ตั้งแต่โบราณมา ในบ้านที่มีชานเรือน
จะรับประทานกันที่ชานเรือนนี้ แต่เมื่อมีแขกมาบ้านจะยกมารับประทานกันที่เติน
(อ่าน "เติ๋น") สมัยปัจจุบันบางครัวเรือนอาจทำห้องรับประทานอาหารไว้ต่างหาก
อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร
โดยทั่วไปมีอุปรณ์ดังนี้
- ขันโตก หรือสะโตก เป็นภาชนะสำหรับวางอาหารในขณะรับประทานอาหารเพื่อให้อาหารนั้นอยู่ในระดับสูงกว่าพื้น
ทำด้วยไม้หรือหวาย มีหลายขนาด ถือเป็นของใช้ประจำครัวเรือนอย่างหนึ่ง
- ถ้วยแกง อาหารประเภทมีน้ำแกงจะใช้ภาชนะนี้
- ถ้วยแบน หรือจาน/ชาม
มีลักษณะแบน อาหารประเภททอด ปิ้ง คั่วหรือผัด มักจะตักใส่ ภาชนะนี้
- ช้อน ในสมัยโบราณไม่มีใช้
ต้องแต่งกะลามะพร้าวให้ขึ้นรูปเป็นช้อน หรือทำจากข้อไม้ไผ่ ใช้สำหรับตักน้ำแกงซด
หรือเขี่ยอาหารในน้ำแกงให้ขึ้นมาข้างบน เพื่อจะได้หยิบรับประทานได้ง่าย
ไม่ต้องควานหาในน้ำแกง ในยุคก่อนแต่ละบ้านจะมีช้อนจำนวนจำกัด บางครั้งในขันโตกนั้นจะมีช้อนเพียงคันเดียว
คนที่ร่วมวงต้องผลัดกันซดจึงจะได้
- กล่องข้าว ในสมัยก่อนนิยมทำมาจากไม้ไผ่หรือใบตาลสาน
บุข้างในด้วยกาบหมากหรือกาบ ไม้ไผ่เพื่อกันความชื้นแฉะและรักษาความร้อน
ปัจจุบันมักพบใช้กระติกน้ำแข็งบุด้วยผ้าขาวบาง เพราะสามารถเก็บความร้อนได้นานกว่า
ในแต่ละครอบครัวจะมีจำนวนกล่องข้าวขึ้นอยู่กับจำนวนคนใน ครัวเรือนแต่มักมี
๑-๓ กล่อง และจะใช้ ๒ คนต่อหนึ่งกล่อง หรือหากมีคนจำนวนมาก อาจจะฅดเข้าหรือนำข้าวจากกล่องใส่จานเพิ่มขึ้นอีก
ลักษณะการจัดวางอาหาร
อาหารทุกอย่างจะวางไว้บนขันโตก อาหารประเภทแกงอาจตัก
๒ ชาม ทั้งนี้แล้วแต่จำนวนคน จำนวนอาหารบนขันโตก และความเหมาะสม ถ้าเป็นอาหารประเภทน้ำพริก
ยำ ลาบ ส้า ซึ่งมีผักกับคือผักจิ้มด้วย ก็จะเอาผักจิ้มใส่ไว้ระหว่างช่องว่างที่วางถ้วยชามเช่นเดียวกับช้อนสำหรับกล่องข้าวหรือจานข้าวเหนียวนั้น
จะวางกับพื้นและวางในลักษณะสับทุก ๆ สองคนที่นั่งล้อมวงอยู่ แต่ทั้งนี้อาจจะใช้กล่องข้าวหรือจานข้าวสำหรับแต่ละคนก็ได้
มารยาทและแบบแผนในรับประทานอาหาร
เมื่อประกอบอาหารเสร็จและจัดวางอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จะยกขันโตกและกล่องข้าวมาวางยังสถานที่ที่จะรับประทานอาหาร เช่น ชานเรือนหรือ
เตินซึ่งจะมีการปูเสื่อไว้ก่อน อาจมีการเตรียมน้ำล้างมือและผ้าเช็ดไว้ให้ที่นั่นด้วย
จากนั้นจึงเรียกสมาชิก ครอบครัวมากินข้าวพร้อมกัน โดยจะนั่งล้อมวงรอบขันโตก
