|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
ยามกลางคืน หากเป็นคืนเดือนมืด ยอดดอยเกลาะมอโข่ดูมืดทะมึน บางคนคิดไปว่าเหมือนเจ้าผีชะเง้อคอขึ้น มองดูเหล่าลูกหลานพงไพรที่อยู่รายรอบ ผู้เฒ่าบางคนเล่าว่า เหมือนมันจะหันหัวได้ แต่หากเป็นคืนเดือนหงาย ยอดดอยภายใต้แสงเดือนจะดูน่ากลัวไปอีกอย่าง ชวนหนาวๆ เย็นๆ อย่างไรชอบกล หลังจากเจาะมอเลถูกผีเจ้าป่าเจ้าเขากระทำผ่านไปสักปีกว่าๆ ความหวาดกลัวของชาวบ้านเริ่มลดลง แต่แล้วกลับเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกเหตุการณ์หนึ่ง พ่อเฒ่าเล่าว่า มีเด็กเลี้ยงควายคนหนึ่งนามว่า พะเฌอพอ อายุประมาณ14-15 ปี พ่อของพะเฌอพอ ชื่อต่าโนะ แม่ชื่อหน่อพอเล พ่อแม่ของพะเฌอพอมีควายอยู่ 5 ตัว อ้วนท้วนเอาการน่าดู เลี้ยงเอาไว้ใช้งาน ตลอดทั้งปีจะใช้งานครังเดียวคือช่วงทำนา เมื่อเสร็จจากทำนาแล้ว ต่าโนะก็เอาน้ำขมิ้นสัมป่อยมารดน้ำดำหัวทุกตัวที่ใช้งานเป็นการขอบคุณ และเป็นการขอขมาลาโทษที่ได้ใช้งาน บางทีอาจจะตี บางทีอาจจะเฆี่ยน บางทีอาจจะโมโหดุด่าที่ไม่ได้ดังใจ การรดน้ำดำหัวควายเป็นการอโหสิ อย่าจองเวรซึ่งกันและกันเลย จากนั้นเจ้าทุยก็สบาย เป็นอิสระอีกครั้ง ออกหากินหญ้า นอนพัก เล่นโคลนตมไปตามประสา โดยมีเจ้าของคอยติดตามดูแลอยู่ใกล้ๆ มีอยู่วันหนึ่ง ก่อนออกจากบ้าน ต่าโนะและหน่อพอเล พ่อแม่ของพะเฌอพอ ก็ก็ห่อข้าวให้พะเฌอพอเอาใส่ย่ามกับข้าวมีน่องไก่อันหนึ่งใส่ แล้วเอามีดสั้นใส่ในย่ามอีกด้าม แม่บอกกับพะเฌอพอว่า "ลูกอยู่ในป่าคนเดียวอย่าหลับนะ
อย่าให้ควายพรากจากสายตาลูก เดี๋ยวจะหลงเข้าป่าลึก" หูทั้งสองข้างเริ่มได้ยินเสียงค่อยลง
ๆ ทุกที ๆ ตาทั้งสองข้างก็เริ่มปิดลงๆ เช่นกัน จนเผลอหลับไปในที่สุด หลับไปสักพักหนึ่ง
พะเฌอพอก็เริ่มฝัน ในความฝันนั้น พะเฌอพอฝันเห็นคนๆ หนึ่ง แต่มองไม่ชัด มองเห็นไม่ถนัด
ตัวมันใหญ่ ดำ หน้าตาเป็นอย่างไรมองไม่เห็น เห็นแต่เพียงมันกำลังจูงควายทั้ง5ตัวดินขึ้นหน้าผาที่สูงชัน
จนเกือบจะพ้นหน้าผาไปแล้ว ด้วยความตกใจ พะเฌอพอจึงร้องตะโกนสุดเสียง สะดุ้งตื่น เราหลับไปเมื่อไหร่เนี่ย! ตายแล้ว! ควายหายไปไหน หัวใจก็ยังเต้นตุบๆ อยู่ รีบลุกขึ้น มือไม้และแข้งขาสั่นไปหมด เหมือนผีอำ เหมือนฝันร้าย เดินหาควายทันที หาไปหามาอยู่หลายชั่วโมงไม่เจอควายแม้แต่ตัวเดียว ที่แปลกกว่านั้นก็คือ รอยเท้าก็ไม่มี มันหายไปไหนกันหมด ด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่ พะเฌอพอเริ่มกลัว โดยเฉพาะก็คือกลัวความฝันที่ได้ฝันไปเมื่อครู่ เจ้าเด็กพะเฌอพอ จึงตัดสินใจวิ่งกลับบ้านไปบอกต่าโนะผู้เป็นพ่อ แล้วเล่าเรื่องต่างๆ ให้พ่อฟัง ต่าโนะและพะเฌอพอสองพ่อลูกก็รีบออกเดินทางอีกครั้ง พอไปถึงที่เกิดเหตุ ต่าโนะก็ได้เห็นกับตาว่า รอยเท้าควายทั้ง5 หายไปหมดจริงๆ ไม่ปรากฏให้เห็นแต่รอยเดียว "ลองขึ้นไปที่เกลาะมอโข่
