|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
100
ปีที่ผ่านมา นับแต่ทางการห้ามสอนตัวเมืองในโรงเรียนและวัด ส่งผลให้คนล้านนาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อ่านภาษาของตัวเองไม่ออก
และกำเมืองก็ค่อย ๆ หายไปในภาษาพูดของชุมชนล้านนา โดยเฉพาะในชุมชนเมืองเชียงใหม่และลำปางซึ่งถูกระบบรวมศูนย์อำนาจป้อยอว่าเป็นเมืองที่ทันสมัยยิ่งกว่าเมืองใดใดในภาคเหนือ
และศิลปวัฒนธรรมของคนเมืองที่ถูกย่ำยี ถูกดูหมิ่นและถูกละทิ้งด้วยวิธีคิดแบบส่วนกลางนิยม
(Centralism) และแม้แต่คนเมืองด้วยกันเองหลายคนก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของวิธีคิดดังกล่าว แต่นับตั้งแต่
พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา ล้านนาก็ไม่เหมือนเดิม ท่าทีต่อคนเมืองก็ไม่เหมือนเดิม
และความเป็นคนเมืองก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ปี้อ้ายจรัล
มโนเพ็ชร คนนี้แหละที่ร้องเพลงกำเมืองโด่งดังไปทั่วประเทศ ปลุกคนเมืองและล้านนาให้ตื่นขึ้นมา
และทำให้คนภาคอื่นรู้จักคนเมืองและล้านนา ปี้อ้ายจรัลคนนี้ได้บอกเราว่าความเป็นคนเมืองและศิลปวัฒนธรรมของล้านนานั้นคือเลือดเนื้อของเรา
คือความภาคภูมิใจของเรา คืออารยธรรมที่บรรพชนของเราได้สร้างไว้ และเราผู้เป็นลูกหลานจะต้องปกปักรักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไป ขณะที่ศิลปินคนเมืองคนอื่น
ๆ ทำให้เราหัวเราะและให้ได้คิดบ้าง แต่ปี้อ้ายจรัลปลุกเราให้ตื่น ไม่เพียงทำให้เราได้คิด
แต่ต้องคิด คิดถึงชีวิตและท้องถิ่นของคนเมืองว่าเป็นมาอย่างไร และตั้งคำถามต่อว่าแล้วตัวเรา
และท้องถิ่นของเราจะพัฒนาไปทางใด เราเคยคิดบ้างไหม
รัฐจัดการศึกษามาเกือบ 100 ปี หลายสิบปีมานี้ ล้านนามีสถาบันอุดมศึกษาเกิดขึ้นหลายแห่ง
ผลิตบัณฑิตออกมาหลายหมื่นคน แต่คนที่ทำให้เราคิดถึงชีวิตและท้องถิ่นของเราหาใช่คนอันเป็นผลผลิตของระบบเหล่านั้นไม่ ขณะที่คนสวมเสื้อครุยมีรูปสวย
ๆ ตั้งโชว์ในห้องรับแขกพูดถึงรัฐ ประเทศและโลก คนอย่างปี้อ้ายจรัลพูดถึงชีวิต
เลือดเนื้อ ท้องถิ่น และความเป็นคนเมืองอันเป็นสิ่งที่คนสวมเสื้อครุยกลับถูกระบบปิดกั้น
ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จนแทบไม่รู้จักตนเองและท้องถิ่นของตนเอง ช่วงปี
พ.ศ. 2520 - 2522 จึงเป็นช่วงแห่งการฟื้นฟูอัตลักษณ์คนเมือง (Khon Muang
Renaissance) โดยมีปี้อ้ายจรัล มโนเพ็ชรเป็นผู้นำ และขอให้สังเกตว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นที่การเปิดเทปเพลงที่กรุงเทพฯ
อันเป็นศูนย์กลางของรัฐรวมศูนย์อำนาจที่มีพลังในการกระจายเสียงเพลงออกไปทั่วประเทศให้คนรู้จักและยอมรับ
ถ้าหากงานเปิดตัวนี้ทำที่เชียงใหม่ ขบวนการฟื้นฟูดังกล่าวก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ปี้อ้ายจรัลได้ทำงานมาตลอดจนเกือบครบ
25 ปีที่ผ่านมา แล้วเขาก็จากพวกเราไป "สำเนียงแบบนี้
ดนตรีแบบนี้..อีกนานแค่ไหนที่จะหาคนมาทดแทนเขาได้ หรือว่ามันจะไม่มีอีกแล้ว?"
