| |
ตำน้ำพริก
("ต๋ำน้ำพิก")
เป็นวิธีปรุงอาหารหรือเครื่องปรุงอาหารโดยการนำเครื่องปรุงชนิดต่าง
ๆ ลงโขลกรวมกันในครก โดยมาก เป็นวิธีปรุงอาหารประเภทน้ำพริกต่าง ๆ
คำว่า ตำ ยังใช้เรียกนำหน้าอาหารบางชนิดที่ปรุงคล้ายยำหรือส้า แต่ทำการคลุกเคล้ากันในครกโดยการตำเช่น
ตำเทา(เตา) ตำบ่าโอ(ส้มโอ) ตำบ่าเขือ ตำบ่าม่วง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม
การตำมักใช้อาหารประเภทน้ำพริก ซึ่งมีอยู่หลายชนิด การเรียกชื่อน้ำพริกแต่ละชนิดมักจะเรียกตามส่วนประกอบหลักที่นำมาทำ
ซึ่งอาจเป็นเนื้อสัตว์ พืชผัก แมลง หรือผลิตผลจากพืชหรือสัตว์ก็ได้ เช่น
น้ำพริกขิง น้ำพริกปลา(น้ำพิกป๋า) น้ำพริกร้า(น้ำพิกฮ้า) น้ำพริกชิ้น(น้ำพิกจิ๊น)น้ำพริก-น้ำปู(น้ำพิกน้ำปู๋)
น้ำพริกต่อ(ตัวอ่อนของตัวต่อ) น้ำพริกน้ำผัก เป็นต้น ประเภทของพริกที่นำมาตำน้ำพริกก็มีทั้งพริกดิบ
หรือ พริกหนุ่ม และพริกแห้ง
ส่วนประกอบของน้ำพริก
โดยทั่วไปแล้ว การตำน้ำพริกของคนล้านนามักจะมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ เกลือ
หอมเทียม (กระเทียม) หอมบั่ว (หัวหอม) พริก(แห้งหรือพริกดิบ) ซึ่งถ้าเป็นน้ำพริกที่ใช้ข้าวเหนียวจิ้มกินแล้ว
ก็จะ เผา จี่ หรือหมกขี้เถ้าร้อนให้สุกก่อน เพื่อให้มีรสดียิ่งขึ้น สำหรับเครื่องปรุงอื่น
ๆ เช่น กะปิ ถั่วเน่าแข็บ ปลาร้า มะเขือเทศ ข่า ตะไคร้ อาจจะมีเพิ่มเข้าไปอีกแล้วแต่เฉพาะของน้ำพริกแต่ละชนิดไป
ในระยะหลังน้ำพริกทุกชนิดมักโรยด้วยต้นหอมผักชีทุกครั้งเมื่อตำเสร็จแล้ว
ชนิดของน้ำพริกนอกจากจะแบ่งตามลักษณะของพริกที่นำมาทำแล้ว ยังอาจแบ่งได้ตามลักษณะของน้ำพริก
ได้แก่ น้ำพริกที่ลักษณะค่อนข้างแห้ง และน้ำพริกลักษณะมีน้ำขลุกขลิก
ชนิดของน้ำพริกล้านนามีจำนวนมากเช่น
|
ชนิดน้ำพริก
|
ส่วนประกอบหลัก
|
ลักษณะ
|
ชนิดพริกที่ใส่
|
|
น้ำพริกอ่อง |
หมูสับ
มะเขือเทศ |
ขลุกขลิก |
พริกแห้ง |
| น้ำพริกชิ้น(น้ำพิกจิ๊น) |
หมูสับ
|
ขลุกขลิก
|
พริกดิบ |
| น้ำพริกแฅบหมู |
แฅบหมู |
ขลุกขลิก |
พริกดิบ |
| น้ำพริกร้า(น้ำพิกฮ้า) |
ปลาร้าหมก
|
มีทั้งขลุกขลิก
และแห้ง |
พริกดิบ |
| น้ำพริกปลา(น้ำพิกป๋า)
|
ปลาต้ม |
ขลุกขลิก
|
พริกดิบ |
| น้ำพริกปลาจี่
|
ปลาจี่
