| |
ศาสตราจารย์
ดร. อุดม รุ่งเรืองศรี
ครูภูมิปัญญาไทยด้าน: ภาษาและวรรณกรรม (ภาคเหนือ)
การศึกษา
และชีวิต :
นายอุดม
รุ่งเรืองศรี เกิดในสังคมชนบทล้านนา ในหมู่บ้านท่าโป่ง ต. บ้านแม อ.สันป่าตอง
เชียงใหม่ เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๔๘๘ เป็นลูกคนโตของพ่อครูผดุง(คำมูล) และแม่จันทร์ดี
มีน้องรวมสี่คน ยุคนั้นเป็นยุคที่ยังต้องใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด และเป็นยุคที่เครื่องรับวิทยุที่ต้องใช้ถ่านไฟฉายนับร้อยก้อนเป็นแหล่งพลังงาน
แต่ก็ยังดีที่มีรถยนต์โดยสารแบบคอกหมูที่วนมารับผู้โดยสารไปตามทางที่มีหลุมฝุ่นในหน้าแล้งและมีปลักโคลนในหน้าฝนเพื่อเข้าเมืองวันละหนึ่งเที่ยว
แหล่งบันเทิงที่พอหาได้ก็เพียงวิทยุซึ่งในหมู่บ้านมีเพียงสองเครื่องและนานๆ
ครั้งจึงจะมี"หนังขายยา"คือรถเร่ที่มาโฆษณาขายยาโดยมีการฉายภาพยนต์ประกอบ
จะได้ดูลิเกก็ต่อเมื่อมีงานวัดและกว่าจะได้"ฟังซอ" คือการขับซอโต้ตอบระหว่างช่างซอชายหญิงนั้น
ก็ต้องรอให้มีงานอย่างงานบวชหรืองานขึ้นบ้านใหม่เสียก่อน
วิถีการทำนานั้นสอนให้รู้ถึงวิธีการดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยพืชที่ขึ้นในนาและสัตว์น้ำเล็กๆน้อยๆ
สวนในบ้านที่มีพรรณไม้หลากชนิดและวิถีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย สอนให้รู้ถึงการใช้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นอาหารและเครื่องใช้เพื่อตอบสนองต่อชีวิตประจำวัน
อีกทั้งการที่พ่อแม่มีที่ดินทำไร่นั้น ทำให้เรียนรู้ถึงการปลูกพืชผักอย่างพริก
ถั่ว งา ที่สามารถถนอมใช้เป็นอาหารและยังเป็นแหล่งผลิตพืชเสริมเพื่อใช้ดำรงชีวิตในครัวเรือนโดยพึ่งพิงระบบตลาดไม่มากนัก
นอกจากนั้น วิถีชีวิตแบบชาวบ้านนอกยังช่วยอบรมวิธีการหาอาหารทั้งพืชผัก
สัตว์เล็กและแมลงได้ตามฤดูกาล เช่นการรู้จักเห็ดว่าชนิดไหนกินได้และกินได้โดยวิธีการใด
ปลาและสัตว์น้ำเล็กที่ได้จากการใช้"แซะ"ไล่ช้อนจากร่องน้ำรอยไถ
นอกจากจะแกงแล้ว ยังสามารถทำเป็น "แอ็บ"คือทำเป็นงบปิ้งไฟซึ่งหอมกรุ่นด้วยใบขมิ้นที่ซ้อนอยู่ในใบตอง
ปลาเล็กที่ได้จากการยกยอหรือการวิดบ่อที่เหลือจากทำเป็นอาหารในแต่ละมื้อหรือหามาได้มาก
ก็จะคลุกเกลือใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ อุดปากด้วยใบกล้วยแห้งเพื่อรอวันที่จะเป็นปลาร้า
ถั่วเหลืองที่ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว นอกจากจะขายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้แล้วก็ยังสามารถตัดต้นที่ติดฝักซึ่งยังไม่แก่นักมาต้มกินแทนขนมหรือของว่าง
และได้อาศัยใช้ถั่วเหลืองที่เหลือจากการขายนั้นมาทำ"ถั่วเน่า"
เพื่อใช้ปรุงร่วมกับพริกที่มาจากไร่ หัวหอมและกระเทียมที่ปลูกเอง ส่วนเกลือนั้นก็คงต้องซื้อ
เสื้อผ้าที่ใช้ในบ้านในวัยเด็กก็มาจากฝีมือของแม่ที่ปั่นด้ายและทอร่วมกับยาย
ได้เรียนหนังสือระดับชั้นประถมศึกษาในหมู่บ้านกิ่วแลหลวง ต.ยุหว่า
อ.สันป่าตอง ชม.ซึ่งเป็นหมู่บ้านของบิดามารดาบุญธรรม มิได้เรียนในโรงเรียนซึ่งบิดาโดยกำเนิดเป็นครูใหญ่อยู่ที่หมู่บ้านเกิด
คือบ้านท่าโป่งนั้น
การศึกษาและการทำงาน
:
เมื่อจบชั้นประถมปีที่สี่
ซึ่งเป็นปฐมฐานของการเรียนรู้ในระดับปฐมศึกษา และการเรียนรู้เพื่อดำรงชีวิตในสังคมชนบทล้านนาเมื่อ
พ.ศ.๒๔๙๗ แล้ว ก็ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียน The Prince Royal's College
ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของสภาคริสตจักร์แห่งประเทศไทย
ที่ดำเนินกิจการโดยชาวคริสต์นิกาย Protestant สาขา Pressbyterian ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่
๑ จนจบชั้นมัธยมปีที่ ๘ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ และผลจากการที่ได้คะแนนภาษาอังกฤษสูงที่สุดในรุ่นนั้นเป็นต้น
ทางโรงเรียนจึงให้ทุนการศึกษาไปเรียนระดับปริญญาตรีที่คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนได้รับปริญญาตรีในวิชาเอกด้านการสอนภาษาไทย
