| |
ตำนานมงคลสูตร
(อะเสวะนา)
มงคลสูตร ในขุทกปาฐะ ขุทกนิกาย
เป็นพระพุทธดำรัสตรัสแก่เทวดาผู้ทูลถามสิ่งที่เป็นมงคลจึงโปรดแสดงข้อธรรม
๓๘ ประการ เป็นมงคลภายใน
มูลเหตุที่เทวดาไปทูลถามพระพุทธเจ้านั้น
เพราะไม่สามารถตกลงกันได้เป็นเวลานานถึง ๑๒ปี ซึ่งต่างก็คิดค้นโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง
ทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา และไม่เพียงในจักรวาลนี้ แพร่ไปทั่วทุกจักรวาลทีเดียว
ซึ่งล้วนแต่ถือมงคลภายนอกทั้งนั้นเช่น พวกที่ ๑ ถือสิ่งที่ได้เห็นคือ รูป
ซึ่งสมมุติกันว่าดีว่าดีงามเป็นมงคล พวกที่ ๒ ถือสิ่งที่ได้ยิน คือเสียง
ที่สมมุติกันว่าดีงามและเป็นมงคล พวกที่ ๓ ถือสิ่งที่ได้ทราบทางจมูก ลิ้น
กาย โผฏฐพพะ ที่สมมุติว่าดีงามเป็นมงคล
ในที่สุดเทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้สติขึ้นก่อน
เทวราชาของตนคือ พระอินทร์เป็นผู้มีปัญญา จึงได้เฝ้าทูลความว่า เกิดมงคลปัญหา
แบ่งเป็น ๓ พวก ไม่อาจตกลงกันได้ ขอให้ทรงวินิจฉัยปัญหาเรื่องนี้ด้วย
พระอินทร์ตรัสถามว่า มงคลกถานี้เกิดที่ไหนก่อน
ก็ได้ความว่าเกิดในโลกมนุษย์ก่อน ก็ควรให้มนุษย์เป็นผู้วินิจฉัย ขณะที่โลกมนุษย์มีพระพุทธเจ้าเป็นจอมปราชญ์
การที่เทวดามาถามพระอินทร์นั้น เปรียบเสมือนบุคคลต้องการแสงสว่างแต่ทิ้งดวงไฟ
แล้วบอกแสงหิ่งห้อย จากนั้นเทวดาจึงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า โปรดให้เทพบุตรผู้หนึ่งเป็นตัวแทนกราบทูลถามมงคลปัญหาและพระองค์ทรงตรัสแก้
เรียกว่า "มงคลสูตร"
มงคลสูตรนี้ ใช้สวดเฉพาะงานมงคลอย่างเดียว
และงานนั้นต้องตั้งน้ำมนต์ด้วยสายสิญจน์ พอพระสงฆ์ขึ้น "อเสวนา ฯ" เจ้าภาพจุดเทียนน้ำมนต์ที่ปักอยู่ที่บาตรขึ้นขัน
แล้วยกที่น้ำมนต์นั้นไปประเคนพระสงฆ์ผู้เป็นผู้สวด
|
|