โกลล้านนา
ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา
สนับสนุนโลกล้านนา

 
 

ตำนานแม่ระมิงไชย ...สายน้ำปิง สัญลักษณ์ของศาสนาพุทธ

ตำนานแม่ระมิงไชยนี้เป็นตำนานที่เสนอว่า "น้ำแม่ระมิงไชยหรือน้ำแม่ปิง อันไหลออกมาจาก ห้วยไคร้(น้ำแม่โขง) แล้วผ่ามากลางเมืองโยนเชียงใหม่ อันแม่น้ำน้อยทั้งหลายหากไหลลงรวมแล้วไหลลงสู่สมุทรสาคร" เป็นแม่น้ำสำคัญซึ่งพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาถึงและทรงถือว่าเป็น "ที่จำหมาย" คือสัญลักษณ์ของพระศาสนาของพระองค์ ต้นฉบับที่ศึกษาเป็นคัมภีร์ใบลานของวัดแม่คือ ต.แม่คือ ดอยสะเก็ดเชียงใหม่ จำนวน ๑ ผูก หนา ๓๖ หน้า จารเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ โดยคัดจากฉบับเดิมของวัดป่าเห็ว ต.อุโมง ลำพูน ผู้จารชื่อ พ่อหนาน ศรีไชยยนต์ บ้านปากเหมือง อ.สารภี เชียงใหม่ ศรัทธาผู้สร้างคัมภีร์คือ พ่อทาไชย เลิศบ้าน แม่คือ มีใจความว่า
นับตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้ประกาศเผยแพร่พระพุทธศาสนาจนล่วงไปแล้ว ๔๓ พรรษา ขณะนั้น สมเด็จพระพุทธองค์ได้พักจำพรรษาที่เมืองสาวัตถี หลังจากออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้พาเอาพระอานนท์เถรเจ้า และพระโสหุตตรเถร มีพระอินทร์ พระญาอโสก ท้าวจตุโลกบาล กั้นกางร่มฉัตร์ พระญาอโสกถือฉลองพระบาท พระอินทร์ถือไม้เท้าและพัด พระอานนท์ถือตาลปัตร ติดตามพระองค์เสด็จจากเมืองสาวัตถีไปตามลำดับบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลาย
เมื่อเสด็จถึงปากแม่น้ำระมิงแล้วเลียบน้ำแม่ระมิงขึ้นไปได้ ๘ พันวา ก็ได้พบโยคีเฒ่าผู้หนึ่งมีอาศรมอยู่บนดอยที่นั้น พระพุทธเจ้าได้มอบพระเกษาให้โยคีเฒ่า ๑ เส้น พระอินทร์ก็ได้เนรมิตอุโมงค์ขึ้นบนดอยที่นั้นลึกได้ ๑๒ วา และให้โยคีบรรจุพระเกษาไว้ แล้วพระอินทร์ได้เนรมิตจักรยนต์ไว้ที่ปากอุโมงค์ เพื่อรักษาพระเกศธาตุ แล้วพระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้ว่า ดอยลูกนี้ภายหน้าจักได้ชื่อว่า "ดอยเกิ้ง" แล้ว ได้พาพระอานนท์เลียบฝั่งน้ำระมิงขึ้นมา ได้มาพบ "ทัมมิละ"หรือ"ทมิฬ" ซึ่งหมายถึง คนพื้นเมืองคนหนึ่งทำหลุก (ระหัด) พัดน้ำเข้าในนาดอ(นาปรัง)ของตน ฝ่ายทัมมิละผู้นั้นเมื่อเห็นสมเด็จพระพุทธองค์ ก็มีความเลื่อมใสศรัทธาจึงนำเอาผ้าสะไบของตนเช็ดพระบาทของพระพุทธองค์ที่ทรงเปื้อนน้ำและโคลน พอเช็ดเสร็จแล้วผ้าสะใบผืนนั้นก็กลับกลายเป็นทองไปในทันที ทัมมิละผู้นั้นดีใจมาก จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าไปประทับพักผ่อนบนแท่นหินอันมีริมฝั่งน้ำแม่ระมิงหัวนาของตน แล้วรีบไปหุงข้าวนำมาใส่บาตรของพระพุทธองค์ ส่วนหม้อข้าวก็กลับกลายเป็นทองคำอีก เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็ทำนายไว้ว่า ฐานะที่ใต้เมืองอังครัฎฐะที่นี้ ต่อไปในอนาคตกาลภายหน้าจักแห้งแล้ง จักได้ชื่อว่า "เมืองหอด" ม้าหินที่ตถาคตนั่งพักฉันบิณฑบาตรนี้ภายหน้าจักมีชื่อว่า "ทุ่งม้าหนุ่ม" สถานที่ทัมมิละสร้างหลุกพัดน้ำจากแม่ระมิงเข้าสู่นานี้ ภายหน้าจักได้ชื่อว่า "ท่าหลุก" ที่เหนือท่าหลุกขึ้นไปจักได้ชื่อว่า "วังป้าน" เพราะทัมมิละผู้นี้ทำฝายป้านน้ำไว้แล จากนั้นพระพุทธองค์ได้มอบพระเกษาให้พระญาอังครัฎฐะและพวกทัมมิละให้บรรจุไว้ใต้ต้นไม้ทองหลวง อันอยู่บนยอดดอยนั้น พระญาอังครัฎฐะก็ให้พวกทัมมิละทั้งหลายขุดใต้ต้นทองหลางนั้นให้ลึกได้ ๒๐ วา แล้วนำพระเกษาบรรจุลงในโกฏเงินแล้วเอาลงบรรจุไว้ใต้อุโมงค์ แล้วปิดปากหลุมไว้ พระอินทร์ได้มาเนรมิตจักร์ยนต์ไว้ที่ปากหลุม แล้วพระพุทธองค์ทำนายไว้ว่า ในอนาคตจะมีพระอรหันต์ชื่อว่ามหินทเถระ นำเอากระดูกข้อแขนของตถาคตมาบรรจุรวมไว้กับเกษาธาตุที่นี่ ต่อไปอนาคตที่นี่จักมีนามว่า "บ้านหลวงจอมทอง"
ขณะที่สมเด็จพระพุทธองค์จำพรรษาอยู่ที่ดอยจอมทองนั้น ยังมีทัมมิละผู้หนึ่งนามว่า แสนคำทอง เป็นใหญ่กว่าทัมมิละทั้งหลายในเขตนั้น ได้มีสหายอยู่อีก ๓ คน ผู้หนึ่งอยู่แคว้นฝ่ายเหนือนามว่า แสนคำคง มีนิวาสสถานอยู่บ้านขุนคงหลวง อีกผู้หนึ่งชื่อหมื่นคำคงอยู่ฝ่ายวันออกดอยจอมทองหลวง เป็นใหญ่แก่หมู่ชาวยองทั้งหลายมีนิวาสสถานอยู่บ้านห้วยพันช้อย ทั้ง ๓ สหายพอรู้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ที่บ้านหลวงจอมทอง ก็ได้นัดหมายกันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จุดที่นัดหมายกันนั้นเรียกว่าท่าขุนคง ครั้งพากันไปถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็พากันกราบนมัสการถวายปัจจัยต่างๆ แล้วสมเด็จพระพุทธองค์จึงให้ ๓ สหายหาพานดอกไม้มา แล้วพระพุทธองค์ได้บ้วนเขฬะลงใส่ในพานดอกไม้มอบให้ทัมมิละทั้ง ๓ ทัมมิละทั้ง ๓ รับเอาแล้วอันว่าเขละนั้นก็กลับกลายเป็นก้อนธาตุอันสวยงาม แล้วแตกออกเป็นสองก้อนมีสีต่างกัน ลวะแสนคำทองนั้นได้ธาตุสีขาวดังหอยมุก