|
|
|
|||
|
|
|
|||
|
|
หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของอิตาลี ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การรักษาวัฒนธรรม และความเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องวิ่งตามกระแสโลกาภิวัตน์ ก็สามารถสร้างความโดดเด่น ให้กับตัวเอง ที่นั่นเขาต่อต้านอาหาร "แดกด่วน" หรือ fast food และไม่ยอมให้ร้านขายปลีกยักษ์ๆ เข้ามาตั้งสาขา เพราะเขาต้องการให้เอกลักษณ์แห่งเมืองเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยความเป็น อิตาเลียนเป็นจุดเด่นที่ "ขาย" ตัวเอง นักท่องเที่ยวต้องการไปหมู่บ้านแห่งนี้ เพราะได้เห็นความเป็นชนบทและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะส่วนอื่นๆ ของอิตาลี ได้ถูกความทันสมัยของโลกสมัยใหม่กลืนกินจนเกือบจะไม่มีใครแตกต่างไปจากใครอีกแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ชื่อ Greve อยู่ในบริเวณ Chianti ของอิตาลี อยู่ไปทางเหนือของกรุงโรม และอยู่ใต้จากเมืองฟลอเรนซ์ คนที่เป็นหัวหอกที่ต้องการสร้างความแปลกของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ คือ นายกเทศมนตรีที่ชื่อ เพาโล ซาทูร์นินิ ของเมืองนี้มาแล้ว 13 ปี เขาร่วมมือกับชาวบ้านในการรณรงค์ให้คงความเป็นเมืองเก่าแก่ และมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและไม่เร่งร้อนอย่างได้ผล ที่อื่นเขามี Fast food แต่ที่เมืองนี้เขามี "Slow food" ซึ่งหมายถึงการมีความสุขอยู่กับการกินอาหารอย่างละเมียดละไม ไม่ยัดเยียดอาหารโหลที่ต้องรีบกินให้อิ่มๆ เพื่อไปทำอย่างอื่นต่อ ขบวนการกินข้าวปลาอาหารอย่างเอร็ดอร่อยโดย (ตรงกันข้ามกับ "อาหารขยะ") ของคนอิตาเลียนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นเกือบ 20 ปีก่อนมาแล้ว ตอนที่พวกอาหาร "แดกด่วน" บุกไปตั้งร้านรวงกันอย่างคึกคักในเมืองต่างๆ ของอิตาลีนั้น ผู้คนกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันแสดงการต่อต้านด้วยการตั้งโต๊ะข้างถนน และส่งเสิร์ฟอาหารจานเก่าแก่ของอิตาเลียน เช่น ปาสต้า เรียกร้องให้ชาวบ้านที่ผ่านไปมานั่งกินอาหารจานพื้นบ้านของอิตาเลียนเองอย่างสุขสม ใช้เวลาเป็นชั่วโมงละเลียดรสชาติอาหารอย่างไม่สนใจความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ที่บริเวณ Tuscany อันเป็นเขตที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศแห่แหนกันไปชื่นชมกับธรรมชาติของอิตาลี นั้น ก็เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ที่เรียกว่า long lunches ซึ่งหมายถึงการกินอาหารเที่ยงอย่างยืดยาวและแนบเนียน เขาเน้นความสุขของการกิน และส่งเสริมให้เห็นว่าวัฒนธรรมของการรับประทานอาหารเที่ยงที่ยาวนานเป็นชั่วโมงนั้นเป็นศิลป์แห่งการเสพเพื่อความหรรษาแห่งชีวิตซึ่งหาไม่ได้ในหลายประเทศ อเมริกามี Fast food แต่อิตาลีสู้ด้วย long lunch ใคร "แดกด่วน" ก็ให้ไปหาที่เมืองอื่นๆ แต่ถ้าจะสัมผัสกับความเป็นท้องถิ่นและธรรมชาติของคนอิตาเลียนในชนบทอย่างแท้จริง ก็ให้มาที่นี่ เมือง Greve เล็กๆ แห่งนี้จึงกลายเป็นตัวแทนของความเป็นอิตาเลียนดั้งเดิมอย่างแท้จริง หลังจากมี Slow food และ long lunch แล้ว นายกเทศมนตรีคนนี้ก็ประกาศตั้งเครือข่ายแห่ง "slow cities" ซึ่งหมายถึงเมืองเล็กๆ ที่ไม่ยอมทำตัวเหมือนเมืองสับสนชุลมุนวุ่นวายทั้งหลาย หลายๆ เมืองในอิตาลีจึงรวมตัวกันเพื่อสร้างความแปลกแยกด้วยการรักษาเมืองให้เหมือนสมัยโบราณ ตอกย้ำให้สถาปัตยกรรมเก่าเหมือนเดิม อาหารจานเก่าแก่ของ อิตาเลียนก็จะหาได้แต่ในเมืองเหล่านี้ อีกทั้งยังจะให้ปลอดจากความจอแจของเมืองใหญ่ๆ เมืองเกรฟวันนี้จึงกลายเป็นเมืองเล็กๆ ของอิตาเลียนที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศแย่งกันมาชม เพราะความไม่เหมือนใคร ผู้คนมีงานทำมากขึ้น ธุรกิจเล็กๆ ที่เคยสู้ยักษ์ใหญ่จากข้างนอกไม่ได้ก็มีความคึกคัก และที่สำคัญคือการสร้างความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่นกับความเป็นคนอิตาเลียนของตนเอง เมื่ออิตาลีเข้าสู่โลกาภิวัตน์ ต้องสั่งหมูจากเนเธอร์แลนด์ และเนื้อวัวจากเดนมาร์ก เพราะสองประเทศนั้นผลิตได้ถูกกว่า คนที่เมืองเกรฟแห่งนี้ก็รื้อฟื้นการเลี้ยงหมูพันธุ์ท้องถิ่นที่เกือบจะสูญพันธุ์ใหม่ มีรสชาติที่แตกต่างและพิเศษเฉพาะของที่นี่เท่านั้น เอามาทำ salami คือ ไส้กรอกหมูปนเนื้อวัว และแฮมที่มีรสเฉพาะของตัวเอง เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า "เราใส่จิตวิญญาณเข้าไปใน salami ของเรา..." นี่คือ ความสำเร็จของการสร้างความเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องแห่ตามกระแส และยึดเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นจุดขายอันดีเยี่ยม เมืองไทยเรามีโอกาสสร้างความแปลกแตกต่างอย่างนี้มากมาย ขาดก็แต่ผู้นำที่สามารถระดมให้ผู้คนร่วมมืออย่างเต็มที่ และเปิดโอกาสให้ความริเริ่มท้องถิ่นได้เกิดอย่างแท้จริงเท่านั้น จากคอลัมภ์
"กาแฟดำ" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
|
|||
|
||||||
|
|
|
|||||