ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา
สนับสนุนโลกล้านนา

 
 

พระญาธัมมลังกา (พ.ศ.๒๒๘๙-๒๓๖๔)

พระญาธัมมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ เป็นบุตรชายคนที่ ๓ ของเจ้าฟ้าชายแก้วและนางจันทา สมภพเมื่อ พ.ศ.๒๒๘๙ พระญาธัมมลังกาได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระยาเชียงใหม่หรือ เจ้าหลวงเชียงใหม่ เมื่ออายุได้ ๗๐ ปี
ดังนั้นบทบาทสำคัญของท่านจึงอยู่ที่การร่วมงานกับพระญากาวิละอย่างใกล้ชิด เป็นผู้ช่วยราชการที่เข้มแข็งในสมัยพระญากาวิละ มีบทบาททั้งคู่กับพระญากาวิละและการปฏิบัติราชการแทนพระองค์
ใน พ.ศ.๒๓๑๗ เมื่อพระญากาวิละร่วมมือกับพระญาจ่าบ้านและพระเจ้ากรุงธนบุรี "ฟื้นม่าน" ปลดปล่อยล้านนาให้พ้นจากอำนาจของพม่าสำเร็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งพระญาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่ ตั้งเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองนครลำปาง และตั้งเจ้าธัมมลังกาเป็นอุปราชนครลำปาง
ใน พ.ศ.๒๓๔๘ หลังจาก เมื่อกลับจากการตีเมืองต่าง ๆ ในสิบสองพันนา พระญาอุปราชผู้เป็นแม่ทัพในครั้งนั้นก็ได้พาพระญาบุรีรัตน์ เจ้าหอฅำเมืองเชียงตุง และ"ท้าวพระญาหัวเมืองนอกทั้งปวง"คือพระญาเมืองยอง พระญาเมืองวะ พระญาเมืองเชียงขาง และพระญานาฝากเมืองยาง ล่องเรือลงไปเฝ้า "สมเด็จพระเอกราชะมหากระสัตรเจ้าตนบุญใหญ่ฯ" ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานรางวัล "พานพระสรีคือขันฅำเครื่องในครบ ๗ สิ่งแลคนโฑ คือ น้ำต้นฅำคะโถนคืออ้องน้ำหมากฅำ พระแสงหอกดาบคือว่าดาบฝักฅำ หอกฅอฅำ แก่พระเปนเจ้ามหาอุปราชาแถมใหม่เปนถ้วนสองที" และพระราชทานเลื่อนยศเป็น เจ้ามหาอุปราชเชียงใหม่ และพระราชทานของรางวัลแก่เจ้านายท้าวพระญาทุกท่าน
ใน พ.ศ.๒๓๕๒ พระญากาวิละพระเจ้าเชียงใหม่มอบหมายให้เจ้ามหาอุปราชธัมมลังกาไป ตรวจด่านทางเมืองยวมถึงฝั่งน้ำแม่ฅง(แม่น้ำสาละวิน)ครั้งนั้นท่านได้ทำพิธีสัตย์ปฏิญาณเป็นมิตรไมตรีกับเจ้าเมืองยางแดงที่ตำบลท่าสะยา โดยล้มกระบือตัวหนึ่งเอาเลือดกระบือผสมกับสุราเป็นสัจจบาน แล้วผ่าเขากระบือออกเป็นสองซีกให้เมืองเชียงใหม่และเมืองยางแดงรักษาไว้ และว่า " ตราบใดน้ำแม่คงบ่หายเขาควายบ่ซื่อ ถ้ำช้างเผือกบ่ยุบ เมืองเชียงใหม่กับเมืองยางแดงคงเป็นไมตรีกันอยู่ตราบนั้น"
เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่(เจ้ากาวิละ)ถึงแก่พิราลัยแล้วใน พ.ศ.๒๓๕๘ นั้นเจ้าธัมมลังกา หรือเจ้าน้อยธัมมลังกาหรือน้อยธัมม์ ผู้เป็นน้องลำดับที่ ๒ ของเจ้ากาวิละซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้ามหาอุปราชเมืองเชียงใหม่อยู่นั้นได้รักษาราชการในเมืองเชียงใหม่สืบต่อมา เมื่อถึงเดือน ๙ เหนือ ขึ้น ๑๒ ค่ำ วันศุกร์ บรรดาเจ้านายลูกหลานท้าวพระญา เสนาอามาตย์ในเชียงใหม่ทั้งมวลก็ได้น้อมบ้านเวนเมืองให้เจ้ามหาอุปราชเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ เฉลิมนามว่า เสตหัตถิสุวัณณปทุมราชาเจ้าช้างเผือก และเชิญเจ้าฅำฝั้นเจ้าเมืองลำพูน ซึ่งเป็นน้องคนที่ ๖ มาเป็นอุปราชา (ให้เจ้าอุปราชสรีบุญมาผู้น้องลำดับที่ ๗ เป็นเจ้าเมืองลำพูนแทน)
ใน พ.ศ.๒๓๕๙ ได้ช้างเผือกเอก ๑ เชือกให้ชื่อช้างเผือกนั้นว่า เสตัคคนาเคนท์ ครั้น ถึงเดือน ๑๑ เหนือแรม ๖ ค่ำวันพุธ พระเจ้าช้างเผือกให้เจ้าพุทธวงศ์และเจ้าสุวัณณะฅำมูน คุมช้างเผือกล่องลงไปถวายพระเจ้าอยู่หัวในกรุงเทพมหานคร และถัดมาในเดือนยี่เหนือ พระเจ้าช้างเผือกก็ยกกองเรือ ล่องไปสมทบนำช้างเผือกเข้าถวาย ในครั้งนั้นก็ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักรัตนโกสินทร์ให้เป็นพระญาเชียงใหม่ ให้เจ้าฅำฝั้นหรือพระญาลำพูนฅำฝั้นเป็นอุปราชเชียงใหม่ และเลื่อนพระยาอุปราชบุญมาเมืองลำพูนเป็นพระญาลำพูน
ในยุคของพระญาธัมมลังกานี้ได้มีการซ่อมแซมคูและกำแพงเมือง ซึ่งพระญามังรายได้โปรดให้สร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ ขุดคูรอบเมืองกว้างประมาณ ๒๐ วา แล้วใช้มูลดินจากการขุดคูถมเป็นแนวกำแพงซึ่งสูง ๘ ศอก กว้าง ๖ ศอก เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๖ ในสมัยพระเมืองแก้วได้มีการปรับแนวกำแพงเมืองให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม และใช้อิฐก่อสองข้างแนวกำแพงนั้น และบูรณะอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากาวิละ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ โดยเริ่มเมื่อพ.ศ.๒๓๖๑ เดือนสี่เหนือแรม ๔ ค่ำ วันพฤหัสบดี เริ่มการขุดลอกคูเมืองตั้งแต่แจ่งกู่เรืองไปจนถึงประตูไหยา มีความยาวรวม ๖๐๖ วา ใน พ.ศ.๒๓๖๓ ให้เริ่มก่อกำแพงเมือง โดยเริ่มจากด้านแจ่งสรีภูมิแล้วเวียนไปทางซ้าย
พ.ศ.๒๓๖๔ เดือนแปดเหนือ ขึ้น ๑๔ ค่ำ วันอังคาร พระญาธัมมลังกาไม่สบายถึงกับอาเจียน ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น พระญาธัมมลังกาก็ถึงแก่อสัญกรรมหลังจากที่ราชสำนักกรุงเทพแต่งตั้งให้เป็นพระยาเชียงใหม่เมื่อมีอายุ ๗๐ ปี ครองเมืองในฐานะของเจ้าประเทศราชได้ ๗ ปี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุได้ ๗๗ ปี นางเทวีของพระญาธัมมลังกาชื่อแม่เจ้าจันฟองมีบุตรธิดารวม ๑๗ คน เป็นชาย ๖ คน และเป็นหญิง ๑๑ คน
 
(เรียบเรียงจาก หนังสือเจ้าหลวงเชียงใหม่ กรุงเทพ : คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่,๒๕๓๘)