lannaworld.com

book4.gif
m1.gif

เจี้ยก้อม

เจี้ยก้อม เป็นเรื่องเล่าหรือนิทานขนาด"ก้อม"คือสั้น โดยมากมักจะเป็นเรื่องขำขันและมีแง่ที่มักจะสัปดนเล็กน้อย ซึ่งทำให้บางแห่งเรียกเป็นเจี้ยที่พรัวะ(อ่าน"พัวะ")คือหยาบช้า จึงเรียกเจี้ยพรัวะไปด้วย
เจี้ยก้อม หรือเรื่องขำขันของกลุ่มชนชาติใด ย่อมเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นของชนกลุ่มนั้นซึ่งหล่อหลอมขึ้นมาจากพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ประเพณีความเชื่อตลอดจนทัศนคติของชนกลุ่มดังกล่าว และในแง่ของเจี้ยก้อม(Jest)ของล้านนาไทยนี้ หากจะพิเคราะห์ดูพื้นฐานแล้ว อาจพบคุณสมบัติส่วนรวมของสังคม ซึ่งอาจจำแนกกล่าวได้ ดังนี้
๑. เจี้ยก้อม เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนล้านนา เช่น การที่แสดงให้เห็นว่าคนชาวล้านนามีความผูกพันอยู่กับพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงมีเรื่องล้อเลียนพระภิกษุมากมาย นอกจากนี้ เจี้ยก้อมบางเรื่องยังเผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตของประชาชนด้วย เช่น การที่ชาวบ้านออกไปหาหน่อไม้ในป่า,เก็บเห็ดมาปรุงเป็นอาหาร, ไปตั้งห้างไถนาในท้องทุ่งที่อยู่ห่างไกลไปจากหมู่บ้าน,พูดถึงอาหารการกินอย่างเช่น ตำมะเขือ, ปลาปิ้ง หรือ อี่ฮวกแอ็บเป็นต้น
๒. เจี้ยก้อม เป็นรูปแบบของจิตใต้สำนึก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเจี้ยก้อมมักจะเป็นเรื่องมีภาษาวิบัติ หรือภาษาเพี้ยนกันไปตามแนวการออกเสียงของคนต่างระดับพื้นฐาน ข้อความบางตอนจะตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม หรือไม่เป็นภาษาที่สละสลวย แต่คนฟังก็เข้าใจต่อเนื่องได้ดี ภาษาที่ปรากฏอาจเป็นภาษาที่ไม่ครบใจความ แต่คนฟังก็เดาได้ถูก เพราะคนในสังคมเดียวกันจะมีรูปแบบของจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) แบบเดียวกัน อันจะเป็นส่วนช่วยสานเชื่อมโยงให้เข้าใจในข้อความที่ขาดตอนได้
๓. เจี้ยก้อมมีชีวิต กล่าวคือเจี้ยก้อมนั้นอาจเป็นเรื่องคงที่(Static) และเปลี่ยนแปลง(Dynamic) คือคงที่ในแง่ที่เจี้ยก้อมนั้นอาจได้รับการบันทึกไว้ แต่กระนั้นในการถ่ายทอด เจี้ยก้อมย่อมจะเขยิบขยายเปลี่ยนเพี้ยนไปจากเดิมตามพื้นฐานของผู้เล่าและผู้เล่าต่อ
๔. เจี้ยก้อมจะเป็นแนวสอนคนโดยการเปรียบเทียบ(metaphere) คือสอนคนโดยอ้อมไม่พูดตรงไปตรงมา อย่างเช่นการที่ล้อเลียนพระที่สวดไม่เป็นนั้น ย่อมหมายความว่าเป็นการเตือนพระให้เอาใจใส่ในการของสงฆ์ให้แม่นยำ, การมีเรื่องระหว่างพี่เขยกับน้องเมียนั้น ก็เป็นเรื่องเตือนคนในครอบครัวให้ตระหนักถึงความใกล้ชิดและความร้อนแรงของวัยหนุ่มสาวซึ่งมีเพียงม่านศีลธรรมบางๆ มาขึงกั้นไว้เท่านั้น เช่นนี้เป็นต้น
๕. เจี้ยก้อม เป็นศิลปวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง อาจนำเอาเจี้ยก้อมมาศึกษาและใช้การได้ ให้ประโยชน์เป็นอันมากแก่สังคม และมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับศิลปวัฒนธรรมสาขาอื่น คือการที่คนในสังคมอาจรับไปใช้ได้เลยหรือค่อย ๆ รับไปใช้หรืออาจปฏิเสธไม่รับไปใช้เลยก็ได้ เจี้ยก้อมอาจกระจายจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง มีการยืมไปใช้, มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสามารถนำไปผสมผสานกับวัฒนธรรมส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาทิ เช่น อาจรวมตัวเข้ากับศาสนา, การศึกษา, เศรษฐกิจ ภาษา ฯลฯ
๖. เจี้ยก้อมจะเป็นผลที่เกิดจากสังคม อาจบอกถึงเรื่องราวของบุคคลในสังคม, พฤติกรรมบุคคล,ความเก่งกาจของบุคคล, พร้อมกันนั้น เจี้ยก้อมก็อาจบอกถึงโครงสร้างของสังคม, ค่านิยม, ความเชื่อ และกฏเกณฑ์ของสังคม โดยเฉพาะสังคมล้านนาให้เห็นเป็นที่ชัดเจนได้ เช่น อาจบอกถึงความไม่สมควรที่ลูกเขย-แม่ยาย หรือพี่เขย-น้องเมีย จะสนิทสนมกันเกินไป, พระพึงสังวรณ์ในการนุ่งห่มหรือดำรงความเป็นสมณเพศที่สมถะและสันโดษ หรือการที่คนใช้อาจหลอกนายผู้หญิงเพื่อการเพศสัมพันธ์ได้ เป็นต้น
๗. เจี้ยก้อมแต่ละเรื่องอาจมีหลายฉบับหรือหลายสำนวนที่แผกเพี้ยนกันไปบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้อาจแผกในแง่ของภาษา การวางตัวละคร หรือรายละเอียดบางจุด แต่โครงเรื่องใหญ่ยังเป็นเรื่องไม่แตกต่างกัน +++ ๘. เจี้ยก้อมเป็นสื่อสำหรับสร้างมนุษยสัมพันธ์ได้อย่างดี โดยเฉพาะการที่บุคคลต่างระดับกับชาวบ้านอาจใช้เจี้ยก้อมหรือวรรณกรรมพื้นบ้านอื่น ๆ เช่นเพลงชาวบ้าน เป็นต้น ช่วยให้เกิดความเป็นกันเองกับชาวบ้านได้อีกโสดหนึ่ง