พระพุทธองค์ให้นำไปบรรจุไว้ที่ข้างหนองโขงเพราะที่นั้นในปฐมกัปป์ก่อน เคยเป็นที่อยู่อาศัยของพระองค์มาก่อน ในครั้งได้เกิดเป็นพญาหงษ์ทองก็เคยได้อาศัยหนองโขงแห่งนี้เป็นที่ อยู่ ส่วนธาตุสิงคนิกายอันมีสีเหลืองนั้นได้มอบให้กับทัมมิลวะหมื่นคำคง ให้อธิฏฐานเอาติดหน้าผาไว้ ในอนาคตจักมีทัมมิละผู้หนึ่งนามว่าลวะจอมจัก จักมานำเอาไปบรรจุไว้ในเจดีย์ ส่วนทัมมิละชื่อว่าหมื่นคำคงพันช้อยนั้น ไม่ได้รับส่วนแบ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า เหตุที่ธาตุไม่แตกออกนั้น เพราะที่ห้วยพันช้อยนั้น สมควรที่จะบรรจุสรีรธาตุของพระอรหันต์ และว่าที่นั้นในอนาคตจักมีชื่อว่าห้วยพันจ้อย จากนั้นหมื่นคำคงจึงไปขอเอาธาตุกับพระโสณนุตตระเถร ก็ได้เกษาของพระเถระไป ๑๖ เส้น
หลังจากออกพรรษาแล้ว สมเด็จพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระโสณนุตตระ และพระอานนท์ ก็เสด็จจากจอมทองจาริกสู่หนองโขง โดยเลียบไปตามลำน้ำแม่ระมิงไปแวะที่หนองโขง ฝ่ายทัมมิละแสนคำทอง พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงหนองโขงก็ดีใจ ได้หาหัวมันลูกไม้ต่างๆ ไปถวาย หลังจากที่ทรงอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จจากที่นั้นเลียบฝั่งแม่ระมิงขึ้นไปถึงอ่างสรง เชียงดาว ที่นั่นพระพุทธองค์เสด็จเข้าไปในถ้ำคูหา แล้วได้เทศนาแก่มหายักษ์อันรักษาอ่างสรงที่นั้น แล้วทรงทำนายไว้อย่างละเอียดว่า
ในเมื่อพุทธศาสนากูล่วงไปแล้ว ๔ พันปี ยักษ์นั้นจักได้เกิดมาเป็นพระญาธัมมิกราชตนหนึ่งในเขตโยนกโลก หริภุญไชย อีกฝั่งหนึ่งของน้ำแม่ระมิงจัก โดยจะมาเกิดเป็นลูกทุคตะช่างทอหูก ขณะที่ท่านยังหนุ่มอยู่นั้นวิบากกรรมท่านยังมีมาก หากย่างเข้ามัชฌิมวัยไปแล้ว จะมีเทพบุตรองค์หนึ่ง จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาบวชเป็นพระในพุทธศาสนา ครั้งนั้นบ้านเมืองจะเกิดกลียุค ทั้งยักษ์และเทวบุตรซึ่งมาถือกำเนิดในครั้งนั้น จะได้ช่วยกันกอบกู้บ้านเมืองให้พ้นจากยุคเข็ญ กล่าวคือ ในเมื่อพุทธศาสนาผ่านมาถึง ๔ พันปีนั้น บ้านเมืองจักเกิดหายนะไปทั่ว พวกสมณะพราหมณ์นักบวชทั้งหลายก็จักอ้างตัวว่าเป็น "ตนบุญ" อวดอ้างเป็นพระอรหันต์กันไปทั่ว ฝูงคฤหัสถ์ทั้งหลายก็จักอ้างตัวเป็นตนบุญบ้าง เป็นพระญาธรรมบ้าง เป็นโพธิสัตว์บ้าง เป็นพระศรีอารย์บ้าง จะมียาทิพย์และน้ำบ่อทิพย์อันจอมปลอมเกิดขึ้นทั่วไป