(ผู้จัดการรายวัน 4 กันยายน 2544 หน้าบันเทิง) "การจากไปของคุณจรัล
เป็นเรื่องที่สูญเสียในหลาย
ๆ อย่าง ทั้งในแง่ตำนานและมิติทางดนตรีที่มีรูปแบบเฉพาะตัว..และ..เหมือนเป็นการสิ้นเสียงซึงแห่ง
ล้านนา" (นันทขว้าง สิรสุนทร, "หน้าม่านมายา" กรุงเทพธุรกิจ
5 กันยายน 2544) "เพลงของจรัลทั้งเนื้อร้องและทำนองงดงาม
หลายเพลงราวกับบทกวี..อายุสั้น แต่ผลงานยาว" (สันติ เศวตวิมล, ผู้จัดการรายวัน
5 กันยายน 2544 หน้า 11) "จรัลมีชีวิตอยู่สร้างสรรค์สิ่งดี
ๆ ให้กับสังคมไทยใน 3 ด้าน นักดนตรี นักแสดง และนักอนุรักษ์" (มติชนรายวัน
5 กันยายน 2544 หน้า 2) "การที่จรัลเขียนเพลงออกมาเป็นภาษาเหนือ
แต่ทำให้คนทั่วประเทศชื่นชมและสนุกกับงานของเขาได้ จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์"
(ต่อพงษ์ เศวตามร์, ผู้จัดการรายวัน 7 กันยายน 2544) "ดาวร่วงจากรวงรุ้ง"
(ประภัสสร เสวิกุล, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 7-13 กันยายน 2544) "สำหรับคนเมืองและชาวเหนือ
จรัล มโนเพ็ชรคือแก้วเมือง แสงเมืองอันเลอค่า ที่เกิดและอุบัติขึ้นเพื่อประดับไว้ในหน้าหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของตำนานศิลปะศิลปินเมืองเหนือ"
(ทองธัช เทพารักษ์, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 7-13 กันยายน 2544) "จรัล
มโนเพ็ชร น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติ
เพราะบทเพลงของเขามีการพัฒนาผสมผสานความเป็นพื้นเมืองกับอิทธิพลของดนตรีตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
แยบคาย สู่ความร่วมสมัยได้แบบมีคุณภาพและสู่หัวใจคนฟัง" (เฮง ปลันด้า,
สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 7-13 กันยายน 2544) "ด้วยผักบุ้งของอุ๊ยคำนั้นมีชีวิต
เมื่อวันที่ 'แลงแดดอ่อน' ไม่มีอุ๊ยคำไปเก็บไปกำอีกแล้วนั้น "หมู่ผักบุ้ง"
ก็พร้อมใจกัน 'ยอดซมเซาซบบ่ไหว' อาลัยให้กับจรัล มโนเพ็ชร" (เนาวรัตน์
พงษ์ไพบูลย์, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 7-13 กันยายน 2544) "งานของจรัล
มโนเพ็ชร ฟังแล้วงดงาม อ่อนหวาน บางทีขำ ๆ ลึก ๆ แต่ได้จินตนาการละเมียดละไมมาก
ๆ " (สุจิตต์ วงษ์เทศ, มติชนสุดสัปดาห์ 17 กันยายน 2544) "ตอนนั้นผมอยู่ที่หนองคาย
ชั้น ม.ศ.4 ได้ยินเพลงสาวมอเตอร์ไซค์ ฟังครั้งแรกรู้สึกแปลก ๆ เพราะเป็นภาษาเหนือ
เกิดความรู้สึกอยากฟังอีก พอฟังอีกและจับใจความได้แล้ว เกิดความรู้สึกเห็นภาพของทัศนะของหนุ่มสาว
ซึ่งมีเรื่องบริโภคนิยม วัตถุนิยมเข้ามาในท้องถิ่น ฝ่ายสาวชอบความสะดวกสบาย
โก้เก๋ ฝ่ายชายก็อยากจะได้วัตถุนั้นมาเพื่อจะเอาชนะใจสาว" (หนุ่มหนองคายย้ายมาเป็นเขยเชียงใหม่
วัย 35 ปี 10 กันยายน 2544) "ชอบเพลงจรัลทุกเพลง
