|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ดังที่ได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระเกศาครูบาเจ้าฯ มีจุดประสงค์หลักการสร้างเพื่อเก็บรักษาเส้นเกศา เส้นเกศาจึงเป็นมวลสารสำคัญสำหรับพระเครื่องดังกล่าวนี้ ดังนั้นปริศนาแรกที่ชวนไขคือ การสังเกตเส้นเกศาครูบาฯ เส้นเกศาครูบาเจ้าฯที่บรรจุในองค์พระนั้น มักเป็นสีน้ำตาลใสคล้ายกับสีน้ำผึ้ง บางคนเปรียบเส้นเกศาครูบาเจ้าฯเป็นสำนวนปัจจุบันว่า มีลักษณะคล้ายกับเส้นผมขาดการบำรุง ด้วยว่าครูบาเจ้าฯฉันมังสวิรัติ บ้างก็ว่าสีของเส้นเกศาที่กลายเป็นสีน้ำผึ้งนั้นอาจถูกมวลสารหรือรักกัดสีจนกลายเป็นสีใสในที่สุด มาตรฐานสีของเส้นเกศาดังกล่าวนี้ถือเป็นบรรทัดฐานส่วนหนึ่ง กล่าวคือพอส่องกล้องดูก็จะทราบโดยทันทีว่าใช่เลย ข้อสรุปนี้คงได้จากการสังเกตเห็นที่เหมือน ๆ กัน อีกทั้งบางองค์มีนามของท่านจารบนองค์พระ จึงเป็นเครื่องจำหมายว่าเป็นเส้นเกศาของท่าน การเทียบเคียงลักษณะเส้นเกศาจากองค์ที่มีนามครูบาเจ้าฯกับองค์ ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อสรุปนี้ วิธีการบรรจุเส้นเกศาในองค์พระมีหลายวิธี
เช่น การผสมกับมวลสารแล้วค่อยกดในแม่พิมพ์ การใส่เส้นเกศาในแม่พิมพ์ วิธีนี้จะพบเส้นเกศาด้านหน้าองค์พระ
การใส่เส้นเกศาด้านหลังองค์พระ หรือห่อกระดาษฝังในองค์พระ วิธีแรกดูจะเป็นธรรมชาติที่สุด
จะเห็นเส้นเกศาโผล่พ้นผิวเล็กน้อย ส่วนวิธีการต่อมาเหมือนการจงใจโชว์เส้นเกศาและเส้นเกศามักจะหลุดออก
จะเห็นเพียงรอยเส้นทาบกับผิวองค์พระเท่านั้น องค์พระที่เห็นเส้นเกศาชัดเจนดังกล่าวนี้นิยมเรียกกันว่า
เกศาลอย ที่ไม่ปรากฏเส้นเกศา เรียกว่า เกศาจม คนมักจะประมาณเอาว่า
มี แต่ อยู่ข้างใน คนนิยมแบบเกศาลอยมากกว่าด้วยเหตุผลง่าย
ๆ คือ พระเกศาก็ต้องเห็นเส้นเกศา นั่นเอง ปริศนาลำดับต่อมาคือ
พิมพ์ทรงพระเกศา ส่วนมากจะเป็น พิมพ์พระสกุลลำพูน เช่นพระคง พระบาง
พระรอด พระเปิม พระลือ พระเหลี้ยม พระลบ พระสาม พระสกุลลำพูนคงหาได้ง่ายในยุคนั้นอีกทั้งยังเป็นที่เคารพของผู้คนในพื้นถิ่น
จึงนำมาเป็นต้นแบบการสร้าง ต้นแบบสวยพระเกศาองค์ที่ถอดแบบออกมาก็สวยตาม พิมพ์ต่อมาคือ
พิมพ์รูปเหมือนครูบาเจ้าฯ ที่พบมากคือมีลักษณะคล้ายกับพระเนื้อดินรุ่นอัฐิหลังย่นคือเป็นรูปครูบาเจ้าฯ
นั่งเต็มองค์ พิมพ์ทรงกลุ่มสุดท้ายคือ พิมพ์ทรงพระพุทธ มีอยู่หลายแบบหลายปางหลายขนาด
เวลากำหนดประเภทพระเข้าประกวดมักไม่เป็นมาตรฐาน เช่น แบ่งเป็นพิมพ์รัศมีใหญ่