ช้างม้าวัวควายพูดภาษาคนได้ คนและสัตว์จะสมสู่กัน พ่อแม่ลูกก็จะไม่รู้จักความเป็นพ่อแม่ลูก กุมาระกุมารี อายุ ๑๑-๑๒ ก็จักพากันมีผัวมีเมีย โรคห่าก็จักลงกินคนทั้งหลาย ผีร้ายก็จักมาสร้องเสพกับคนมนุษย์ พวกผีก็จักมากินข้าวปลาอาหาร ร่วมกับด้วยฝูงชน ทั้งแดดทั้งลมฝนก็จักร้ายนัก ตกลงมาถูกต้องข้าวกล้าใบก็จักหดงอตาย คนนำเอาผลหมากรากไม้พืชผักมากินก็จักกลายเกิดเป็นโรคตาย น้ำก็จักท่วมบ้านท่วมเมือง ไฟก็จักไหม้บ้านไหม้เมือง ฟ้าก็จักผ่าบ้านเมืองวัดวาอารามพระธาตุเจดีย์ แผ่นดินก็จักไหวคนจักตายด้วยภัยยะใหญ่ ๕ ประการ โจรร้ายจะมีไปทุกบ้านทุกเมือง ฝูงคนบาปหนาอธรรมก็จักรบราฆ่าฟันกัน มิได้ขาด อากาศและแผ่นดินก็จักร้อนมากนัก พยาธิโรคาที่ไม่เคยมีเคยรู้เคยเห็นก็จักปรากฎให้เห็น น้ำแม่ระมิงอันนี้ไหลออกจากห้วยใคร้ทางทิศเหนือ ไหลไปจนถึงมหาสมุทร น้ำแม่ระมิงนี้ประเสริฐยิ่งนัก เป็นที่จำหมายศาสนาแห่งพระตถาคต
เมื่อพระศาสนาของพระตถาคตได้ ๒ พันพระวัสสาไปแล้ว น้ำแม่นี้เรียกแม่ระมิง ต่อไปถึง ๓ พัน ถึง ๔ พันปี คนทั้งหลายจักเรียกน้ำแม่นี้ว่า "น้ำแม่ปลาปิ้ง" เพราะได้นิมิตมาจากทัมมิละสองผัวเมียได้นำปลาปิ้งมาใส่บาตร พระพุทธเจ้ารับและอนุโมทนาแล้วจึงเสด็จไปท่าน้ำ อธิษฐานจิตวิญญาณให้ปลาปิ้งนั้นมีชีวิตแล้วปล่อยลงแม่ระมิงไป หากว่าอายุพระศาสนาล่วงไปถึง ๔,๕๐๐ ปี คนทั้งหลายจักเรียกชื่อว่า "น้ำแม่ปิง"
เมื่อศาสนาผ่านไป ๑ พันปีนั้น น้ำแม่ระมิงจักย้ายห่างจากธรณีพระธาตุอังครัฎฐะจอมทอง ไปไกลได้ ๑ โยชน์แล ศาสนาผ่านไป ๓ พันปี น้ำแม่ระมิงจักแห้งแล้งแตกระแหง สายน้ำจักย้ายห่างจากเมืองพิงเชียงใหม่ไปหนอาคเนย์เขตหริภุญชัย เรือกสวนไร่นาจักแห้งแล้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารจักเหี่ยวเฉาตายไปมากนัก บ้านเมืองจักเกิดโกลาหล โจรผู้ร้ายมีอยู่ทุกหนทุกแห่งรบราฆ่าฟันกันตายมากนัก คหบดีเศรษฐี พ่อค้า ท้าวพระญาจักต้องระวังรักษาอินทรีย์ชีวิตอย่างยากลำบาก ในเมื่อศาสนาถึง ๔ พันปีกว่าแล้ว น้ำแม่กวง-แม่ขาน-แม่วาง จักท่วมเมืองหริภุญชัย จากนั้นจักมีมหาเถรเจ้ารูปหนึ่งมีชื่อว่า ธัมมาวิเชยยาจักเป็นผู้มีบุญสมภาร มาคิดสร้างศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปแล ท้าวพระญาเสนาอำมาตย์สมณะพราหมณ์ก็จักมีศีลมีธรรมอันดี บ้านเมืองก็ร่วมเย็นเป็นสุขยิ่งๆ ขึ้น ตราบต่อเท้าสิ้น ๕๐๐๐ พระวัสสา
