โกลล้านนา
ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา
สนับสนุนโลกล้านนา

 
 

ตำนานสี่เกลอ

ตำนานสี่เกลอฉบับวัดปากเหมือง เป็นการกล่าวถึงชายสี่คนที่เป็นมิตรสหายกันคือ ชาวพม่า ชาวพื้นเมืองล้านนา ชาวไทใหญ่และชาวไทย โดยทั้งสี่คนได้รู้จักกันตั้งแต่เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงยกทัพมาตีเชียงใหม่ พระนารายณ์ทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๐ นับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองเป็นต้นมา
พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นเชื้อสายของพญาไชยสิริแห่งเมืองเชียงแสน ทรงสร้างเมืองอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ตรงกับปียี เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ วันศุกร์ ครั้นต่อมาถึงลำดับกษัตริย์องค์ที่ ๑๔ พญาไชยราชทรงปกครองบ้านเมือง มีมเหสีนามว่าศรีสุดา มีโอรส ๒ องค์คือ เจ้ายอดฟ้า อายุ ๑๑ ปี เจ้าสิปปา อายุ ๕ ปี เมื่อพระบิดาสวรรคต เสนาอามาตย์จึงแต่งตั้งให้เจ้ายอดฟ้าขึ้นครองราชย์
ฝ่ายพระนางศรีสุดา ต่อมาได้สามีเป็นจ่ารักษาพระราชวัง ทำให้เสนาอามาตย์ไม่พอใจจึงไปนิมนต์เจ้าเทียนซึ่งเป็นพระอนุชาของพญาไชยราชที่ออกไปบวชนั้น ให้สึกออกมาปกครองบ้านเมือง โดยมีขุนภิเรนเทพซึ่งเป็นเชื้อสายของพ่อขุนรามคำแหง เป็นหัวหน้าของเสนาอามาตย์ผู้ใหญ่ได้ไปเชิญเจ้าเทียน และจ่ารักษาพระราชวัง มาเสี่ยงเทียนบูชาต่อหน้าพระประธาน ใครจะได้เป็นใหญ่ให้เทียนดับทีหลัง
หลังจากจุดเทียนเสี่ยงทายแล้ว เทียนของพระอนุชาจะดับก่อน ทำให้ขุนภิเรนเทพโมโหจึงคายหมากทิ้ง แต่เทวดาบันดาลให้หมากไปถูกใส่เทียนของจ่ารักษาพระราชวัง ทำให้เทียนลุกไหม้อย่างรวดเร็วและดับไปก่อน เสนาอามาตย์จึงนำตัวจ่ารักษาพระราชวัง และนางศรีสุดาไปฆ่า จากนั้นจึงให้พระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์
ครั้นอยู่ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงกระทำไมตรีติดต่อกับชาวฝรั่งเศส ชาวไทยในสมัยนั้นต่างมีเวทย์มนต์คาถาอยู่ยงคงกระพันเป็นอันมาก ได้ทดลองให้ชาวฝรั่งเศสใช้ปืนยิงแต่ก็ยิงไม่เข้า บางครั้งก็ยิงไม่ออก เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ต่อมาพระนารายณ์ได้ส่งกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี และสามารถได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย เมื่อเลิกทัพกลับมาทางล้านนา จึงได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่ง เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้สหายทั้งสี่คนคือชาวเชียงใหม่ พม่า ไทใหญ่และชาวไทย รู้จักเป็นมิตรสหายกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้ร่วมมือกันสร้างวัดสี่เกลอไว้เป็นสักขีพยาน ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ทั้งสี่คนต่างมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันคือ ชาวไทใหญ่ชอบเล่นเป็นพ่อค้าวัวต่าง ชาวพม่าชอบเล่นควายลากไม้ ชาวพื้นเมืองเชียงใหม่ชอบเลี้ยงหมา ส่วนชาวไทยชอบเที่ยวไปตามที่ต่างๆ
ครั้นในเวลาต่อมาชาวไทยคิดเอาใจออกห่าง จึงออกอุบายเล่านิทานให้เพื่อนทั้งสามของตนฟังว่า มีสัตว์ ๔ ตัวเป็นเพื่อกันคือ วัว ควาย สุนัข และงู วันหนึ่งในขณะที่วัว ควายกำลังกินหญ้าอยู่ริมชายป่าแห่งหนึ่งนั้น มีสุนัขสองตัวกำลังผสมพันธุ์กันอยู่ วัวเห็นเช่นนั้นจึงถามสุนัขว่าทำไมจึงหันหลังให้กัน สุนัขตอบว่าเพื่อแสดงความรักใคร่ หากหันหน้าเข้าหากันแล้ว จะทำร้ายแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กัน ขณะนั้นมีงูตัวหนึ่งเลื้อยผ่านมา ควายจึงถามว่าทำไมจึงสามารถไปไหนมาไหนได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเท้า งูตอบว่าที่ไม่มีเท้านั้นดีแล้ว เพราะเป็นการสะดวกใจ คิดจะไปไหนก็ไปได้เลย ไม่ต้องเสียเวลายกแข้งยกขา จากนั้นสัตว์ทั้ง ๔ ก็แยกย้ายกันไป
เมื่อชาวไทยเล่านิทานจบลง ชาวพม่า ชาวเชียงใหม่และชาวไทใหญ่ก็ทราบความหมายว่าเพื่อนชาวไทยของตนต้องการที่จะแยกตัวไป จึงพูดกันว่าชาวไทยนี้ชาติก่อนเคยเป็นแลน ได้กินข้าวลีบที่พระพุทธเจ้าประทานให้ ทำให้แลนมีลิ้นแตกออกเป็นสองแง่ จึงเป็นผู้ที่ช่างพูด แต่ปากกับใจไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนว่า สิ่งใดที่จะทำให้มิตรสหายผิดข้องหมองใจกัน จงอย่าได้นำมาพูดถึง ดังเช่นชายทั้ง ๔ คนนี้
 
(เรียบเรียงจาก ไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว)