|
พญาพรหม
รัตนกวีแห่งล้านนา
"เปอะเปิกนั้น
น้ำหากปาเป๋น เอาน้ำใสเย็นซ้วยเปอะจิ่งเสี้ยง พี่น้องผิดกัน เหมือนเหล็กขี้เหมี้ยง
เต็มฝนแล้วหากตึงมี"
- ผู้อ่านที่เข้ามาแวะเวียนโลกล้านนา
อาจสังเกตเห็นคำบ่าเก่า ที่ได้นำเสนอไว้ในหน้าแรก คำเหล่านี้ ล้วนมาจากพญาพรหม
บุคคลอันชาวล้านนาล้วนแต่ชื่นชมในความเป็นกวีของท่าน
- พญาพรหมเป็นกวีสมัยเดียวกับสุนทรภู่
คือกวีผู้ให้กำเนิด คำคม บทค่าวต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมและ
ความคิดของชาวล้านนา และผู้เฒ่าผู้แก่ก็นำเอาไปสอนลูกสอนหลาน
"ยามเมื่อเป๋นดี หากมีเก้าป้าแฝงโตยมาบ่จ้า จะต๋าลง พันธุ์พงศ์ปี่น้า
บ่เหลียวหน้ามาใจ เปิ่งปี้เจ็บต้อง เปิ่งน้องเจ็บใจ๋ คิดสิ่งใดใจตั๋นตีบเสี้ยง"
มีความหมายว่า ยามคนมีเงินมีทอง ก็จะมีญาติโกโหติกาในเวลาไม่นานนัก
แต่พอชะตาตก ญาติๆ พี่น้องก็ไม่หันมาสนใจ จะพึ่งพี่ก็ไม่ได้ พึ่งน้องก็เจ็บใจ
จะคิดทำการอะไรก็ตีบตันไปหมด
- งานของพญาพรหมมีจำนวนมาก เช่นที่กล่าวไว้ข้างบนเรียกว่า คำจ่มพญาพรหม
นอกจากนี้ก็มี ค่าวซอเรื่องหงส์หิน ปู่สอนหลาน พระอภัยมณี ค่าวสรรพสอน
ค่าวสี่บทหรือค่าวฮ่ำนางจ่ม
- -ประวัติของพญาพรหม- -
- พญาพรหมหรือ พญาพรหมโวหาร
ท่านมีเชื้อสายทางตระกูล
"เจ้าเจ็ดตน" ซึ่งเป็นลูกหลานของทิพย์ช้างวีรบุรุษแห่งเขลางค์นคร
บิดาของพญาพรหมชื่อ แสนเมืองมา เป็นผู้รักษากุญแจคลังหลวงของเจ้าลำปางหลวง
มารดาชื่อเป็ง
- เดิมพญาพรหมชื่อ พรหมมินทร์
เกิดที่ลำปาง พ.ศ. ๒๓๔๕ ปีจอ จัตวาศก (จ.ศ.) ๑๑๖๔ บ้านในตรอกตรงข้ามวัดใต้ดำรงธรรม
พรหมมินทร์ได้ศึกษาอักขรภาษาที่วัดสิงห์ชัย และต่อมาก็บรรพชาที่วัดนั้นเอง
เมื่ออายุ ๑๗ ปี มีอาจารย์ชื่ออุปนันโทเถระ ซึ่งรักใคร่เอ็นดูลูกศิษย์เนื่องจากความที่เป็นเด็กฉลาดเฉลียว
หลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุได้สามพรรษา อาจารย์จึงฝากไว้ในสำนักของพระอาจารย์ปินตา
วัดสุขมิ้น เชียงใหม่ หลังจากอยู่เชียงใหม่ได้ราวสามปี จึงลาอาจารย์กลับไปนครลำปางและลาสิกขาบท
โดยก่อนลาก็ได้แต่งค่าว "ใคร่สิก"
- เมื่อสึกออกมาแล้ว หนานพรหมมินทร์
รับจ้างแต่งค่าวซอ แต่งค่าวให้บ่าวสาว และขณะเดียวกันก็รับจ้างเขียนคำร้องที่ศาลาลูกขุนไปด้วย
- สมัยนั้น กวีที่มีชื่อคือ พญาโลมะวิสัยผู้แต่งค่าวหงส์หิน
ท่านเป็นเพื่อนกับแสนเมืองมา (บิดาของพรหมมินทร์) เมื่อบิดาเห็นบุตรมีใจรักทางกวีจึงนำไปฝากฝังกับ