และในช่วงที่เรียนอยู่เป็นปีที่ ๕ นี้ก็ได้เป็นครูที่โรงเรียนกรุงเทพฯโปลิเทคนิค
และเป็นพนักงานต้อนรับที่โรงแรมYMCA ผลัดกลางคืนอีกด้วย หลังจากนั้นก็กลับไปเป็นครูที่ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์
วิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๑-๒๕๑๓ และในระหว่างที่เป็นครูอยู่นั้นก็ได้ใช้เวลาว่างจากการสอนไปเรียนเพิ่มที่คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนได้ปริญญาตรีด้านภาษาไทย
ในช่วง
พ.ศ.๒๕๑๔-๒๕๑๕ ก็ลาออกจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ขี่"รถเครื่อง"คือรถจักรยานยนต์ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทสาขาภาษาไทยที่คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในช่วงเวลานั้นก็ได้รับทุนการศึกษาจากการเป็นครูประจำการเต็มเวลาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
อีกด้วย ครั้นจบการศึกษาแล้ว ก็ขี่รถเครื่องคันเดิมไปเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่พฤษภาคม ๒๕๑๖ มาจนถึงปัจจุบัน
และในช่วง พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๑ ก็ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย
โดยได้รับทุนสนับสนุนจากอาศรมวัฒนธรรมไทยภารต ได้รับปริญญาเอกสาขาพุทธศาสตร์
จากสถาบันนวนาลันทา มหาวิหาร มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย (Ph.D.
in Buddhology from Nava Nalanda Mahavihara Institute, Magadh University,Bihar
State,India)และในช่วง พ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๓๐นี้ชีวิตดำเนินไปท่ามกลางกลีบกุหลาบ
เพราะปลูกกระท่อมอาศัยอยู่ติดกับลำห้วยช่างเคียนในสวนกุหลาบ ห่างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่มากนัก
ต่อเมื่อแต่งงานแล้วจึงย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านเจ็ดยอด ต.ช้างเผือก อ.เมือง
เชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกเช่นกัน
เมื่อ
๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๒ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์,
๓๐มิถุนายน ๒๕๒๕ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีไทยตั้งแต่วันที่
๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๐ ส่วนในด้านการบริหารนั้น ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ถึง ๗ กุมภาพันธ์
๒๕๔๕
ด้านเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับนั้น
เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๓ ได้รับพระราชทานสายสะพายชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย, พ.ศ.๒๕๓๖
ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก, พศ.๒๕๓๙ ชั้นมหา- วชิรมงกุฎ และสายสะพายชั้นสูงสุดคือชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
ได้รับพระราชทานเมื่อ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
รางวัลที่ได้รับมี
รางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ด้านการค้นคว้าและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม
ประจำปี ๒๕๓๕ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะมนุษย
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๗,รางวัลพระเกี้ยวทองคำ
ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๐-๔๑จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
เมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔) และรางวัลอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๔
ในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปศาสตร์ โดยที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.)เมื่อ
๓๑กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ประกาศยกย่องให้เป็นหนึ่งใน
๓๖ คน ของครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๒ เมื่อ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕
