ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา
สนับสนุนโลกล้านนา

 
 

พระยากาวิละ

พระยากาวิละ ท่านเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ด้วยความร่มเย็นและด้วยปรีชาสามารถ
ท่านเป็นทั้งนักรบผู้กล้า และ ยังปกป้องแผ่นดินให้คงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อกษัตริย์ และต่อผืนแผ่นดิน
พระยากาวิละ หรือเรียกอีกนามหนึ่งว่า พระเจ้ากาวิละ ท่านเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๑ สมภพเมื่อ พ.ศ. 2285 เป็นบุตรคนแรกในจำนวน ๑๐ คน ของเจ้าฟ้าชายแก้วเจ้าเมืองลำปาง เชื้อสายราชวงศ์เชื้อเจ็ดตนอันสืบสายมาจากพระยาสุรวฦาไชย (ทิพจักรหรือ ทิพย์ช้าง) กับนางจันทาเทวี ท่านได้ร่วมมือน้องชาย และพระยา จ่าบ้านสนับสนุนกองทัพไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และ ขับพม่าออกจากเชียงใหม่ ได้เมื่อวันอาทิตย์ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนห้าเหนือ พ.ศ.๒๓๑๗
เมื่อขับพม่าออกจากเชียงใหม่ ท่านได้นำบิดาซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันออกจากคุกเชียงใหม่ได้แล้ว จึงเดินทางกลับลำปาง และพาน้องชายทั้ง ๖ เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินทรงตั้งเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าเมืองลำปางโดยมีเจ้า ธัมมลังกาผู้น้องลำดับที่ ๓ เป็นอุปราชา
ต่อมาใน พ.ศ.๒๓๒๕ ได้เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน เจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และมีเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อเจ้ากาวิละตีเชียงแสนได้แล้วนำข้าวของและเชลยไปถวาย รัชกาลที่ ๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งเจ้ากาวิละ ขึ้นเป็นพระยามังราวชิรปราการกำแพงแก้ว ครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นอายุ ๔๐ ปี
เมื่อเจ้ากาวิละได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยามังราววชิรปราการกำแพงแก้วเจ้าเมืองเชียงใหม่แล้วท่านได้รวบรวมกำลังคนเดินทางจากลำปาง
ไปยังเวียงป่าซางเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ และสะสมกำลังในเวียงป่าซางนานถึง ๑๔ ปี ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ ๕ มีนาคม 2339 ท่านจึงยกไพร่พลออกจากเวียงป่าซางเดินทางเป็นเวลา ๕ วันเข้าสู่เมืองเชียงใหม่
ดังนั้นยุคของพระยามังราววชิรปราการกำแพงแก้วจึงเป็นยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ โดยไปชักชวนหรือตีบ้านเล็กเมืองน้อยต่าง ๆ เพื่อสร้างสม ประชากรไว้ในลำพูน และเชียงใหม่ เช่น ในปี พ.ศ.๒๓๒๖ ได้ผู้คนจากบ้านตองโผะ ได้ฟ้าน้อยหมดเมืองธาง และบริวาร ได้คนจากเมืองทูและบ้านแม่ปะ พ.ศ.๒๓๒๙ ได้เมืองปั่น เมืองตองคาย ใน พ.ศ.๒๓๓๒ ก็ได้ชาวบ้านสะต๋อย บ้านวังลุ วังกวาด มารวมไว้อีกด้วย พ.ศ.๒๓๔๑ ก็ได้ประชากรจากเมืองปุ เมืองสาด เมืองแจด ท่าอ้อ เมืองกึงและเมืองกุน มารวมอยู่ในเมืองเชียงใหม่ และในปีรุ่งขึ้นท่านได้ยกกองทัพไปตีเอาประชากรจากบ้านงัวลาย สะต๋อย ส้อยไร ท่าช้าง บ้านนาและท่งอ้อ มาไว้ในเมืองเชียงใหม่อีก ยุคนี้ต่อมานักวิชาการเรียกว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า พระยากาวิละได้ขยายอำนาจครอบคลุมไปถึงเมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองต่าง ๆ ในแคว้นสิบสองพันนาและหัวเมืองบนฝั่งแม่น้ำสาละวิน