หน้าที่ของเจี้ยก้อม

เรื่องขำขัน คือเจี้ยก้อมของชนชาวล้านนานี้เมื่อนำมาพิเคราะห์ดูแล้ว เห็นได้ว่าเจี้ยก้อมเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ซึ่งอาจแยกเป็นประเด็นเห็นได้ดังนี้
๑. เจี้ยก้อม สามารถสะท้อนให้เห็นภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคน ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่า วงครอบครัวล้านนานั้น เมื่อมีการแต่งงานขึ้นแล้วนั้น ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านของฝ่ายหญิงและช่วยงานในบ้านของฝ่ายหญิง, การดำรงชีวิตขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรมคือทำนา ทำสวนทำไร่เป็นพื้น แต่กระนั้นก็ยังมีการเก็บหาของป่ามาบริโภคตามแบบสังคมหมู่บ้านที่ขึ้นกับ"ของปลูก-ของป่า" และการดำรงชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยมีพุทธศาสนาเป็นแกนกลางในด้านประเพณีและพิธีกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นโดยภาวะว่าสังคมล้านนาเป็นสังคมเกษตรกรรมเชิงพุทธศาสนากึ่งงมงาย
๒. เจี้ยก้อมสามารถสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติ ความเชื่อ และค่านิยมในสังคมล้านนาได้เป็นอย่างดี การที่แม่พยายามเลือกลูกเขยที่มือสาก เพราะเชื่อว่าเป็นคนขยันนั้นหมายถึงทัศนคติที่ว่าลูกเขยคือผู้ที่จะมาทำหน้าที่ด้านการผลิตให้แก่ครอบครัวโดยมีลูกสาวของตนเป็นการแลกเปลี่ยน, การมีเจี้ยก้อมล้อเลียนคนต่างเผ่าหรือต่างถิ่นเป็นจำนวนไม่น้อยนั้น อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการกล่าวโดยนัยว่า คนล้านนาเห็นว่าผู้มาจากเผ่าอื่นนั้นด้อยกว่าตน, การให้ "แม่เลี้ยง" หรือคุณนายเสียท่าแก่หนุ่มขมุหรือคนใช้นั้น นอกจากเป็นการขบขันแล้วยังเป็นนัยด้วยว่า การเสียท่าแก่บุคคลดังกล่าวเป็นการเสียเชิงอย่างยิ่งอีกด้วย, ในด้านความเชื่อนั้น ทำให้เห็นว่าคนล้านนามีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นในพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีเจี้ยก้อมจำนวนมากที่คอย "สกัด"ภิกษุที่กำลังเตลิดออกนอกแนวแห่งความเป็นภิกษุที่น่าเลื่อมใส แต่แม้ว่าคนล้านนาจะเชื่อมั่นในพุทธศาสนามากมายเพียงใดก็ตาม ก็ยังได้จัดสรรส่วนแบ่งส่วนหนึ่งไว้แก่ระบบถือผีไว้เช่นกันอีกด้วย