การเรียนรู้และองค์ความรู้
ในช่วงการทำงานที่ภาควิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นี้ นอกจากภาระงานสอนปกติแล้ว
ก็ได้ทำการค้นคว้าวิจัยในวิชาต่างๆที่รับผิดชอบ ดังปรากฏว่ามีผลงานทั้งประวัติวรรณคดีไทย
วรรณกรรมไทยปัจจุบัน และวรรณคดีวิจารณ์ เป็นต้น จนเมื่อท่านอาจารย์สิงฆะ
วรรณสัย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมล้านนา ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษในภาควิชาเสียชีวิตเมื่อ
พ.ศ.๒๕๓๓ แล้ว จึงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบทั้งวิชาภาษาและวรรณกรรมล้านนาเรื่อยมา
ดังนั้น ผลงานที่เกิดขึ้นจึงเป็นงานด้านล้านนาทั้งหมด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากวิถีของชาวชนบทที่คุ้นเคยอยู่กับวิถีชีวิตแบบล้านนาอยู่แล้ว
เมื่อได้เริ่มงานด้านภาษาและวรรณกรรมล้านนา ซึ่งถือว่าสืบเนื่องจากการที่เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่องหงส์หิน
ของเจ้าสุริยวงศ์โดยการปริวรรตจากฉบับอักษรล้านนามาแล้ว ทำให้งานที่ได้รับมอบหมายนี้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด
เมื่อผนวกกับความรู้ทางด้านวรรณคดีไทย วรรณคดีวิจารณ์ นิรุกติศาสตร์ปกรณัมวิทยา(Mythology)
ทั้งฝ่ายพุทธศาสนาและฝ่ายพระเวท รวมกับทฤษฎีวิเคราะห์ต้นฉบับตามแบบของชาวยุโรป
ผนวกเข้ากับความสนใจทางปรัชญาในสาขาต่างๆ ทำให้เกิดองค์รวมของมิติในการมองเอกสารต้นฉบับที่สืบทอดมาด้วยอักษรล้านนา
ตลอดจนวิถีอารยธรรมของล้านนาซึ่งทำให้สามารถไขความในบางประเด็นได้แผกไปจากการมองตามแบบจารีตนิยม
อันทำให้สามารถเข้าถึงอักษรศาสตร์ล้านนาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากที่ใฝ่ใจใฝ่รู้ในวรรณกรรมแล้ว
สิ่งที่ตามมาก็คือภาษาของชาวล้านนา ซึ่งเมื่อมองรวมกับต้นตอของที่มาในภาษาเขมรและภาษาบาลีแล้ว
ก็ทำให้เกิดความแม่นยำในอักษรศาสตร์ล้านนามากขึ้น จนสามารถจัดทำพจนานุกรมล้านนา-ไทย
ฉบับแม่ฟ้าหลวง โดยความร่วมมือของผู้รู้ท้องถิ่น และความอุปถัมภ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงกับธนาคารไทยพาณิชย์
ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๙- ๒๕๓๔ เป็นหนังสือ ๒ เล่ม รวม ๑,๖๓๘ หน้า บรรจุศัพท์
๒๑,๙๓๗ คำ และต่อมาระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๕ - ๒๕๔๒ เมื่อได้เป็นประธานคณะกรรมการจัดทำสารานุกรมวัฒน-ธรรมไทย
ภาคเหนือ ก็ได้ทุ่มเทความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทำงานนี้อย่างเต็มที่
ทั้งในแง่ของผู้เขียน ผู้ถ่ายภาพ ผู้ตรวจแก้สำนวนภาษาและผู้พิสูจน์อักษร
ทำให้ความรู้ที่ประมวลอยู่ในงานนี้ซึ่งจัดพิมพ์เป็นชุดละ ๑๕ เล่ม ความยาว
๘,๑๕๙ หน้า บรรจุเรื่องต่างๆ รวม ๗,๓๖๘ เรื่อง มีภาพประกอบ ๖,๐๙๙ ภาพ
ทั้งหลายเหล่านั้นช่วยเสริมทำให้เกิดความมั่นใจในความรู้เกี่ยวกับล้านนาได้มากขึ้น
การถ่ายทอดความรู้
ความรู้ทั้งเกี่ยวกับล้านนาและความรู้ที่ประมวลขึ้นด้วยประสบการณ์ทั้งหลายได้ผ่านการเผยแพร่ทั้งในฐานะของอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้แก่เหล่าศิษย์
ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทั้งในระดับ ปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา อีกทั้งในการที่ได้รับเชิญเป็นวิทยากรในโอกาสต่างๆ
ทำให้ความรู้ที่มีอยู่ได้รับการถ่ายทอดไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยความสำนึกว่าผู้ที่จะมีโอกาสได้ศึกษาหรือฟังการบรรยายนั้นย่อมมีจำนวนจำกัดและเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วจบลงในวาระเดียว
ไม่สามารถผนึกให้คงอยู่นานได้ ดังนั้นจึงได้พยายามเผยแพร่ความรู้ที่มีอยู่ในรูปของเอกสาร
ดังพบว่ามีผลงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับล้านนาโดยตรง เช่น
พ.ศ.๒๕๒๓ กำสรวลพระยาพรหม (วรรณกรรมล้านนา) (อัดสำเนาเย็บเล่ม) ++พ.ศ.
