ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา
สนับสนุนโลกล้านนา
ตำนานพระบาทเขารังรุ้ง
ตำนานพระบาทเขารังรุ้ง ต้นฉบับเป็นเอกสารใบลานของวัดศิริชัยนิมิต ต.บ้านกาด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ความยาว ๑ ผูก ๘๑ หน้า คัดลอกเมื่อปี จ.ศ. ๑๒๒๒ ปีกดสัน เดือน ๑๒ แรม ๑๔ ค่ำ วันเสาร์ ไทยกดยี ตรงกับปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ถ่ายไมโครฟิล์มโดยฝ่ายวิจัยล้านนา สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รหัส 82.113.01 001-001
เนื้อหาในตำนานพระบาทเขารังรุ้งมีอยู่ว่า
ยังมี
พระมหาสามีเจ้าองค์หนึ่งเป็นครูของมหาเถรเจ้าวัดเชียงยืน เป็นผู้นำเอาตำนานพระบาทเขารังรุ้งนี้มาจากลังกาทวีป ระบุว่ามีภูเขาลูกหนึ่งชื่อรังรุ้งอยู่ใน"เมืองแพร" ต่อมาเรียกว่า"เมืองแร" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองโกสัมพี ๑ โยชน์ ในอดีตกาลนั้นพระพุทธเจ้า ๓ องค์ เคยมาประทับรอยพระบาทไว้บนยอดเขารังรุ้ง
เมื่อพระพุทธเจ้าโคตมะมาประทับรอยพระบาทไว้เป็นรอยที่ ๔ นั้น พระยานาคได้มาดูแลอุปัฎฐาก เมื่อพระพุทธเจ้าโคตมะนิพพานไปแล้ว พระยารัมมัตติราชได้นำเอาพระธาตุมาบรรจุไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยพระบาทและพระธาตุเขารังรุ้งจะตั้งอยู่ตราบจนถึงสมัยของพระศรีอาริยเมตไตรย
เทวบุตรที่รักษาดูแลพระบาทรังรุ้งมี ๘ องค์ คือ เมกขลา กุสุมะ วนปัตติ อมวาตะ ชินนกะอากาสะ ชิณณะ และ พหัณณระ ผู้ที่จะขึ้นไปบูชาพระบาทให้ชำระเนื้อตัวให้สะอาด สวมใส่เสื้อผ้าใหม่และถือศีล ๕ ศีล ๘ ผู้ใดไม่รักษาศีล เทวดาและยักษ์จะผลักตกเขา ภิกษุสามเณรให้อาบน้ำสระผมที่บ่อน้ำทิพย์อันไหลมาจากรูผานั้น ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะพระบาทพระธาตุบนยอดเขา
เมื่อคนทั้งหลาย กลับมาจากการไหว้พระบาทพระธาตุแล้ว เทวบุตรชื่อเมกขลาจะบันดาลให้ฝนตกลงมาชำระล้างรอยเท้าของคน โดยก่อนที่จะขึ้นไปบนยอดเขา ให้บูชาเทวบุตรเมกขลาด้วยดอกผักตบ บูชากุสุมเทวบุตรด้วยดอกจังกร บูชาวนปัตติด้วยดอกอะไรก็ได้ บูชาอมวาตเทวบุตรด้วยดอกไม้แดง บูชาชินนกะด้วยดอกหมาก บูชาอากาสเทวบุตรด้วยดอกไม้ขาว บูชาชิณณเทวบุตรด้วยดอกท้ายหาน บูชาพหัณณรเทวบุตรด้วยดอกซ้อน
รอยพระบาทพระกกุสันธะยาว ๑ วา ๓ ศอก พระโกนาคมนะยาว ๑ วา ๒ ศอก พระกัสสปะยาว ๑ วา ๑ ช่วงแขน พระโคตมะยาว ๑ วา ๑ ศอก ๑ คืบ ตำนานพระบาทรังรุ้งนี้ ผู้ใดได้ฟังก็ดี ได้อ่านก็ดี ก็จักหายจากบาปที่ตนได้กระทำมา เหตุนั้นคฤหัสถ์และนักบวช พึงเขียนไว้อ่านและสักการะบูชา