บางเพลงโดนใจสุด ๆ สมัยนั้นพวกผู้หญิงชอบมีน้องบ่าวเป็นแฟชั่น มีแฟนไม่ได้
ไม่กล้า ไม่ไว้ใจ ผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบ มีน้องบ่าวนี่ดีหลายอย่าง เอาไว้คุ้มกัน
และวานไปทำนั่นทำนี่ให้ ส่วนน้องบ่าวก็ชอบมีพี่สาว มันเท่ดี สังคมเมืองเชียงใหม่สมัยนั้นเป็นอย่างที่จรัลว่าไว้
เพลงพี่สาวครับโดนใจคนรุ่นนั้นหมด" "หนุ่มเชียงใหม่วัย 52 ปี 10
กันยายน 2544) "เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก-วัยรุ่น
รู้สึกว่าเพลงอ้ายจรัลเชย ไม่ทันสมัย แต่ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัยรู้สึกชอบเพลงของเขา"
(สาวเชียงใหม่วัย 28 ปี 10 กันยายน 2544) "เพลงของอ้ายจรัลทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนเป็นเด็ก
ตอนนั้นอายุ 11 ขวบ เมืองเหนือสมัยปี 2519 เราปั่นรถถีบ ใครมีมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนก็ถือว่าบ้านต้องมีฐานะร่ำรวย"
(หนุ่มเชียงใหม่รับราชการ วัย 35 ปี 12 กันยายน 2544) "งานของอ้ายจรัลทำให้รู้สึกไม่อายที่จะพูดคำเมืองกับคนเมืองด้วยกันไม่ว่าจะไปอยู่จุดไหนของประเทศ"
(สาวนักธุรกิจจากเชียงราย 12 กันยายน 2544) "ชอบเพลงอุ๊ยคำเพราะสอนให้สำนึกบุญคุณผู้เลี้ยงดูเรา
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นแม่
การทอดทิ้งพ่อแม่ยามแก่เฒ่าไว้ให้อยู่เดียวดาย ไม่ดูและท่าน
ให้ท่านต้องลำบากยามแก่ ต้องอ้างว้าง เป็นสภาพสังคมที่เสื่อมโทรม หดหู่ น่าสังเวช"
(ครูชายวัย 40 ปี 13 กันยายน 2544) สรุปว่าทั้งคนเขียนข่าว
คนเขียนหนงสือและคนเมืองที่ได้แสดงความเห็นล้วนชื่นชมผลงานของปี้อ้ายจรัล
มโนเพ็ชร การจากไปของปี้อ้ายมีแต่คนอาลัยและเสียดาย มีหลายคนสงสัยว่าจะมีใครก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินคนเมืองที่ยิ่งใหญ่เหมือนปี้อ้ายจรัล
เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ คนที่มีความรู้ความสามารถหลาย ๆ ด้านจนกระทั่งความรู้และความสามารถดังกล่าวร่วมกันสร้างเจ้าของให้กลายเป็นดาวเด่นเป็นที่ยอมรับและชื่นชมระดับประเทศนั้น
ไม่ใช่คนที่หาได้ง่าย ๆ มีหลักฐานอย่างน้อย
2 ชิ้นที่ชี้ให้เห็นฝีมือของจรัล จากคำบอกเล่าของคุณบารเมศ วรรณสัย จรัลกับคุณบารเมศพบกันครั้งแรกเมื่อปี
2522 และได้คุยกันเรื่องคร่าวพญาพรหม หลังจากนั้นทั้งสองก็กลายเป็นมิตรแก้วสหายคำกัน
ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมและประเพณี มีบทบาทสำคัญในงานสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายต่อหลายครั้ง
(อันยา โพธิวัฒน์, รักและคิดถึง จรัล มโนเพ็ชร. 2544, หน้า 105-106) อันว่าตระกูลวรรณสัยนั้น
เป็นตระกูลที่สนใจศิลปวัฒนธรรมล้านนาเป็นพิเศษ นอกจากพ่อที่เป็นปราชญ์คนหนึ่ง
