|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ด้วยความสมบูรณ์ของชีวิตและความผูกพันต่อสายน้ำและป่าไม้
ชุมชนบ้านคุ้มได้รวมตัวกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น
การเลี้ยงผีขุนน้ำและบวชป่าสืบชะตาต้นไม้ประจำทุกปี และที่โดดเด่นคือ การฟังเทศน์กลางแม่น้ำ
หรือพระธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่องมัจฉาพระยาปลาช่อน ซึ่งริเริ่มโดยพระครูขันติวชิรธรรม
เจ้าคณะตำบลร่มเย็น อันเป็นธรรมเทศนาขอฟ้าฝนตามคติโบราณที่ถือว่าใช้เทศน์ให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล อดีตกาลผ่านมากว่า
700 ปี เมืองเชียงคำ หรือเมืองชะราว หรือเมืองพุทธรส มีผู้ปกครองเมืองนับตั้งแต่พญาคำแดงเป็นต้นมา
เล่าสืบกันว่าเมืองแห่งนี้ คือ ชุมชนบ้านคุ้ม บ้านสบสา บ้านหนอง บ้านร้อง
บ้านโจ้โก้ ในเขตตำบลร่มเย็น ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของอำเภอเชียงคำ
จังหวัดพะเยาในปัจจุบันนี้เอง ในตำนานที่อ้างถึงเมืองพุทธรสแห่งนี้
(ตำนานพระธาตุดอยคำ ตำนานวัดพระนั่งดิน ตำนานสิงหนวัตร และตำนานพระธาตุสบแวน)
ได้ลำดับเรื่องราวของการสร้างบ้านแปงเมืองโดยผู้ปกครองเมืองที่มีความซื่อสัตย์สุจริต
และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองสืบทอดกันมายาวนาน
และแม้บางช่วงบางเหตุการณ์เช่นกัน ที่มีผู้ปกครองเมืองใจชั่วหยาบช้ากดขี่ประชาราษฎร
จึงถูกฟ้าดินลงโทษทัณฑ์ แต่เมืองเชียงคำก็สงบสุขร่มเย็นและผ่านพ้นวิกฤตการณ์อันเลวร้ายเหล่านั้นมาได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ในปัจจุบันแม้หลักฐานทางประวัติศาสตร์
และร่องรอยของตำนานที่เล่าขานสืบกันมาจะทรุดพังและถูกทำลายลงตามเหตุแห่งสมัย
แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นความสง่างามเหนือชุมชนแห่งนี้คงยังมีให้ลูกหลานมองเห็นอยู่บ้าง
อาทิ พระธาตุดอยคำ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวเชียงคำทุกคน อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยและพระสงฆ์ในชุมชนแห่งนี้
หลายท่านระบุว่า ก่อนที่จะมาเป็นชุมชนบ้านคุ้ม-บ้านสบสานั้น ชุมชนดั้งเดิมตั้งอยู่บริเวณป่าเหนือหมู่บ้านขึ้นไปอีกราว
2-3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า "ป่าห้วยน้ำสา" โดยบริเวณดังกล่าวพบซากอิฐเก่าของวัดร้างและเศษพระพุทธรูปจำนวนมาก
เท่าที่ปรากฏให้เห็น ได้แก่ วัดพระธาตุทุ่งสา อยู่บริเวณป่าห้วยน้ำสา จากปากคำของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเล่าว่า
ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาจะมีแสงคล้ายดวงแก้วลอยขึ้นมาในบริเวณพระธาตุนั้นแล้วค่อย
ๆ เคลื่อนมาวนเวียนที่พระธาตุดอยคำ จากนั้นก็ลอยมาที่วัดคุ้ม ลอยต่อไปยังวัดพระนั่งดิน
และกลับมาเช่นเดิม เป็นอย่างนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว นอกจากนี้ในบริเวณนั้นชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงประหลาดคล้ายเสียงฆ้องเสียงกลองตีดังสนุกสนานเหมือนงานวัดอยู่บ่อย
ๆ เช่นกัน วัดโป่งหนองขอน อยู่บริเวณไม่ห่างไกลจากวัดพระธาตุทุ่งสานัก ตามคำบอกเล่าได้ระบุว่ามี
"บ่อจืน" (บ่อตะกั่ว) ในบริเวณนั้นด้วย ที่แห่งนั้นจะเป็นที่ถลุงเงิน
