ตรงข้ามที่ทำการชลประทาน และไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟเชียงใหม่
ป้านภาผู้เป็นโต้โผสำคัญของตลาดแห่งนี้เล่าว่าเธอเช่าที่ดินผืนนี้ขนาด
100 ตารางวาเศษมาจากนักธุรกิจรายหนึ่ง โดยเช่าที่ดินผืนนี้มาแล้ว 2 ปี ปีละ
3 เดือนจากเดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม อันเป็นเวลาที่กว่างสมควรกลับคืนสู่ธรรมชาติ
ตลาดกว่างแห่งนี้เปิดบริการตั้งแต่วันที่
1 สิงหาคมเป็นต้นมา คนที่มีกว่าง อ้อย และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาขายก็สามารถนำสินค้ามาวางได้ตลอดทั้งวันและทุกวัน
โดยจ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้แก่ป้านภาวันละ 20 บาท
สายของวันจันทร์ที่
23 กันยายน ผมไปเยี่ยมเยือนตลาดกว่างแห่งนี้อีกครั้ง มีคนเดินไปมาราว 10
กว่าคน ป้านภากำลังใช้มีดปอกเปลือกอ้อยให้แก่ลูกค้า ส่วนลุงอ้วนกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์เช่นเคย
สายวันนี้
มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งหมด 9 ราย ขวาสุดคือป้านภาขายอ้อย และอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงกว่างและชนกว่าง
ได้แก่ กาบกล้วย (ใช้ห่อหุ้มกว่างที่เกาะท่อนอ้อย โดยทั่วไป กว่างที่ได้รับบริการนี้ต้องเป็นกว่างที่มีราคาเป็นกว่างเดิมพัน)
ไม้ผั่นกว่างซึ่งมีหลายแบบด้ายหลากสีสันสำหรับมัดเขากว่างและผูกเข้ากับไม้แกะสลักสวยงามซึ่งมีหลายแบบ
เช่น ขนเม่น กระดูกควาย เขาควาย และไม้ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะไม้สักและไม้กระถิน
ไม้แกะสลักเหล่านี้ปักไว้กับท่อนอ้อย
รายที่สองคือลุงอ้วน
ลุงอ้วนนำกว่างราว 20 กว่าตัววางขายบนโต๊ะเตี้ย ๆ นอกจากนี้ ยังแขวนท่อนอ้อยที่มีกว่างเกาะอยู่หลายท่อนตัวที่อยู่บนโต๊ะตัวละ
50 , 70 จนถึง 100 กว่าบาท ส่วนที่แขวนอยู่นั้นแต่ละตัวมีราคาถึง 1,000 บาท
แสดงว่าผ่านการต่อสู้และชนะเดิมพันมาแล้ว
รายที่สามเป็นหนุ่มเชียงใหม่
ขายกว่าง 7-8 ตัว บอกว่ากว่างเหล่านั้นมาจากเหมือนจี้ลำพูน ตัวละ 30-40 บาท
รายที่สี่เป็นหนุ่มลำพูน วางกว่างบนโต๊ะ 10 กว่าตัว บอกว่าเป็นกว่างใหม่เอี่ยม
ยังไม่เคยชนกับใครเลย มาจากอำเภอดอยเต่า กว่างของเขามีที่มาจากหลายแห่ง ขึ้นอยู่กับว่ามีใครนำมาส่ง
เช่น อำเภอลี้ ลำพูน หรือดอยเต่า หรือป่าซาง หรือแจ้ซ้อน ลำปาง
เพิงถัดไปอยู่ตรงกลางตลาด
ลุงวรรณบ้านอยู่แม่คาวไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยพายัพขายไม้ผั่นกว่างอย่างเดียว
ไม้ผั่นนับร้อยอันที่วางอยู่บนโต๊ะ มีหลายชนิด ที่ทำด้วยกระดูกควายสีขาวและเขาควายสีดำ
ราคาอันละ 40 บาท ส่วนที่ทำด้วยไม้สัก ไม้เก็ดแดง ไม้มะเกลือ ราคาต่างกันไป
เช่น ไม้สักราคาถูกที่สุดเพียง อันละ 5 บาท เพราะไม้สักเป็นไม้เนื้ออ่อน
แกะสลักง่าย ส่วนไม้มะเกลือเป็นไม้หวงห้าม เป็นไม้แข็งและมีน้ำหนักดีมาก
ไม้ผั่นทำด้วยไม้มะเกลือจึงมีราคาอันละ 30 บาท
บนโต๊ะของลุงวรรณนอกจากจะมีไม้ผั่นมากมาย
ยังมีเครื่องมือเลื่อยไม้และแกะสลักนานาชนิด เรียกว่าลุงวรรณแกะไปขายไปหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปถามหาไม้ผั่นที่ทำด้วยเขาควายเผือก
ลุงบอกว่าขายหมดไปแล้ว ขอให้หมั่นแวะเวียนมาบ่อย ๆ
ลุงวรรณเดิมเป็นคนเมืองฝาง
ย้ายมาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่เมื่อ 40 ปีก่อน เดิมเป็นช่างไม้และเป็นสล่าสร้างบ้าน