พญาโลมะวิสัย ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอาลักษณ์ในราชสำนักเจ้าหลวงลำปาง
เมื่อถวายตัวเป็นหมาดเล็กของเจ้าหลวง จึงได้ฝึกงานในแผนอาลักษณ์กับพญาโลมะวิสัยนี้เอง
คราวที่พญาโลมะวิสัยนำค่าวหงส์หินถวายเจ้าหลวงลำปาง ซึ่งได้โปรดให้ตรวจชำระอีกครั้งหนึ่งเพื่อความไพเราะยิ่งขึ้น
พรหมมินทร์ก็มีโอกาสได้แสดงความสามารถในด้านกวีเมื่อได้เข้าร่วมตรวจชำระด้วย
ซึ่งก็ทำให้เจ้าหลวงโปรดปรานมาก จึงแต่งตั้งให้เป็นพญาพรหมโวหาร กวีประจำราชสำนัก
และได้รับตำแหน่งพญาพรหมโวหารแต่นั้นมา
- พญาพรหมโวหารสมรสกับเจ้าสุนา
ณ ลำปาง กล่าวกันว่า พญาพรหมโวหารมีภรรยาถึง ๔๒ คน คนสุดท้ายชื่อ บัวจม
- นอกจากความสามารถทางด้านกวีแล้ว
พญาพรหมยังมีความรู้ในศาสตร์อื่นๆ อีกเช่น ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และคชศาสตร์
ซึ่งในด้านคชศาสตร์นี้เอง ท่านพญาหรหมโวหารได้แต่งค่าวแสดงคุณลักษณะต่างๆ
ของช้าง ได้แก่ ค่าวพรรณนางาช้าง ค่าวช้างหลับหรือคำกล่อมขวัญช้าง ค่าวช้างขึด
ค่าวช้างขึดมีที่มาจากเมื่อครั้งที่มีคนช้างมากราบทูลเจ้าวรญาณรังสี
ว่ามีช้างงามต้องลักษณะตัวหนึ่งที่เมืองแพร่ โดยเจ้าของจะขายเพียง ๒,๐๐๐
ท็อก (เงินล้านนาสมัยก่อน) เจ้าวรญาณรังสีจึงมอบเงินให้แก่พญาพรหมโวหาร
เพื่อไปดูช้างและซื้อกลับมาหากช้างนั้นต้องลักษณะจริง เมื่อพญาพรหมโวหารออกเดินทางและแวะพักที่บ้านป่าแมด
ก็หมดเงินจำนวนนี้ไปกับการพนัน ด้วยเกรงความผิดจึงแต่งค่าวช้างขึด เพื่อส่งไปถวาย
ทำให้พ่อเจ้าวรญาณรังสีกริ้ว และทรงประกาศิตว่า "หากไอ้พรหมมาละกอน (ลำปาง)
วันใด หัวปุดวันนั้น" ด้วยเหตุนี้เองพญาพรหมโวหารจึงต้องอยู่เมืองแพร่และได้พบกับนางบัวจม
- ที่แพร่นี้พญาพรหมก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการ
ตัดสินประหารของพ่อเจ้าวิชัยราชา ต่อมาก็หลบหนีไปอยู่เมืองลับแลกับนางบัวจมและค้าขายเลี้ยงชีพ
ภายหลังนางบัวจมหนีกลับแพร่ พญาพรหมจึงแต่งค่าวฮ่ำนางจม ซึ่งถือเป็นอมตะกวีที่มีคุณค่าแห่งล้านนาอีกชิ้นหนึ่ง
- พญาพรหมระหกระเหินไปรับราชการที่เชียงใหม่กับเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์
เมื่อพ.ศ. ๒๔๐๔ ช่วงสุดท้ายของชีวิตได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับเจ้าบัวจันทร์
เมื่ออายุ ๖๐ ปี และถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ ๘๕ ปี พ.ศ. ๒๔๓๐
-
-
|