ถลุงทองคำในอดีต ซึ่งตำนานได้กล่าวถึงสายแร่ทองคำในเขตนี้ด้วย ต่อมาชาวบ้านได้ถมบ่อนี้เพราะวัวควายมักจะตกลงไป วัดห้วยถ้ำอยู่บริเวณห้วยถ้ำหรือ
"ดอยโป้ด" (ภูเขาถล่ม) ที่แห่งนี้เล่าว่า มีถ้ำที่เก็บพระพุทธรูปและวัตถุโบราณหลายอย่างในช่วงสงครามพม่า
(ประมาณ พ.ศ. 2101) แต่ต่อมาน้ำได้เซาะดินเกิดถล่มปิดถ้ำไว้ หลายปีต่อมามีชาวบ้านรุ่นหลังไปขุดค้นและขโมยพระพุทธรูปออกมาได้จำนวนไม่น้อย
บางส่วนก็เก็บรักษาบูชาที่วัดคุ้ม นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปออกมาได้จำนวนไม่น้อย
บางส่วนก็เก็บรักษาบูชาที่วัดคุ้ม นอกจากนี้ยังมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปและข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณได้ที่บริเวณ
"วังกว๊าน" ปัจจุบันเป็นที่สวนและไร่นาของชาวบ้านไปแล้ว เล่ากันว่า
เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน "พ่ออุ๊ยหม่องคำ" ได้พบพระพุทธรูปทองจำนวนมากในบริเวณนี้โดยบังเอิญ
ชาวบ้านแห่ไปขุด แต่ปรากฏว่ามีแต่ผงขี้เถ้า พระครูขันติวชิรธรรม
ปราชญ์พระสงฆ์ เจ้าคณะตำบลร่มเย็น เล่าให้ฟังว่า นอกจากพุทธสถานต่าง ๆ แล้ว
บริเวณนี้ยังปรากฏร่องรอยของการทำการเกษตรของชุมชนดั้งเดิมด้วย คาดว่าจะเป็นการทำนา
เพราะปรากฏมีคันนาบางแห่งซึ่งขณะนี้ได้ฟื้นเป็นป่าไปหมดแล้ว พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหลายคนเล่าว่า
บริเวณป่าห้วยสา ยังมีบริเวณที่เรียนกว่า "ทุ่งทัพ" อันเป็นที่พักของกองทัพที่มาตั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
โดยปรากฏมีร่องน้ำหนึ่งชื่อ "ร่องขี้ม้า" แสดงว่าอาจจะมีกองทหารม้ามาตั้งอยู่ที่นี่ด้วย
นอกจากนั้นยังมีทุ่งเลี้ยงสัตว์ และแหล่งน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า "กอดสองห้อง"
และ"กอดป่าครั่ง" พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหลายท่านช่วยกันวิเคราะห์ว่า
การโยกย้ายวัดและชุมชนจากป่าห้วยสา ลงมาสู่บ้านคุ้มนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากการถูกรบกวนไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
อาจจะเป็นไชยภูมิในการรบหนึ่ง เนื่องจากบริเวณบ้านคุ้มมีสาขาน้ำยวนและร่องลำห้วยมากมาย
เหมาะจะเป็นคูป้องกันข้าศึกได้ หรืออาจจะเป็นเพราะสมัยก่อนมีสิงสาราสัตว์มากชอบออกมารบกวนสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านหนึ่ง
หรืออาจจะเพราะมีพื้นราบมาก มีพื้นที่ชุ่มน้ำ "หนอง" ได้รับน้ำจากหลายสาย
ฯลฯ หลังจากนั้นหนองและร่องน้ำบางสายก็ตื้นเขิน
จึงมีการขยายชุมชนและมีราษฎรจากที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะจากจังหวัดน่านอพยพมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มเติมอีก
ชุมชนบ้านคุ้มและบ้านสบสาก็ขยายเป็นบ้านหนอง บ้านร้อง บ้านโจ้โก้ ฯลฯ ในส่วนชุมชนเก่าแก่ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่านั้นก็กลับฟื้นเป็นป่าที่สมบูรณ์
กลายเป็นป่าใช้สอยหรือป่าชุมชนของชาวบ้าน แต่ในช่วงปี 2505 รัฐบาลกลับเปิดให้เอกชนสัมปทานป่าบริเวณนี้
ทำให้ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้ตะเคียนถูกโค่นล้มลงไปจำนวนมาก นายทุนได้ใช้ช้างลากติดต่อกันหลายปี