ลูก ๆ ของตระกูลนี้ต่างมีบทบาทสำคัญในเรื่องศิลปวัฒนธรรมล้านนาด้านใดด้านหนึ่ง
โดยเฉพาะคุณบารเมศ ซึ่งถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เรื่องล้านนาอย่างดีเยี่ยม
ฉะนั้น เมื่อคนทั้งสองมาพลกัน ร่วมงานกันเพราะระดับฝีมือทัดเทียมกัน ทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว หลักฐานอีกอันก็คือ
ความสามารถและความพยายามของจรัลในการนำเอามิติสำคัญ 6 อย่างมารวมกันในงานที่เขาทุ่มเทให้เป็นงานใหญ่
ได้แก่ 1.ภาษากำเมือง 2.เครื่องดนตรีพื้นเมือง 3.ภาษาอันไพเราะ 4.เนื้อหาของเพลงที่มีสาระเพื่อชีวิตที่ดีกว่าและเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม
5.ท่วงทำนองที่ไพเราะ และเป็นทำนองพื้นเมือง และ 6.การใช้เครื่องดนตรีสากลหลายชิ้นมาเล่นด้วย กล่าวในภาพรวม
เพลงที่จรัลสร้างสรรค์จะต้องมีความไพเราะทางดนตรีระดับสากล งานเพลงชื่อ
"ล้านนา" และเพลงบรรเลงชุด "ล้านนาซิมโฟนี่" เป็นตัวอย่างของความพยายามที่ชัดเจนของจรัลที่จะก้าวไปสู่จุดที่งานของเขามีทั้ง
6 มิติ และดูเหมือนว่าเขามีทั้งความสามารถและความตั้งใจที่จะเข้าไปถึงจุดนั้นมากขึ้นเรื่อย
ๆ หลายปีมานี้รวมทั้ง
1 ปีที่ผ่านมาโดยไม่มีจรัล มโนเพ็ชร เพลงกำเมืองที่เผยแพร่ในวิทยุ งานแสดงและเทปที่วางขายยังคงเป็นศิลปินกลุ่มเดิมที่เรียกเสียงหัวเราะจากมุขตลกในเพลงส่วนใหญ่
ได้แง่คิดบางอย่างและความสะเทือนใจจากเนื้อเพลงที่เสียดสีสภาพสังคมปัจจุบัน
เช่น การที่เกษตรกรผู้เป็นพ่อซึ่งมีหนี้สินมากมาย ถูกลูกหลานและเจ้าหน้าที่ธ.ก.ส.เร่งรัดเอาเงิน
การแย่งกันเป็นคนวางผ้าไตรในงานศพ การเอาอาหารในงานศพไปให้ญาติของตนที่ไม่ได้ไปงานศพ
และความหวังของพ่อที่ส่งลูกไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หวังว่าลูกจะกลับมาอย่างคนมีความรู้
ความสามารถ แต่ความหวังนั้นก็พังลง ฯลฯ ในบรรดาศิลปินคนเมือง
หากไม่นับคุณสุนทรี เวชานนท์ ซึ่งโดดเด่นเป็นดาวค้างฟ้าไปแล้ว คุณภาณุทัต
อภิชนาธง และคุณปฏิญญา ตั้งตระกูล เป็นศิลปินคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจมาก ขณะที่คนแรกมีความสามารถในการเล่นดนตรีหลายชิ้นระดับครู
การร้องและการแต่งเพลง ตลอดจนการพูดกับคนฟังที่ให้ความบันเทิงสุดยอด คนหลังแต่งเพลงและร้องเพลงที่มีลีลาคล้ายปี้อ้ายจรัลมาก แต่เพราะระบบเศรษฐกิจแบบกำไรขาดทุนประกอบกับภาพลักษณ์เพลงกำเมืองที่ติดตัวปี้อ้ายจรัลมานาน
ศิลปินทั้งสองคนที่กล่าวมาจึงประสบอุปสรรคที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง ในอีกแง่หนึ่ง
เมื่อเราผลิตงานตามหลังคนเด่นคนดัง งานของเราก็ย่อมถูกเปรียบเทียบ และเมื่อสังคมมีมาตรฐานอย่างหนึ่งมาก่อน
คนที่อยู่หลังก็ย่อมเผชิญการทดสอบที่หนักหน่วงเป็นธรรมดา
|
|||
|
||||||
|
|
|
|||||