เมื่อพระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนมหายักษ์และภิกษุทั้งหลายแล้ว ก็ได้อำลายักษ์ผู้รักษาอ่างสรงเชียงดาว แล้วก็ได้กลับล่องน้ำแม่ระมิงเลียบลงมาตามสายน้ำ มาพักอยู่ใต้ร่มไม้ขี้เหล็กต้นหนึ่ง แล้วได้ทำนายว่าภายหน้าจักได้ชื่อว่า "ขี้เหล็กร่มหลวง" แล้วได้เสด็จลองตามลำน้ำแม่ระมิงไปแวะพักไสยาสน์ที่ขอนไม้มะม่วงฝั่งสบแม่หยวก ห้วยหาดเยือง แล้วพระองค์ได้ทำนายไว้ว่าในอนาคตจักได้ชื่อว่า "พระนอนของม่วงสบแม่หยวก" แล้วพระพุทธองค์ได้เสด็จตามลำน้ำไปแวะที่ดอยอุสุปัพพตาได้มอบพระเกษา ๑ เส้นแก่ปู่แสะย่าแสะสองผัวเมีย ให้เอาบรรจุไว้บนดอยอุสุปัพพัตตา แล้วพยากรณ์ไว้ว่า ในกาลภายหน้า ลูกศิษย์ของพระตถาคตชื่อ พระสุมนเถร ชาวเมืองสุโขทัย ร่วมกับพระญาเชียงใหม่ชื่อกือนา จะได้นำธาตุมัฏฐลุงคังของพระองค์ไปบรรจุไว้ หลังจากนั้นเสด็จไปที่บุปผาสวนดอกไม้พยอมแล้วไว้ยังพระเกษาธาตุ แล้วเสด็จไปวัดพระสิงห์บรรจุพระเกษาไว้ ๑ เส้น แล้วเสด็จไปวัดสังฆาราม ๑ บรรจุพระเกษาธาตุ ๑ เส้น แล้วเสด็จไปเก้ากุ่ม ต่อไปวัดเชียงมั่น แล้วเสด็จวัดกิตติ-โชติการามมหาเจติยะ สำหรับวัดนี้บรรจุพระเกษาธาตุไว้ ๘ เส้น แล้วทำนายไว้ว่า เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วธาตุกระดูกคางตถาคตจักมาบรรจุไว้ที่นี้อีก แล้วเสด็จวัดปุพพาราม ไปนันทารามและเสด็จไปดอยคำ-ดอยเงิน แต่ละแห่งพระพุทธองค์ได้ไว้พระเกษาธาตุแห่งละ ๑ เส้น แล้วเสด็จไปดอยถ้ำ แล้วเสด็จไปพักที่พระบาทยั้งหวีดต่อไปที่อัมพวนารามทุ่งตุม แล้วเสด็จไปพระบาทตากผ้า เสด็จไปดอยน้อย แต่ละแห่งที่ทรงแวะนั้นก็ไว้พระเกษาธาตุทุกที่
จากนั้นได้เสด็จไปที่ท่าสังเวช อันมีในสังเวคะวัตถุ ก็ได้ทรงพิจารณาปลงอายุสังขารและเสด็จไปยังเมืองกุสินาราย พระองค์ได้ปรินิพพานระหว่างต้นรังคู่ในสวนอุทยานของมัลละกษัตริย์ ประทับไสยาสน์บนแท่นหิน ท้าวพระญาร้อยเอ็ดหัวเมืองและ ๑๖ แคว้น ตลอดถึงเทพบุตรเทพดา พระอินทร์ พระพรหม พญายมราชท้าวจตุโลกบาล ครุฑ นาค อสุรินท์ และยักษ์มารทั้งหลายก็พากันมาร่วมถวายพระเพลิงเป็นอันมาก หลังจากถวายพระเพลิงได้ ๗ วันแล้ว ท้าวพระญาทั้งหลายในชมพูทวีป ต่างส่งราชฑูตพร้อมด้วยเสนาโยธามาขอส่วนแบ่งสารีริกธาตุของพระศาสดาจนเกิดเป็นโกลาหลวุ่นวาย จนถึงจะเกิดสงครามแย่งชิงกันขึ้น พระอินทร์พร้อมด้วยท้าวจุตุโลกบาลได้ห้ามทัพไว้ แล้วได้ตกลงแบ่งธาตุกันด้วยสันติวิธี
 
(เรียบเรียงจาก บำรุง บารมี)