๒๕๒๔ ระบบการเขียนอักษรธรรมล้านนา (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๔ คร่าวซอหงส์ผาคำ ของพระยาโลมวิสัย (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๔ ไตรภูมิฉบับล้านนา (งานปริวรรต) (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๗ ระบบการเขียนอักษรธรรมล้านนา โครงการตำรามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๒๘ วรรณกรรมล้านนา โครงการตำรามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๒๘ งานวิจัย การใช้ศัพท์ภาษาไทยกลางในคร่าวซอเรื่องพระอภัยมณี
ของพระยาพรหมโวหาร (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๘ งานวิจัย เจี้ยก้อม:เรื่องขำขันล้านนา (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๘ การศึกษาชำระโคลงกลบทล้านนา (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๙ งานวิจัย จารีตนิยมในการแต่งวรรณกรรมคร่าวซอ (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๒๙ ตำราหัดอ่านอักษรล้านนาจากคร่าวสี่บทและคำจ่ม ของพระยาพรหม
โวหาร โครงการตำรามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๓๐ ศัพท์หมวดภาษาบาลีล้านนา และศัพท์ขอมในภาษาล้านนา งานวิจัย
ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์บำเพ็ญ ระวิน (อัดสำเนาเย็บเล่ม)
พ.ศ. ๒๕๔๔ วรรณกรรมล้านนา (ปรับปรุงจากงานเดิม) อัดสำเนาใช้เป็นการภายใน
พ.ศ. ๒๕๔๔ คร่าวสี่บทฉบับนำสอบทาน สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๔ โคลงอมรา ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับชุมนุมฟื้นฟูรีตรอย
ล้านนา เชียงใหม่
ส่วนงานที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ได้แก่
๑.
การตรวจสอบชำระต้นฉบับเวสสันตรชาดก ฉบับ ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง เพื่อจัดทำฉบับอักษรไทยแบบปริวรรตอักษร
ควบคู่กับอักษรล้านนาโดยจัดให้ตรงกันหน้าต่อหน้าและบรรทัดต่อบรรทัดเพื่อสะดวกต่อการฝึกอ่านอักษรธรรมล้านนา
อีกทั้งยังจัดบันทึกเสียง
การเทศน์และพิมพ์เผยแพร่ควบคู่กัน คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนกันยายน
๒๕๔๕
๒.
การปรับปรุงพจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวงซึ่งขณะนี้ได้จัดทำฉบับร่างที่
๑ เพื่อส่งไปให้ผู้รู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาตรวจสอบแล้ว จัดทำในรูปแบบสองคอลัมน์และขนาดของตัวอักษรเล็กลงกว่าเดิม
ทำให้มีขนาดเพียง ๘๙๔ หน้า แต่มีคำศัพท์ ๒๖,๗๒๖ คำ
มากกว่าฉบับเดิมถึง๔,๗๘๗ คำและยังจะผนวกศัพท์ซึ่งท่านที่ปรึกษาส่งมาสมทบให้อีกในร่างต่อไป
คาดว่าจะพิมพ์เผยแพร่ได้ภายใน พ.ศ.๒๕๔๕ นี้
เชื่อว่าเมื่อเสร็จงานที่กล่าวมานี้แล้วก็คงจะมีงานใหม่อีกเรื่อยๆ
ตามโอกาสและตามที่พลังเกื้อหนุนจะอำนวย
งานด้านอักษรศาสตร์ล้านนา
เป็นงานที่ตระหนักดีว่ามีผู้สนใจมาก แต่ผู้เอาใจใส่อย่างแท้จริงกลับมีไม่มากนัก
ดังนั้น งานที่ตั้งใจค้นคว้าและเผยแพร่ออกไปโดยการผ่านสื่อทั้งสิ่งพิมพ์และสื่อบันทึกเสียงหรือภาพและเสียง
น่าจะอยู่ได้นาน เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้แก่ผู้สนใจได้ศึกษาและมีส่วนร่วมที่จะขยายขอบเขตความรู้ด้านนี้
ให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้นต่อไป
|
|