๓. เจี้ยก้อมสามารถทำหน้าที่เป็นขบวนการควบคุมสังคมได้อย่างดี เรื่องราวที่ปรากฏเป็นเจี้ยก้อมนั้นย่อมมาจากเรื่องจริงของประชาชนในล้านนา การที่เรื่องของบุคคลใดเป็นที่กล่าวขวัญหรือล้อเลียนเช่นนั้นนับเป็นเรื่องน่าขายหน้าอย่างยิ่งที่ถูก "เล่าขวัญ" หรือถูกนินทา ซึ่งการเล่าขวัญหรือล้อเลียนนั้นเป็นมาตรการลงโทษของสังคมที่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยความแง่นี้จะมองเห็นได้ว่าเจี้ยก้อมจะช่วยตีกรอบความประพฤติของคนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การที่พระถูกล้อเลียนว่าสวดไม่เป็นก็จะทำให้พระสงฆ์ต้องเอาใจใส่ในกิจการของตน การพูดถึงคนที่คิดเพ้อเจ้อขายไก่ซื้อหมู ขายหมูซื้อวัว ฯลฯ นั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ ซึ่งสิ่งใดก็ตามที่ได้มีการ "เล่าขวัญ"เป็นที่สนุกสนานกันกว้างขวางแล้ว คนทั่วไปก็จะพยายามหลีกเว้นการกระทำนั้น ๆ อย่างเข้มงวด
๔. เจี้ยก้อมจะเป็นขบวนการอันหนึ่งในการให้การศึกษาแก่ประชาชน กล่าวคือ นอกเหนือจากเป็นการตีกรอบวงล้อมความประพฤติดังได้กล่าวมาแล้ว เจี้ยก้อมบางเรื่องจะเป็นการสอนประชาชนได้อย่างดี เช่นสอนให้ประชาชนให้ความเอาใจใส่ในการแต่งกาย, ขยันขันแข็งในการทำงาน, ให้ความระมัดระวังในเขยซึ่งมาเป็นญาติใหม่,เอาใจใส่ในการเรียน,ศึกษาขนบธรรมเนียมของผู้อื่นเช่นการใช้ตะเกียบ ฯลฯ
๕. เจี้ยก้อมเป็นขบวนการเพื่อความสนุกสนาน เรื่องเจี้ยก้อมเป็นเรื่องขำขันก่อให้เกิดความรื่นรมย์และยังเป็นแนวในการเชื่อมความสามัคคีในหมู่คณะได้ดีอีกเช่นกัน
๖. เจี้ยก้อมเป็นขบวนการในการลดความคับข้องใจของคนในสังคมได้อย่างดี เจี้ยก้อมที่นำเอาพระมาเป็นตัวตลกนั้นอาจแสดงให้เห็นได้อีกนัยหนึ่งว่าชาวบ้านได้มีความคับข้องใจที่ต้องอุปการะแก่พระ ต้องกราบไหว้ยกย่องพระ ตลอดจนการถูกกะเกณฑ์เพื่อการศาสนารูปต่าง ๆ เมื่อชาวบ้านไม่อาจพูดหรือแสดงออกถึงความคับข้องใจออกมาอย่างตรง ๆ ได้ จึงแสดงออกมาในแง่ของการล้อเลียนเป็นเรื่องตลก ทั้งนี้ก็เช่นเดียวกันกับที่มีเจี้ยก้อมล้อเลียนชนชั้นสูงหรือผู้มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งการได้ระบายความคับข้องใจดังกล่าวลงไปบ้าง ก็จะทำให้ชาวบ้านล้านนาแปรวิถีแห่งความคิดแทนที่จะเป็นการต่อต้านกลายมาเป็นการล้อเลียน ซึ่งการที่ได้มีโอกาสลดความคับข้องใจดังกล่าวนี้ จะทำให้คนล้านนาสามารถที่จะ "ทนรับ" ความคับข้องใจนั้นได้ต่อไปอีกโดยไม่จำเป็นต้องระเบิดความคิดเชิงปฏิปักษ์
อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าการที่เจี้ยก้อมเป็นวิถีที่ชนชาวล้านนาใช้เป็นเครื่องระบายความเก็บกดของตน อันเนื่องมาจากการที่ต้องอยู่ในระเบียบประเพณี, การปกครอง, ภาวะคับแค้นทางเศรษฐกิจ หรือความเก็บกดในเรื่องเพศนั่นเอง