บัดนี้อายุ 69 ปีแล้ว เกษียณตัวเองมาหลายปี ว่าง ๆ จึงนั่งทำไม้ผั่นได้หลายร้อยอันเพื่อจะเอามาขายสำหรับฤดูกาลนี้โดยเฉพาะ
ข้าง ๆ ลุงวรรณเป็นหนุ่มเชียงใหม่อีกคนขายเฉพาะกว่างกิกับกว่างแม่อู้ด
สัตว์เหล่านี้อยู่ในขวดน้ำพลาสติกที่ตัดด้านบนออกไปมีอ้อยท่อนเล็ก 3-4 ท่อนอยู่ในขวด
ขายตัวละ 5 บาท กว่างแม่อู้ดมีไว้สำหรับปลุกใจกว่างซ้งหรือกว่างฮักให้ชนกัน
กว่างแม่อู้ดยังเหมาะสำหรับตั้งกว่าง ส่วนกว่างกิเอาไว้สำหรับตั้งกว่างซึ่งหมายถึงนำไปล่อให้กว่างซ้งหรือกว่างฮักบินมาติด
วิธีการตั้งกว่างก็คือ ให้กว่างเกาะอ้อยแล้วนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ตอนกลางคืน
หรือใส่ในกะลาที่มีอ้อยหรือกล้วยนำไปแขวนไว้ หรือหากขี้เกียจเดินไปแขวนตามต้นไม้
ก็แขวนตรงชายคาบ้าน
คนที่ทนรอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นไม่ไหวก็อาจออกไป
ใจกว่าง (ใจแปลว่าเยี่ยมเยือน) ยามดึก แต่เวลาที่ดีที่สุดที่จะได้กว่างก็คือ
เวลา 4 นาฬิกาเศษ ขืนไปช้ากว่านั้น กว่างใหม่ที่บินมาเกาะหากินอาจจะบินจากไป
ว่ากันว่าเด็กชายที่หลงใหลกว่างอย่างมากจะขยันตื่นเต่เช้ามืดในช่วงนี้
เพื่อหวังจะได้กว่างฮักหรือกว่างซ้งตัวสวย ๆ สักตัวสองตัว และไม่ยอมหลับนอนจนสว่างเพราะตั้งกว่างไว้หลายแห่ง
ด้วยเหตุนี้นักเรียนชายวัย 8-10 ปี ที่ตั้งกว่างจึงมักนั่งสับปะหงกในห้องเรียน
ครูคนไหนไม่เข้าใจปรากฏการณ์นี้ก็อาจจะปลื้อมใจที่ลูกศิษย์น่ารักขยันอ่านหนังสือจนดึกดื่น
รายที่เจ็ดเป็นหนุ่มเชียงใหม่แต่ขับรถขึ้นไปถึงอำเภอฝางตั้งแต่เช้ามืด
ไปได้กว่างเมืองฝางมา 40 กว่าตัว นอกจากกว่างที่วางโชว์อยู่ 20 กว่าตัว เขายังขายอ้อย
และกาบกล้วยในราคาเดียวกับของป้านภา
รายที่แปดขายก๋วยเตี๋ยว
แต่เจ้าของไม่ราบว่าหายไปไหน แต่ตอนนั้นเวลา 10 โมงกว่า เจ้าของคงเห็นว่าไม่มีใครสั่งอาหารกิน
รายสุดท้ายเป็นคนแม่คาวเช่นกัน
ขายกว่าง อ้อย ไม้ผั่นกว่างหลากสีสัน ด้ายกับไม้แกะสลักหลากสี กว่างร้านนี้มาจากเชียงราย
แพร่และน่าน คนขายบอกว่ามีคนเอามาส่งทุก ๆ 2-3 วัน บางทีก็มีกว่างมาจากอำเภอเถิน
ลำปาง
พิเศษสำหรับร้านนี้ก็คือไม้กอนหรือไม้คอน
ซึ่งทำจากไม้ปอเอาเปลือกออก ตรงกลางด้านล่างเจาะเป็นช่องเพื่อให้กว่างแม่อู้ดตัวเมียเข้าไปอยู่ข้างใน
ตรงกลางด้านบนของไม้คอนจะมีหลุมเล็ก ๆ ให้กว่างตัวผู้ที่เกาะได้ดมกลิ่นกว่างแม่อู้ด
ไม้กอนยาวตั้งแต่ฟุตเศษไปจนถึง
4 ฟุต ราคาตั้งแต่ 30 บาทไปจนถึง 300 บาท
ที่พิเศษอีกอย่างก็คือ
ที่ดื่มกินน้ำตาลของกว่าง ทำด้วยไม้สักแกะเป็นรูปคล้ายปิรามิดแต่ยอดไม่แหลมเปี๊ยบ
มีขนาดเท่าฝ่ามือคนด้านบนมีร่องลึกลงไปขนาด 1 คูณ 2 นิ้ว ผมไม่เคยเห็นมาก่อนไม่ว่าจะเป็นที่ไหน
นี่ก็คือนวัตกรรมใหม่เอี่ยมของนักเล่นกว่าง คือที่สำหรับกว่างตัวผู้เกาะเพื่อดื่มกินน้ำหวาน
เจ้าของจะบีบอ้อยให้น้ำหวานขังในแอ่งนั้น ให้กว่างนักสู้ได้ดื่มกินเป็นการบำรุงกำลัง
นวัตกรรมนี้ราคาอันละ 20 บาท
คนที่เดินไปมาในตลาดมีหลายประเภท
บ้างก็ไปหาซื้ออ้อย บ้างก็หาซื้อไม้ผั่นและอุปกรณ์อื่น ๆ บ้างก็มาชมกว่างเผื่อเจอตัวที่ถูกใจ
หนุ่มลำพูนที่บอกว่าได้กว่างมาจากดอยเต่าคุยว่ากว่าง 2 ตัวที่เขาเพิ่งได้มานี้สวยที่สุด
ราคาตัวละ 500 บาท และเล่าว่าเมื่อวานมีคนเชียงรายขับรถมาจากเชียงแสนต้องกลับไปมือเปล่า
แต่กว่างงามจากดอยเต่าเพิ่งมาถึงเช้าวันนี้เอง
ธเนศวร์
เจริญเมืองตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ
|