จนมีชื่อบริเวณหนึ่งว่า "ปางช้าง" อย่างไรก็ตามประมาณช่วงปี
พ.ศ. 2512 พ่อหลวงหวัน จอมนาสวน ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านคุ้ม จึงประกาศให้ป่าห้วยสาเป็นเขตอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
ห้ามมีการตัดไม้ทำลายป่าจากบุคคลภายนอกอย่างเด็ดขาด อนุญาตให้แต่เพียงคนในชุมชนที่ต้องการสร้างบ้านเท่านั้น
แต่ก็ถูกท้าทายจากภายนอกบ้าง สืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงสมัยที่นายเจริญ
แจ้งสว่าง ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านประมาณปี 2533 ได้มีการตั้งกฎระเบียบป่าห้วยสาอย่างเข้มงวดอีกครั้ง
มีการตั้งคณะกรรมการและลงโทษอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ได้เชิญหน่วยงานราชการป่าไม้เข้าร่วมดำเนินงานด้วย
จนทำให้ป่าผืนนี้สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงคำด้านตะวันออก สำหรับป่าต้นน้ำห้วยสานี้ประกอบด้วยลำห้วยกว่า
10 สาขา ได้แก่ ห้วยถ้ำ ห้วยหวายฝาด ห้วยต้นหล้อง ห้วยแคแดง ห้วยครูบา ห้วยคาวตอง
ห้วยน้ำบง ฯลฯ ไหลรวมกันเป็นห้วยน้ำสายาวประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่การเกษตรกว่าหมื่นไร่
ในสองตำบลได้แก่ ตำบลร่มเย็นและตำบลเจดีย์ อันเป็นพื้นที่ผลิตข้าว ข้าวโพด
หอมแดง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ประชาชน ทั้งนี้น้ำสานั้นมีไหลตลอดทั้งปีทำให้ทำการเพราะปลูกพืชได้ทุกฤดู ด้วยความสมบูรณ์ของชีวิต
และความผูกพันต่อสายน้ำและป่าไม้ ชุมชนบ้านคุ้มได้รวมตัวกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่นการเลี้ยงผีขุนน้ำและบวชป่าสืบชะตาต้นไม้ประจำทุกปี และที่โดดเด่นคือการฟังเทศน์กลางแม่น้ำ
หรือพระธรรมเทศนาพื้นเมืองเรื่องมัจฉาพระยาปลาช่อน ซึ่งริเริ่มโดยพระครูขันติวชิรธรรม
เจ้าคณะตำบลร่มเย็น อันเป็นธรรมเทศนาขอฟ้าฝนตามคติโบราณที่ถือว่าใช้เทศน์ให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล เรื่องพระยาปลาช่อนนี้
มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ณ ดินแดนแห่งหนึ่งได้เกิดความแห้งแล้งทุกข์เข็ญยิ่งนัก
แม่น้ำแห้งขอดจนกาและแร้งสามารถบินลงมาจิกกินกุ้ง หอย ปู ปลาในหนองได้ นอกจากนี้ข้าวกล้าไร่นาผู้คนก็แห้งตายไม่มีเหลือ
พระยาปลาช่อนผู้มีใจกุศล อันก็คือพระโพธิสัตว์ ก็ได้แสดงปาฏิหาริย์บังเกิดให้มีฝนฟ้าตกลงมาโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในที่นี้หมายถึงการสั่งสอนให้มนุษย์มีใจรักในหมู่ญาติพี่น้องของตน เมื่อญาติพี่น้องมีทุกข์ตนเองก็จะต้องช่วยเหลือเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ธรรมเทศนาปลาช่อนบทนี้อาจจะสอนใจคนในยุคสมัยปัจจุบันได้ดี
หากทุกคนช่วยกันรักษาป่า รักษาแม่น้ำลำธาร ไม่ตัดไม้ทำลายแม่น้ำเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวคนเดียว
ซึ่งถ้ารักษาป่าก็หมายถึงการเกื้อกูลญาติพี่น้องนั่นเอง ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ เมืองของเราก็มั่นคงถาวร ปรากฏการณ์เล็ก ๆ ที่เมืองเชียงคำน่าจะพิสูจน์ให้เราประจักษ์ได้ไม่มากก็น้อย โดย
ชัยวัฒน์ จันธิมา ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ |
|||
|
||||||
|
|
|
|||||