ใน พ.ศ.๒๓๔๓ พระยามังราววชิรปราการกำแพงแก้ว เจ้าอุปราชา และเจ้ารัตนะหัวเมืองแก้ว พร้อมกับเสนาข้าราชบริพารร่วมกัน ให้ชื่อเมืองเชียงใหม่ว่าเมืองรัตนติงสาอภินวปุรี และในปีเดียวกันนี้ เดือนเจ็ดเหนือขึ้น ๑๑ ค่ำ วันเสาร์ ก็ได้โปรดให้ก่อรูปช้างเผือกสองเชือกไว้ทางทิศเหนือของเมือง เชือกที่หันหน้าไปทางเหนือมีชื่อว่าปราบจักกวาฬเชือกที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกชื่อปราบ เมืองมารเมืองยักข์ แล้วก่อรูปกุมภัณฑ์ ๒ ตนไว้หน้าวัดโชติการามหรือวัดเจดีย์หลวง และให้ก่อรูปสุเทวฤษีไว้ทางด้านตะวันตกของหออินทขีลอีกด้วย และอีกสองปีต่อมาในเดือนสี่เหนือ ขึ้น ๑๓ ค่ำได้ก่อรูปมิคคินทสีหราชสีห์ ๒ ตัวไว้ที่ข่วงสิงห์ทางทิศเหนือของเมืองเพื่อเป็น "ชัยมังคละแก่รัฏฐปัชชานราฏฐ์บ้านเมืองทังมวล"
ในเดือนอ้ายเหนือ ขึ้น ๔ ค่ำ พ.ศ.๒๓๔๕ ตรงกับวันพุธ ที่ ๒๖ มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่หนึ่งจึงโปรดให้เลื่อนพระยามังราววชิรปราการกำแพงแก้ว เป็น พระบรมราชานราธิบดีศรีสุริยวงศ์องค์อินทสุรศักดิสมญามหาขัติยราชชาติราชาไชยสวรรย์ เจ้าขัณฑเสมาพระนครเชียงใหม่ราชธานี ศรีสวัสดีฑีฆายุสมอุดม เป็น"พระเจ้าเชียงใหม่"ซึ่งเป็นใหญ่ในล้านนา ๕๗ หัวเมือง และขึ้นกับกรุงเทพฯ ในฐานะเจ้าประเทศราช
ใน พ.ศ.๒๓๔๗ พระเจ้าเชียงใหม่โปรดให้พระญาอุปราชยกทัพไปตีเอาเมืองเชียงแสนซึ่งอยู่ในอาณัติของพม่าได้ ส่วนเจ้ามหาขนานผู้เป็นน้องลำดับที่ ๔ ก็ได้ไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเชียงตุงได้ ในปีเดียวกันนี้โปรดให้เจ้าบุรีรัตน์ยกกองกำลังยกไปเมืองยองหรือมหิยังคบุรี เมื่อกลับคืนมาเชียงใหม่แล้วก็ได้นำ"ท้าวพระยาหัวเมืองนอก"ทั้งปวงล่องไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดฯให้เลื่อนพระญาอุปราชเป็นเจ้ามหาอุปราชเชียงใหม่ ให้พระยาบุรีรัตน์เมืองเชียงใหม่กับนายสรีบุญมาเมืองลำปางเป็นเจ้าเมืองและอุปราชเมืองลำพูน
พระเจ้าเชียงใหม่เดินทางไปกรุงเทพฯ เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๘ เพื่อนำเอาครอบครัวของชาวมอญไปถวาย เมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่ได้ ๒ เดือนกับ ๓ วันพระเจ้าเชียงใหม่ก็ประชวร และถึงแก่พิราลัย เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๘ ยามแตรบอกเวลาเข้าสู่เที่ยงคืน รวมระยะการปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ๓๒ ปี สิริรวมพระชนม์ชันษาได้ ๗๔ ปี
พระเจ้ากาวิละมีนางเทวีชื่อ "โนชา" มีทายาทชาย ๔ และ หญิง ๑ โอรสองค์ที่ ๒คือเจ้าหนานสุริยวงศ์ ซึ่งต่อมาเป็น "พระเจ้ากาวิโลรสฯ"เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๖
 
(เรียบเรียงจาก หนังสือเจ้าหลวงเชียงใหม่ ๒๕๓๙)