|
ค่อนข้างแห้ง |
พริกดิบ |
| น้ำพริกอี่เก๋
|
แฅบหมู มะเขือขื่น |
ขลุกขลิก
|
พริกดิบ
|
| น้ำพริกหนุ่ม
|
พริกหนุ่ม(พริกดิบ)เผา
|
ขลุกขลิก |
พริกดิบ
มะเขือเทศ |
| น้ำพริกตาแดง(ต๋าแดง)
|
ปลาแห้ง,ปลาร้าแห้ง
ย่าง |
ข้นเหนียว
|
พริกแห้ง |
| น้ำพริกดำ |
พริกแห้งเผา |
แห้ง |
พริกแห้ง |
| น้ำพริกน้ำผัก
|
น้ำผัก(ผักกาดดองไว้จนเปรี้ยว
ตำแล้วคั้นเอาน้ำและกากอ่อน เคี่ยวจนงวด) |
ขลุกขลิก |
พริกแห้ง
|
|
น้ำพริกดำ |
พริกแห้งเผา
|
แห้ง
|
พริกแห้ง
|
| น้ำพริกข่า |
ข่า |
ค่อนข้างแห้ง
|
พริกแห้ง |
| น้ำพริกน้ำหน่อ
|
น้ำหน่อ(หน่อไม้ดิบที่ขูดอ่อนๆดองไว้จนเปรี้ยวเคี่ยวจนงวด) |
ขลุกขลิก |
พริกดิบ |
| น้ำพริกปู(ปู๋)
|
ปูต้ม |
ขลุกขลิก
|
พริกดิบ
|
| น้ำพริกน้ำปู(ปู๋)
|
น้ำปู(ปูสดตำเคี่ยวจนงวด) |
ค่อนข้างแห้ง
|
พริกดิบ
|
| น้ำพริกมะเขือแจ้
|
มะเขือแจ้(มะเขือขื่น) |
ขลุกขลิก |
พริกดิบ,พริกแห้ง
|
| น้ำพริกต่อ,แตน,ผึ้ง
|
ต่อ,แตน,ผึ้งห่อใบตองย่างไฟ
|
ค่อนข้างแห้ง
|
พริกดิบ
|
| น้ำพริกเห็ดหล่ม
|
เห็ดหล่มจี่
เห็ดหล่มต้ม |
ขลุกขลิก
ค่อนข้างแห้ง |
พริกดิบ |
| น้ำพริกหอม
|
หัวหอมเผาหรือหมกไฟ
|
ค่อนข้างแห้ง
|
พริกดิบ
|
| น้ำพริกจิกุ่ง
|
จิกุ่งต้ม
จิกุ่งจี่ |
ขลุกขลิก
ค่อนข้างแห้ง |
พริกดิบ |
|
น้ำพริกด้วง(ด้วงยอดไผ่) |
ด้วงจี่ |
ค่อนข้างแห้ง |
พริกดิบ |
| น้ำพริกไข่มดส้ม
|
ไข่มดแดงห่อใบตองย่างไฟ
|
ค่อนข้างแห้ง |
พริกดิบ
|
อย่างไรก็ตาม
ชนิดของน้ำพริกอาจมีมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้กล่าวกันว่า พืชหรือสัตว์ใดที่นำมาทำอาหารได้
ก็สามารถนำมาตำน้ำพริกได้ และการที่น้ำพริกชนิดใดจะมีลักษณะค่อนข้างแห้งหรือขลุกขลิก
ก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการปรุงส่วนประกอบหลักที่เป็นพืชหรือสัตว์นั้น
กล่าวคือ ถ้าเป็นการเอาส่วนประกอบหลักนั้นไปต้ม น้ำพริกนั้นมักจะมีลักษณะขลุกขลิก
หรือบางแห่งเรียกกันว่าโอ้โล้ แต่ถ้าเอาไปเผา ปิ้ง จี่ มักจะมีลักษณะค่อนข้างแห้ง
ผักกับน้ำพริก (ผักจิ้มน้ำพริก)
ผักที่ใช้กินกับน้ำพริก
เรียกกันว่า ผักกับน้ำพริก ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญในการรับประทานน้ำพริกผักเกือบทุกชนิดที่กินได้สามารถนำมากินกับน้ำพริกทั้งนั้น
