| |
พระเจ้าอินทวิชยานนท์
(พ.ศ.๒๔๑๓ -๒๔๔๐)
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่
๗ มีพระนามเดิมว่า เจ้าอินทนนท์ เป็นราชบุตรเจ้าราชวงศ์มหาพรหมฅำฅงกับแม่เจ้าฅำหล้า
และเป็นราชบุตรเขยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ เสกสมรสกับเจ้าเทพไกสร(เทพเกษร)
มีบุตรและธิดากับแม่เจ้าเทพไกสรพร้อมกับแม่เจ้าอื่น ๆ และหม่อมอีก รวมทั้งหมด
๑๑ คน คนที่มีบทบาทสำคัญต่อมา ๓ องค์ คือโอรสคนที่ ๖.เจ้าน้อยสุริยะ
(ต่อมาเป็นเจ้าสุริยวงศ์- เจ้าราชบุตร-เจ้าอุปราช แล้วเป็นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ฯเจ้าหลวงเชียงใหม่
ลำดับที่ ๘ |กำเนิดจากแม่เจ้ารินฅำ) โอรสคนที่ ๗.เจ้าแก้วนวรัฐ (ต่อมาเป็นเจ้าราชภาคินัย
-เจ้าสุริยวงศ์-เจ้าราชวงศ์-เจ้าอุปราชตามลำดับ แล้วเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่
๙|กำเนิดจากหม่อมเขียว) และพระธิดาองค์ที่ ๑๑.เจ้าหญิงดารารัศมี (ต่อมาคือ
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ |กำเนิดจากแม่เจ้าเทพไกสร)
พ.ศ.๒๔๑๖เดือน ๖ รัชกาลที่ ๕
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าอุปราชอินทนนท์เป็น เจ้าอินทรวิไชยานนท์
พหลเทพภักดี ศรีโยนางคราชวงศา มหาประเทศราชาธิบดี นพีสีนคราภิพงศ์ดำรง
พิพัฒน์ ชิยางค์ราชวงศา เจ้านครเชียงใหม่ และทรงแต่งตั้งเจ้าบุญทวงศ์เป็นเจ้าอุปราชนครเชียงใหม่
ใน พ.ศ.๒๔๒๔ จึงโปรดเกล้าฯเลื่อนฐานันดรศักดิ์เจ้าอินทวิชยานนท์ เป็นพระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ
และถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ จัดการปลงพระศพในปีต่อมาเมื่อเดือนหกเหนือ
ขึ้น ๑๔ ค่ำ ที่ท่าน้ำแม่ปิง ก่อสถูปบรรจุพระอัฐิไว้ที่ต้นไม้กร่าง ฝ่ายตะวันตกของสะพานข้ามน้ำแม่ปิง
ต่อจากสถูปของแม่เจ้าเทพไกสร(ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีให้ย้ายไปที่วัดสวนดอก
เชียงใหม่)
ในครั้งที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ลงไปเฝ้าฯ
รัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๒๙ นั้น ได้พาเอาพระธิดาชื่อเจ้าดารารัศมีซึ่งขณะนั้นอายุ
๑๓ ปีลงไปด้วย ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีการสมโภช และให้เจ้าดารารัศมีเข้ารับราชการฝ่ายใน
เป็นเจ้าจอมตั้งแต่บัดนั้น ก่อนที่เจ้าดารารัศมีจะกลับมาเยี่ยมเชียงใหม่
เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ ก็ได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศขึ้น
เป็น "พระราชชายา" อันเป็นตำแหน่งมเหสีเทวีพระองค์หนึ่ง
ในช่วงสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์นี้
มิชชันนารีคือศาสนาจารย์แมคกิลวารีและครอบครัวได้ขึ้นมาถึงเชียงใหม่
๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๑๑ ตั้งจุดประกาศศาสนา เริ่มจัดการศึกษาแแบบตะวันตกโดย
นางโซเฟีย รอยซ์ แมคกิลวารี ได้เริ่มให้มีการศึกษาสำหรับสตรีครั้งแรกในปี
พ.ศ.๒๔๑๘ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๒ นางสาวแมรี แคมป์เบลล์ และเอ็ดนา โคล ได้มาจัดระเบียบโรงเรียนสตรีที่บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ
จนกลายมาเป็นโรงเรียนดาราวิทยาลัยในปัจจุบัน ส่วนการศึกษาสำหรับเด็กชายนั้น
ได้มีการจัดตั้ง "โรงเรียนเด็กชายวังสิงห์คำ" (Chiengmai Boys School)