รัศมีกลาง รัศมีเล็ก นั่งบัว ฯลฯ ความหลากหลายนี้คือเสน่ห์ของพระเกศาฝีมือแบบชาวบ้านที่สะท้อนความเคารพนับถือในตัวครูบาฯ
ใครอยากทำแบบพิมพ์อย่างไรก็แล้วแต่ใจศรัทธา ผู้เก็บสะสมจึงตื่นเต้นตามความหลากหลายนั้นอย่างไม่มีวันจบสิ้น
ผู้เขียนแอบคิดนะว่า ถ้ามีคนสัก 500 คน ต่างได้เส้นเกศาครูบาเจ้าฯ กันทุกคน
สมมติว่าได้จากมือเลยนะ คนทั้ง 500 อยากเก็บรักษาเส้นเกศาโดยสร้างเป็นองค์พระ
ต่างคนก็สร้างพิมพ์ตามศิลปะที่ตนชอบ ก็จะได้พระเกศา 500 พิมพ์ไม่ซ้ำกัน และคงมีบ้างที่ใช้แม่พิพม์เดียวกัน
ส่วนใครมีรักมีชาดก็ลง ใครมีทองก็ปิด ครั้นจะร่วมกันทำเป็นพระเกศาครูบาเจ้าฯรุ่นหนึ่งให้เอิกเกริก
ในยุคกะโน้นคงทำได้ไม่ถนัด เนื่องจากการปลงผมทุกครึ่งเดือนนั้นคณะผู้ศรัทธามีจำนวนมาก
ส่วนว่าบรรดาลูกศิษย์ชิดใกล้จะเก็บไว้คนเดียวคงเป็นไปได้ยาก อีกทั้งครูบาเจ้าฯนั้นเกือบตลอดชีวิต
ท่านกลายเป็นของต้องห้ามทั้งฝ่ายพุทธจักรจากส่วนกลางและอาณาจักร ดังนั้นจึงน่าจะต่างคนต่างสร้างหรือแอบทำแอบสร้างมากกว่า
เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะญาติพี่น้องแล้วสืบสายเป็นมรดกให้แก่ลูกหลาน ก่อนจะกระจายสู่แผงพระเครื่องในที่สุด การพิจารณาเนื้อพระเกศาเพื่อกำหนดอายุนั้น
อาศัยความเก่าความแห้งของมวลสารบวกกับประวัติที่ได้จากการเล่าต่อปาก ถ้าปิดทองล่องชาดก็สังเกตจากรัก
ชาด ทองเก่า ด้วยว่าข้อตกลงเรื่องความเก่าความใหม่เหมือนเป็นมติร่วมกันที่เป็นมาตรฐาน
มีพระเกศาครูบาเจ้าฯ องค์หนึ่งที่จารปีที่สร้างบนองค์พระ จึงสามารถเทียบเคียงเนื้อหาส่วนอื่น
ๆ ประกอบอายุการสร้างได้ การปลอมแปลงเพื่อให้ได้ค่าเชิงพาณิชย์นั้น
ส่วนมากจะใช้วิธี ตีเข้า ตามสำนวนของเซียนพระ หมายถึง การกล่าวเหมารวม
เอาพระผงอื่น ๆ ให้เป็นพระเกศาครูบาเจ้าฯ ส่วนมากจะเป็นพระเนื้อผงของพม่า
เพราะมวลสารหลัก ๆ เหมือนกัน คือ สมุก เกสรดอกไม้ และการคลุกรัก ยิ่งไม่พบเส้นเกศาก็ยิ่งพิจารณายากเข้าไปอีก
ส่วนการตั้งใจปลอมหรือรู้แล้วว่าไม่ใช่ แต่อาศัยการตีเข้าดังกล่าวก็มีอยู่ไม่น้อย
สบายใจตรงที่คนล้านนามีความเชื่อเรื่องเวรกรรมโดยเฉพาะกับครูบาเจ้าฯ จึงพอเบาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปได้บ้าง
เพราะใช้เวลาไม่นานความจริงก็ปรากฏ พูดแล้วขนฅิงลุกสามครั้ง ผู้เขียนขอไขปริศนาเรื่องพระเกศาครูบาศีลธรรมเจ้าด้วยความคำนบครพยำไว้แค่นี้
แล สาธุ. โดย
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง |
|||
|
||||||
|
|
|
|||||