และมีทั้งที่เป็นผักสด หรือที่นำไปลวก ต้ม และนึ่ง ซึ่งชนิดของผักที่นิยมนำมากินกับน้ำพริกมีดังนี้
| ผักกาดทุกชนิด |
ดอกแค
(นึ่ง) |
ผักแฅบ(ตำลึง)
|
ผักชี
|
| กะหล่ำปลี
|
มะเขือเปราะ |
ผักกะถิน
|
ต้นหอม
|
| แตงกวา |
มะเขือยาว
(นึ่ง) |
หน่อข่า
(ลวก) |
ผักชีฝรั่ง
|
| ถั่วฝักยาว |
ผักขี้หูด
(นึ่ง ลวก- กินดิบ ๆ จิ้มกับน้ำพริกน้ำผัก) |
หน่อกุ๊ก
(ลวก) |
ผักบุ้ง
|
| ฟักทอง
(นึ่ง) |
ผักหนอก(บัวบก) |
หน่อพูเลย(ไพล)
(ลวก) |
มันเทศ(นึ่ง)
|
| ฟักเขียว
(นึ่ง) |
ผักแว่น
|
มะเขือพวง
ฯลฯ |
มะเขือมื่น(กระเจี๊ยบมอญ)
|
นับว่าน้ำพริกในล้านนามีหลายชนิดและเป็นอาหารที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันตลอดมาจึงมีการ
กล่าวถึงน้ำพริกในวรรณกรรมพื้นบ้านไว้ด้วย เช่น ในคำอู้บ่าวอู้สาว ซึ่งหนุ่มสาวสมัยโบราณใช้พูดคุยโต้ตอบกัน
ก็มักจะนำเอาเรื่องราวของอาหารไปเปรียบเทียบและเป็นสัญลักษณ์ความหมาย โดยถ้ากล่าวถึง
น้ำพริก พ้องกับ "พลิก" (อ่าน "ปิ๊ก") คือ กลับไป มีนัยความหมายว่า ผู้พูดไม่ชอบคู่สนทนาและบอกให้คู่สนทนากลับไป
ตัวอย่าง เช่น
หนุ่ม
:
"กินเข้ากับหยังน้อง" (กินข้าวกับอะไรจ๊ะน้อง)
สาว:
"กินเข้ากับน้ำพริก ผักหนึ้ง คนสึ่งทึงแอ่วเช้า" (กินข้าวกับน้ำพริกกับผักนึ่ง
คนไม่ เต็มเต็งมาเที่ยวแต่หัววัน นัยความหมายว่า สาวด่าหนุ่มว่างี่เง่า
ไปเยือนสาวก่อนเวลาอันควรและให้กลับไปเสีย)
เนื่องจากว่าน้ำพริกเป็นอาหารพื้น
ๆ ทำมาจากวัตถุดิบไม่มาก และมักจะเป็นสิ่งหาได้ไม่ยากนัก บ้างจึงถือว่าน้ำพริกเป็นอาหารของคนจน
หรือกินในยามยากจน แต่ทั้งนี้คนรวยก็กินน้ำพริกเช่นกัน ปัจจุบันน้ำพริกบางชนิด
เช่น น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตาแดง ต่างก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไปของคนไทย
ซึ่งมีการทำจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งในร้านอาหาร และในตลาดซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้อไปเป็นของฝากเมื่อมาเที่ยวเมืองเหนือ
ได้มีผู้แต่งคำพรรณนาถึงน้ำพริกชนิดต่าง
ๆ ของล้านนา ซึ่งเรียกว่า คำฮ่ำน้ำพริกล้านนา
|
|