เมื่อศาสนาล่วงไปได้ ๒๔๐ พรรษา หลังจากที่พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว มีพระยาเจ้าเมืองหังสาวติองค์หนึ่งทรงพระนามว่าสรีธัมมราชา ต้องการจะทราบว่าพระพุทธศาสนาแพร่หลายไปยังบ้านเมืองใดบ้าง จึงส่งพระเถระไปยังที่ต่างๆ โดยส่งพระมหาสามีธัมมสระไปยังเมืองลังกา ในครั้งนั้นพระมหาสามีธัมมสระได้คัดลอกตำนานพระบาทพระธาตุ ที่ปรากฎในเมืองมอญและเมืองไทยกลับมาด้วย หลังจากกลับมาถึงเมืองหังสาวติได้ไม่นาน พระมหาสามีธัมมสระจึงเดินทางมาสักการะบูชาพระบาทพระธาตุในล้านนา เช่นพระธาตุหริภุญชัยและพระธาตุในเมืองเชียงใหม่ เมื่อมาไหว้พระธาตุดอยเกิ้งนั้น นายบ้านช่างเรือ ซึ่งมาบวชเป็นภิกษุชื่อโพธิสมภารทราบข่าวจึงขอคัดลอกตำนานดังกล่าวซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสด็จมาในดินแดนล้านนาของพระพุทธเจ้า รวมทั้งการสร้างพระบาทพระธาตุในที่ต่างๆ ดังนี้
หลังจากทรงตรัสรู้ได้ ๒๕ พรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดสัตว์ยังสถานที่ต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน เช่น เมืองกูลวา แกว ลังกา สวนตาล เมืองลื้อ เมืองเมง เมืองเขิน เมืองพะยาก เชียงแสน เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน และเชียงใหม่ เมื่อเสด็จไปถึงสถานที่แห่งใดก็มักจะทำนายสถานที่ในเมืองแห่งนั้นเช่นชื่อเมืองเชียงแสน ที่ได้มาจาการที่ช้างร้องและวิ่งหนีด้วยความตกใจเมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงเมืองแห่งนี้
ตำนานกล่าวว่าในขณะที่ทรงเสด็จมาตามหัวเมืองต่างๆ นั้น ชนชาวพื้นเมืองเป็นลัวะจะเป็นผู้ถวายทานข้าวบิณฑบาตร พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ในเมืองท่าส้อย และเมืองท่าซายคือ พระบาทผาดอกไม้ ที่เมืองลี้มีพระบาทถ้วยต้ม พระบาทห้วยแม่หาด และพระบาทผ่หน้อย จากนั้นจึงเลียบแม่น้ำปิงไปทำนายที่มาของชื่อผาเรือ ประทับรอยพระบาทไว้ที่ผาเรือ จากนั้นจึงไปโปรดขุนแสนทองและ ประทานเกศาธาตุบรรจุไว้ที่พระธาตุดอยเกิ้ง ที่เมืองหอดทรงประทับรอยพระบาทไว้ให้แก่พระยานาค ที่เมืองหัวเคียนมีพระบาทหาดนาค จากนั้นจึงเสด็จไปเมืองลำพูน ประทานพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในเมืองแห่งนี้ ต่อจากนั้นจึงเสด็จไปเมืองกุมกามและเชียงใหม่ ประทานพระเกศาธาตุไว้บรรจุ ณ พระธาตุดอยคำ
ในเมืองเชียงใหม่ทรงทำนายถึงเหตุการณ์ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดสวนดอกไม้ วัดบุพพาราม วัดอโสการาม วัดศรีเกิด วัดนันทาราม วัดหมื่นสาร จากนั้นจึงเสด็จไปเมืองตืน บรรจุเกศาธาตุไว้ ณ พระธาตุดอยนางนอน ดอยนางพีเมืองเมือย และประทับรอยพระบาทไว้ที่เมืองยวม เมืองทรงและเมืองผาคอก
(เรียบเรียงจาก ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว
หน้าแรก
เรื่องเล่า
ความเชื่อ-ประเพณี
สถานที่
ข้าวของเครื่องใช้
อาหาร
ประวัติบุคคล