ซึ่งมักจะนั่งตามตำแหน่งอย่างที่เคยกันมาเหมือนทุกวันโดยพ่อและแม่จะนั่งติดกันหรือตรงข้ามกัน
เวลารับประทานจะให้พ่อแม่หรือผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัวลงมือรับประทานก่อนเป็นคนแรก
จากนั้นลูก ๆ หรือผู้อ่อนอาวุโสจึงจะลงมือรับประทานตามมาซึ่งธรรมเนียมเช่นนี้ได้ปฏิบัติกันมานาน
ดังจะปรากฏในชาดกล้านนาหลายเรื่องเช่น เรื่องฮีตคลอง-โบราณ เรื่องหงส์ผาคำ
เรื่องหงส์หิน เรื่องโปราพญาบ่าวน้อย ซึ่งวรรณกรรมเหล่านี้ได้กล่าวถึงการรับประทานอาหารที่เด็ก
ๆ ต้องรอผู้ใหญ่ลงมือรับประทานก่อน ตนเองจึงจะรับประทานได้ ถือเป็นการให้ความเคารพแก่ผู้มีอาวุโสสูงกว่า
ก่อนลงมือรับประทานอาหาร หากมีอาหารจำพวกมีน้ำมัน เช่น ทอด หรือผัด ก็มักจะหยิบส่วนที่เป็นน้ำมันมาทามือก่อน
เพื่อไม่ให้ข้าวเหนียวติดมือ ส่วนวิธีการนั่งรับประทานอาหารนั้นก็มีหลายลักษณะ
ได้แก่
นั่งขดถวาย คือการนั่งขัดสมาธิ
ถือเป็นการนั่งแบบสุภาพสำหรับผู้ชาย พระสงฆ์ หรือเจ้านาย จึงมีคำพังเพยกล่าวถึงการนั่งกินข้าวแบบนี้ว่า
"ยามเยียะการ แฮงอย่างงัวอย่างควาย ยามกินเข้าขดถวายอย่างท้าว"(ยามทำงานก็ให้ทำอย่างทุ่มเท
ยามรับประทานอาหารก็ให้มีรู้สึกสบายและภาคภูมิในตนเองเหมือนเป็นเจ้านาย)
แต่สำหรับผู้หญิงแล้วการนั่งขดถวายถือว่าไม่สุภาพเรียบร้อย
นั่งหม้อแหม้ หรือ ป้อหละแหม้
คือการนั่งพับเพียบ ถือเป็นท่านั่งที่สุภาพสำหรับผู้หญิง ซึ่งผู้ชายจะนั่งท่านี้ก็ต่อเมื่อทำพิธีทางศาสนาหรือเข้าเฝ้าเจ้านายเท่านั้น
นั่งหย่องเขาะ หย่องเหยาะหรือ
ข่องเหยาะ คือ การนั่งยอง ๆ ลักษณะนี้พวกผู้ชายหรือเด็กในวัยเดียวกันนิยมนั่งรับประทานอาหาร
เพราะไม่กินที่ล้อมวงกันหรือใช้นั่งในสถานที่ที่พื้นไม่สะอาดหรือราบเรียบพอที่จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบได้นอกจากนี้
การนั่งท่านี้ยังมีความคล่องตัวสูงเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาจะสามารถลุกขึ้นได้ทันที
แต่ท่านี้ก็ไม่นิยมนั่งในที่สาธารณะเพราะถือว่าไม่สุภาพ
นั่งปกหัวเข่า คือการนั่งชันเข่า
มักพบในผู้สูงอายุ อาจเพราะเป็นท่าที่สบาย ไม่เมื่อยขบเท่านั่งการนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ
นั่งเหยียดแข้ง พบในคนแก่ที่มีอาการปวดเมื่อยได้ง่าย ซึ่งส่วนมากจะไม่นิยมกันหากไม่มีความ
จำเป็นจริง ๆ เพราะถือว่าไม่สุภาพ
วิธีการรับประทานข้าวนึ่ง
การรับประทานข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียว
จะรับประทานด้วยมือเป็นหลัก โดยจะใช้มือใดมือหนึ่ง(ที่ใกล้กับกล่องข้าว)
ฅดเข้า คือคดข้าวมาไว้กำมือหนึ่ง และกำไว้ในมือที่ไม่ถนัด แล้วใช้มือที่ถนัดบิดข้าวเหนียวขนาดพอดีคำ
ปั้นเป็นก้อนกลม เพื่อไม่ให้ข้าวยุ่ยแตกออกจากกันเมื่อจิ้มน้ำแกง บางคนอาจใช้หัวแม่มือหยักลงไปบนก้อนข้าวนั้นให้เป็นหลุมเล็กน้อย
ซึ่งเรียกว่า"หักหน้าวอก" เพื่อวักอาหารได้มากขึ้น หากรับประทานฝืดคออาจใช้ช้อนตักน้ำแกงซด
หรือใช้ก้อนข้าวจุ่มน้ำแกงให้ชุ่มพอประมาณใส่ปากกินก็ได้
สิ่งที่ไม่ควรกระทำในระหว่างรับประทานอาหาร
การรับประทานอาหารนั้นมารยาทถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
เนื่องจากเป็นการนั่งอยู่กันพร้อมหน้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก
ส่วนเด็กต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่ อีกประการหนึ่งคือ ข้าวปลาอาหาร ถือเป็นสิ่งมีพระคุณที่หล่อเลี้ยงชีวิตต้องให้ความเคารพด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในการรับประทานอาหารจึงมีข้อห้าม หรือสิ่งที่ไม่สำควรกระทำคือ
| -
ไม่ผายลม |
-
ไม่ถ่มถุย |
| -
ไม่เล่นหยอกล้อกัน |
-
ไม่ทะเลาะกัน |
| -
ไม่พูดมาก |
-
ไม่หัวเราะ |
| -
ไม่เอาช้อนเคาะกัน ไม่เอาช้อนเคาะถ้วยชามหรือขันโตกให้เกิดเสียงดัง |
-
ไม่นินทาผู้อื่น (เชื่อว่าจะทำให้ผู้ถูกนินทาฝันถึงอวัยวะเพศของผู้นินทา)
|
| -
ไม่ใช้ช้อนคนแกงจนหกล้นถ้วย |
-
เมื่ออิ่มแล้วไม่บ่นว่า "คัดท้อง - กั๊ดต๊อง" ถือเป็นคนโง่ ไม่รู้จักประมาณตน
|
เมื่อผู้ใดรับประทานอาหารอิ่มก่อนก็สามารถลุกขึ้นไปดื่มน้ำได้
เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ เรียบร้อย เด็ก ๆ หรือผู้อ่อนอาวุโสจะเป็นผู้เก็บสำรับอาหาร
ข้าวเหนียวที่เหลือกินจะเก็บใส่กล่องข้าว ตามเดิม ไว้รับประทานมื้อต่อไป
ส่วนอาหารที่เหลือในชาม ถ้าเหลือมากจะใช้ฝาชีครอบไว้หรือเก็บไว้ก่อนในตู้กับข้าว
ปัจจุบันมีตู้เย็นก็เก็บไว้ในตู้เย็น แต่ถ้าเหลือน้อยหรือเป็นเศษอาหารจะนำไปเทใส่หม้อเข้า-หมู
สำหรับให้หมูกินต่อไปเมื่อคนกินข้าวแล้วจึงจะเอาข้าวให้หมากิน
สำหรับผู้ใหญ่ หลังรับประทานอาหารอาจมีการอมเหมี้ยง
เคี้ยวหมาก สูบบุรีขี้โย ส่วนอาหารว่างนั้น ตามธรรมเนียมล้านนาแล้วไม่มี
แต่อาจมีอาหารกินเล่นในบางครั้ง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและผลผลิตทางการเกษตรของครัวเรือน
เช่น ถั่วลิสงต้ม ถั่วเหลืองต้ม มันเทศต้ม ข้าวโพดต้ม มะม่วงสุก เป็นต้น
(โดย รัตนา พรหมพิชัย)