นะลูก บางทีอาจจะอยู่ที่นั้นก็ได้" ต่าโนะบอก พะเฌอพอบอกพ่อ
พร้อมกับเอามือชี้ ต่าโนะมองตามมือที่ลูกชี้ หน้าผานั้นคือส่วนหนึ่งของเกลาะมอโข่
ต่าโนะรู้สึกกลัว แต่ก็บอกลูกว่า สองพ่อลูกก็เริ่มขึ้นไปที่เกลาะมอโข่ กว่าจะขึ้นไปถึงยอดดอยก็เล่นเอาทั้งสองเหนื่อยหอบพอสมควร ปรากฏว่าควายทั้ง5ตัวอยู่ที่นั่นจริงๆ มันกำลังตกใจ มีอาการสะดุ้งผวาและหวาดกลัว หัวเบิ่งแหงน หูตั้งชัน พวกมันยืนนิ่งไม่ยอมกระดิกหรือส่งเสียงใดๆ เมื่อได้ยินเสียงคนเดินมา หูตั้งตาจ้องเตรียมจะวิ่งหนี พะเฌอพอเรียกมัน ควายทั้ง5ตัวคุ้นเคยกับเสียงของพะเฌอพอจึงยืนจ้องจนเห็นสองพ่อลูก จากนั้นก็เริ่มขยับส่งเสียง สองพ่อลูกก็จูงควายทั้ง5ตัวกลับบ้าน หลายวันถัดมา หน่อพอเลพูดแล้วก็ห่อข้าวสองห่อ กับข้าวสองสามอย่าง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พะเฌอพอ ก็พาหลานชายชื่อพะชิไปเลี้ยงควาย5ตัว พะชิอายุราว 6-7 ขวบ รูปร่างอ้วนกลมจนแก้มยุ้ย ควายทั้ง5ตัวเดินนำหน้า เสียงเกราะผูกคอควายดังโตงๆ เกราะผูกคอควายมักทำจากไม้สักเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่แกะควักหรือสลักลวดลายได้ง่าย หากเป็นไม้แดงหรือตะเคียน หรือประดู่จะแข็งเกินไป ขึ้นรูปได้ยาก เปลืองบ่าเปลืองแรงและเสียเวลานานเกินไป สมัยก่อน เครื่องไม้เครื่องมือของปากะญอมีไม่มาก มีแต่มีดและขวานเป็นพื้น พวกสิ่วหรือเลื่อยยังไม่มี ยิ่งเป็นพวกเครื่องมือแกะสลักยิ่งไม่ต้องพูดถึง เครื่องมือเหล่านี้ทำจากเหล็ก แต่ปากะญอทั่วไปไม่ถนัดในการถลุงเหล็กหรือตีเหล็ก ปากะญอถนัดในการทำไร่ เครื่องจกสานและทอผ้า พวกเครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นเหล็กนั้น ปากะญอเราได้มาจากพี่น้องเผ่าเก๊อะหวะ (ลัวะ,ละว้า) พวกนี้แต่เดิมไม่ใช่ชาวดอย อาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนหนังสือไทยแก่ผมบอกว่า เมืองเชียงใหม่แต่เดิมก็เป็นเมืองของชาวลัวะมาก่อน ต่อมาพวกเก๊อะหวะ หรือลัวะ หรือละว้า ทิ้งเมืองไปจนร้าง จนลุมาถึงราวปีพ.ศ.1839 พญามังรายผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาจึงมาสร้างเมืองเชียงใหม่ทับเมืองเดิมของพวกลัวะ. จากคอลัมภ์
เรื่องเล่าปากะญอ |
|||
|
||||||
|
|
|
|||||