ขึ้นที่บริเวณที่เรียกว่าวังสิงห์คำ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ โดยศาสนาจารย์ เดวิด
จี.คอลลินส์ ต่อมาเป็นโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนดังกล่าวระยะแรกใช้ภาษาอังกฤษและภาษาล้านนาในการเรียนการสอน
มีการพิมพ์ตำราด้วยอักษรล้านนา โดยมิชชันนารีประดิษฐ์ตัวพิมพ์อักษรธรรมล้านนาได้ตั้งแต่
พ.ศ.๒๓๗๙
ในสมัยนี้บริษัททำป่าไม้ ซึ่งทะยอยเข้ามาประกอบกิจการในเชียงใหม่เช่นบริษัทบริติชบอร์เนียว
(British Borneo) เข้ามาในราว พ.ศ. ๒๔๐๗ บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา (Bombay
Burma) เข้ามาในราว พ.ศ. ๒๔๓๒ และ บริษัทสยามฟอเรสต์ (Siam Forest)เป็นต้น
ได้นำเอาลูกจ้างชาวพม่า กะเหรี่ยง และชาวพื้นเมืองอื่น ๆ เข้ามาทำงานในกิจการดังกล่าว
ดังนั้นจึงมีชาวอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษเข้ามาในล้านนามากขึ้นตามลำดับ
และในการทำป่าไม้ได้เกิดปัญหาถึงขั้นฟ้องศาลที่กรุงเทพหลายคดี จากหลักฐานพบว่ามีคดีความจำนวน
๔๒ เรื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๑-๒๔๑๖ ตุลาการตัดสินยกฟ้อง ๓๑ เรื่อง ส่วนอีก
๑๑ เรื่องพบว่าเจ้านายทำผิดจริง จึงตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายรวม ๔๖๖,๐๑๕
รูปี หรือ ๓๗๒,๘๑๒ บาท เจ้าเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นคือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯได้ขอชำระเพียงครึ่งเดียวก่อน
ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน ๖ เดือน แต่กงสุลอังกฤษไม่ยอมรับ บังคับให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ชำระทั้งหมด
หรือมิฉะนั้นต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย ซึ่งราชสำนักกรุงเทพฯก็ไม่ยินยอม ดังนั้น
เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงจ่ายค่าเสียหาย ๑๕๐,๐๐๐ รูปี (๑๒๐,๐๐๐ บาท) ราชสำนักกรุงเทพฯให้ยืมเงิน
๓๑๐,๐๐๐ รูปี (๒๔๘,๐๐๐ บาท) โดยต้องชำระคืนภายใน ๗ ปี พร้อมทั้งดอกเบี้ยในรูปไม้ขอนสัก
๓๐๐ ท่อนต่อปี
ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเหตุหนึ่ง
ให้ต้องมีการปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพในเวลาต่อมา โดยเริ่มตั้งแต่ส่งพระนรินทรราชเสนี
(พุ่ม ศรีไชยยันต์) ปลัดบัญชีกรมพระกลาโหมไปเป็นข้าหลวงสามหัวเมือง ประจำอยู่ที่เชียงใหม่
มีหน้าที่ควบคุมดูแลและแนะนำให้พระเจ้าเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่
พ.ศ.๒๔๑๖ และ โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรเป็นข้าหลวงพิเศษ
มาจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนและดำเนินการปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพเป็นครั้งแรกใน
พ.ศ.๒๔๒๗ ส่งผลให้เกิดปฏิกริยาเป็นกบฎผญาปราบสงคราม ในพ.ศ.๒๔๓๒ หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว
รัฐบาลกลางได้ยอมผ่อนปรนบางประการ เช่น ใน พ.ศ. ๒๔๓๕ อนุญาตให้พระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯยกเลิกเสนาผู้ช่วย
๖ ตำแหน่งตามที่เสนอไป แต่ก็ดำเนินการปฏิรูปการปกครองตามระบบมณฑลเทศาภิบาลต่อไปจนสำเร็จ
จัดตั้งเป็นมณฑลลาวเฉียง (พ.ศ.๒๔๓๖ - ๒๔๔๒)และมณฑลพายัพ(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๗๖)
อยู่ภายใต้การกำกับราชการของข้าหลวงเทศาภิบาล
|
|