|
|
|
|
|
|
|||
|
|
|
พระครูมานัสนทีพิทักษ์ ครูภูมิปัญญาไทย ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พระครูมานัสนทีพิทักษ์ (อคคปัญโญ) เดิมชื่อ ศรีเหลา จี้อุด เกิดเมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2490 ที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เป็นบุตรนายอินถาและนางมา จี้อุด ปัจจุบันอายุ 55 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธาราม ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ พระครูมานัสนทีพิทักษ์ จังหวัดพระเยา เป็น พระนักอนุรักษ์ ที่เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งสายน้ำและผืนป่า เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดพิธีการบวชป่า และสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการนำความเชื่อทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นพื้นเมืองทางภาคเหนือ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นท่านแรกที่ได้จัดทำพิธีกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านรักษาป่าและแหล่งต้นน้ำลำธาร การศึกษา ชีวิต และการทำงาน หลังจากที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ศึกษาจนสอบได้นักธรรมเอก และอภิธรรมชั้นมัชฒิมเอกนอกจากนี้ยังสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรแพทย์แผนโบราณ รวมทั้งได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันราชภัฎเชียงราย พระครูมานัสนทีพิทักษ์ เป็นผู้สนใจรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาป่าไม้และแม่น้ำมาโดยตลอด โดยคำนึงอยู่เสมอว่า วัดคือบ้าน งานคือชีวิต ศิษย์คือลูกหลาน ชาวบ้านคือญาติพี่น้อง เมื่อชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาความแห้งแล้ง ในปี พ.ศ. 2522 จึงเฝ้าศึกษาหาสาเหตุและค้นพบว่าปัญหาสำคัญเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ต้องทำให้ชาวบ้านได้เข้าใจถึงประโยชน์ของป่าและสิ่งแวดล้อม และใช้ปรัชญา หลักธรรม และข้อปฏิบัติทางพุทธศาสนามาเทศน์ผสมผสานชี้ให้ชาวบ้านได้เข้าใจและมีความศรัทธาเข้ามาร่วมมือในการรักษาและอนุรักษ์สื่งแวดล้อมให้คงอยู่ จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มต้นจริงจังในปี พ.ศ. 2526 เมื่อเกิดเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน สืบเนื่องจากกรณีฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพระพุทธรูปที่วัดดอนตาเป็นพระอีบางนางแล้ง เป็นต้นเหตุของฝนแล้งต้องทำลายพระพุทธรูปเสีย แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งไม่ยอม พระครูมานัสนทีพิทักษ์จึงหาทางไกล่เกลี่ย ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ แม้จะได้รับการโจมตีจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็ใช้เมตตาบารมีสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในที่สุด จากจุดนี้เองทำให้พระครูมานัสนทีพิทักษ์คิดว่าจำเป็นจะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ชาวบ้าน ด้วยการเทศนาสั่งสอนหลักธรรมะผสมผสานกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชี้ให้ชาวบ้านได้เห็นเป็นรูปธรรม ถึงสาเหตุของธรรมชาติที่วิปริตแปรปรวนโดยการฉายสไลด์ ภายถ่าย ตลอดจนพาชาวบ้านขึ้นไปดูการตัดไม้ทำลายป่าของนายทุนบนภูเขา ไปดูต้นน้ำลำธารที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และพาไปศึกษาดูงานในท้องที่ต่าง ๆ ทำให้ชาวบ้านเข้าใจและเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น พระครูมานัสนทีพิทักษ์คิดว่าการเทศนสั่งสอนเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถรักษาผืนป่าแห่งตำบลศรีถ้อย ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่รวมตัวไหลลงสู่กว๊านพะเยาไว้ได้ ท่านจึงหามาตรการและวิธีการยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่า โดยอาศัยหลักธรรมทางพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาช่วย คือการนำแนวคิดพิธีกรรมการบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำ โดยเฉพาะพิธีบวชป่าซึ่งท่านเป็นผู้คิดขึ้น และได้ประกอบพิธีกรรมครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2531 พร้อมกันนั้นก็เริ่มก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ขึ้น เพื่อเป็นแนวร่วม ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 พระครูมานัสนทีพิทักษ์ ได้ริเริ่มโครงการปลุกจิตสำนึกและอนุรักษ์หนองเล็งทราย ซึ่งเป็นหนองน้ำสำคัญของชาวอำเภอแม่ใจ มีพื้นที่ถึง 5,563 ไร่ ใช้ประโยชน์ในการเกษตร อุปโภค บริโภค ทำการประมงและเลี้ยงสัตว์ แต่ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน กักเก็บน้ำได้น้อย โดยรณรงค์ปลุกจิตสำนึก และสร้างความตรกะหนักให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมร่วมกันพัฒนาหนองเล็งทรายให้กลับมาสู่ความสมบูรณ์ เพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนของชุมชน ปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบัน ได้ริเริ่มโครงการแสงธรรมนำชีวิต ห่างไกลยาเสพติด ของชุมชน และโครงการกินอ้อผะญ๋า ไม่ต้องพึ่งพายาเสพติด เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนมีความสุข นอกจากนี้ พระครูมานัสนทีพิทักษ์ยังได้รับเกียรติให้เป็นอุปัชฌาย์บวชต้นไม้ในป่าต่าง ๆ และเป็นวิทยากรบรรยายให้หน่วยงานต่าง ๆ มากมายทั้งภาครัฐและเอกชน วิธีการที่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ พิธีกรรมการบวชป่า และสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการนำควมเชื่อทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรมพื้นเมืองทางภาคเหนือ เพื่อสร้างศรัทธาและปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้าน เกียรติคุณที่ได้รับ
(ที่มา: ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๒ ภาคเหนือ. (๒๕๔๕). สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ : สกศ.) |
||