สรุป

เจี้ยก้อมล้านนานี้คือวรรณกรรมมุขปาฐะ คือเรื่องที่เล่ากันจากปากสู่ปากโดยมุ่งให้ตอบสนองความพึงพอใจของคนทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง แต่จากวิธีการของเจี้ยก้อมดังกล่าวนี้ ทำให้เจี้ยก้อมได้กลายมาเป็นขบวนการสร้างเสริมสังคมอีกโสดหนึ่ง ทั้งนี้อาจกล่าวให้สั้นที่สุดได้ว่า เจี้ยก้อมคือกระบวนการเพื่อความรื่นรมย์และสร้างสังคมไปพร้อมกัน
เจี้ยก้อมที่เล่ากันอยู่ในเขตล้านนา ซึ่งเมื่อนำมาจำแนกตามหมวดหมู่แล้วจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงบุคคลระดับต่าง ๆ ในสังคมล้านนา ทั้งนี้ อาจนำมาสรุปตามหมวดหมู่ได้ ดังนี้
๑. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนพระ
๒. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนพ่อเฒ่าแม่เฒ่า
๓. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนพ่อแม่ลูก
๔. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนผัวเมีย
๕. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนเขยหรือสะใภ้
๖. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนผู้ชายหรือทิดสึกใหม่
๗. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนผู้หญิง
๘. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนคนชั้นสูง-ผู้มีอำนาจ
๙. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนคนต่างถิ่น-ต่างเผ่า
๑๐. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนคนผิดปกติ
๑๑. เจี้ยก้อมที่ล้อเลียนพฤติกรรมของคน
๑๒. เจี้ยก้อมที่เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด