|
ประวัติหมู่บ้านงอบ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
ที่ตั้ง
หมู่บ้านงอบ ตั้งอยู่ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1080 สายน่าน-ทุ่งช้าง-เฉลิมพระเกียรติ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอทุ่งช้าง 10 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดน่าน 100 กิโลเมตร
ลักษณะภูมิประเทศ
หมู่บ้านงอบ ตั้งอยู่ในช่องหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกสูงมาก มีแม่น้ำงอบไหลผ่านกลางหมู่บ้าน น้ำงอบนี้จะมีน้ำไหลไม่มากนัก ในฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดเป็นช่วง ๆ
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับหมู่ที่ 6,7 (บ้านน้ำลาด) และตำบลปอน
ทิศใต้ ติดกับหมู่ที่ 4 บ้านทุ่งสุน
ทิศตะวันออก ติดกับหมู่ที่ 11 (บ้านมณีพฤษ์)
ทิศตะวันตก ติดกับหมู่ที่ 2 (บ้านห้วยสะแตง) และหมู่ที่ 3 (บ้านภูคำ)
การแบ่งเขตการปกครอง
บ้านงอบ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 หมู่บ้าน โดยใช้ถนนและลำน้ำงอบเป็นเส้นกั้นแบ่ง แต่ละหมู่จะเรียกชื่อ ดังนี้
หมู่ที่ 1 (บ้านงอบศาลา) หมู่ที่ 9 (บ้านงอบกลาง)
หมู่ที่ 5 (บ้านงอบเหนือ) หมู่ที่ 10 (บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง)
หมู่ที่ 8 (บ้านงอบใต้)
ประวัติของหมู่บ้าน
ชื่อหมู่บ้าน มีชื่อว่า บ้านงอบ ซึ่งคำว่า งอบ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายว่า งอบ เป็นเครื่องสวมศีรษะสำหรับกันแดดกันฝน สานด้วยตอกและไม้ไผ่ กรุด้วยใบลานรูปร่างคล้ายกระจาดคว่ำ มีรังสำหรับสวมศีรษะ ใช้อย่างหมวก
ชื่อบ้านงอบนี้ ใครตั้งไม่ทราบประวัติ แต่สันนิษฐานว่าไม่ใช่หมายถึงหมวกตามที่พจนานุกรมกล่าวแน่นอน เพราะคำว่า งอบ นั้นเป็นภาษาไทยกลาง ชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ได้เรียกว่างอบ แต่เรียกหมวกทีมีลักษณะดังกล่าวว่า กุ๊บ ผู้มีอายุในหมู่บ้านได้ให้ความเห็นว่า คำว่างอบ อาจเอาชื่อของหมู่บ้านเดิมที่อพยพมา หรืออาจแผลงมาจากคำว่า ง่อม ซึ่งแปลว่าเงียบเหงา ก็ได้ เพราะสมัยก่อนมีคนน้อย คงจะเงียบเหงา ก็เลยเรียกว่าหมู่บ้านง่อม เมื่อนานเข้ามีผู้คนมากขึ้นไม่ง่อมเหมือนเมื่อก่อน ๆ แล้ว ก็เลยเปลี่ยนชื่อมาเป็นงอบ ซึ่งคล้ายกับชื่อเดิม หรือไม่ก็เพี้ยนมาเป็นงอบตามวิวัฒนาการทางภาษา
1. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 หน้า 263
หมู่บ้านงอบ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ หมู่บ้านหนึ่ง สมัยก่อนเรียกติดปากกันว่า เมืองงอบ ประชาชนมีเชื้อสายไทลื้อ พูดภาษาไทลื้อกันทั่วทั้งหมู่บ้าน สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านเดียวในอำเภอที่พูดภาษาลื้อ ปัจจุบันได้แยกไปอยู่ที่หมู่ที่ 4 (บ้านทุ่งสุน) อีก 1 หมู่บ้าน
ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน อพยพมาจากที่ใดเมื่อไร นั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ได้แต่เล่าลือสืบต่อกันมาว่ามาจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ภาษาพูดคล้ายกับชาวยองในจังหวัดลำพูน ผู้สืบเชื้อสายไทลื้อในหมู่บ้านได้พยายามสืบค้นหาหลักฐาน เอกสาร ตำรา ร่องรอยหลายแห่งก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ ซึ่งมีผู้สืบค้นและเขียนประวัติของชนชาติไทลื้อไว้หลายเล่ม เช่น
หนังสือ ลื้อคนไทยในประเทศจีน ได้กล่าวถึงตัวอักษรของชาวไทลื้อและวรรณคดีไทลื้อ สุภาษิตที่สำคัญ แบบแปลนบ้าน อาหาร เครื่องดึ่ม ความเป็นอยู่ในครอบครัว การตั้งชื่อเด็กหญิง, ชายตามลำดับขั้น การนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาผี ประเพณีลอยกระทง พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน การละเล่นในเทศกาลต่าง ๆ การเกี้ยวพาราสีระหว่างคนหนุ่มสาว การล่าสัตว์ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชาวไทลื้อบ้านงอบ จะตรงกันเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ในหนังสือ ชาติวงศ์วิทยา ว่าด้วยชนชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้กล่าวถึงชนชาติเผ่าต่าง ๆ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงไทลื้อว่า ถิ่นฐานของพวกไทลื้อส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง แต่ก็มีมากที่อพยพมาอยู่ยังฝั่งไทย โดยเฉพาะในจังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่และน่าน
ในหนังสือเรื่อง งานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย ของหลวงวิจิตรวาทการ มีการกล่าวถึงชาวไทลื้อมีใจความสำคัญคือ ลื้อเป็นคนไทย มิใช่เป็นคนชาวป่าชาวดอย
พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงชาวไทลื้อ ไว้ในหนังสือ ไทย-จีน ว่า ชาวไทลื้อ เป็นคนไทยที่รู้จักหนังสือ มีดินแดนดั้งเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ระหว่างพม่ากับอ่าวตังเกี๋ย การแบ่งแคว้นสองปันนาออกเป็นเมืองใหญ่ถึง 28 เมือง
1. บุญช่วยศรีสวัสดิ์ ลื้อคนไทยในประเทศจีน 532 หน้า
2. เอคาร์และพันตรี อี. ไซเคนฟาเดน ชาติวงศ์วิทยา หน้า 4
3. หลวงวิจิตรวาทการ งานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย หน้า 81
4. พระยาอนุมารราชธน ไทย-จีน หน้า 31-33
นอกจากนี้ ในปริญญานิพนธ์เรื่อง วรรณกรรมไทลื้อ ของชำนาญ รอดเหตุภัย ได้เขียนประวัติการอพยพของชาวไทลื้อว่า ชาวไทลื้อมีภูมิลำนาอยู่แคว้นสิบสอบปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน อพยพมาอยู่ในประเทศไทยหลายครั้ง สาเหตุการอพยพก็เพราะบางแห่งในถิ่นเดิมทุรกันดาร ไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ถูกโจรปล้นสดมรบกวน ได้รับการกดขี่ข่มเหงจากชนชาติผู้ปกครองคือจีนฮ่อและพม่า จึงได้อพยพเข้ามาตอนเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงราย ไทลื้อบางพวกได้ถูกกวาดต้อนลงมาเนื่องจากราชวงศ์คำมั่นเมืองเชียงใหม่ พระยาอุปราชหมูล่าเมืองลำปาง ยกไปตีเมืองเชียงรุ้งของไทลื้อ ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพม่า ได้รบพุ่งกันหลายครั้ง ในที่สุด เจ้าเมืองเชียงรุ้งกับท้าวพระยาสิบสองปันนาก็ยอมอ่อนน้อมขอขึ้นอยู่กับพระราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ. 2399 ( จศ.1218 ) ไทยได้กวาดต้อนเอาครอบครัวไทลื้อจาก เมืองพง เมืองหย่วน เมืองล่า แห่งแคว้น สิบสองปันนา มาไว้ในเขตนครน่านประมาณ พันคนเศษ
สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนบทความเรื่อง คนไทยที่สิบสองปันนาในหนังสือ ข่าวครูไทยในโอกาสที่ได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย-จีนว่า ชาวไตลื้อ นอกจากมีดินแดนกว้างใหญ่อยู่ที่ สิบสองปันนาแล้ว ยังกระเซ็นกระสายอพยพโยกย้ายและถูกกวาดต้อนมาเพราะการสงครามแต่ก่อน ลงมาอยู่ ที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ก็มี จังหวัดน่านก็มี ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเคยถูกกวาดต้อนลงไปที่ภาคใต้ก็มี ทุกวันนี้ชาวไตลื้อในเขตสิบสองปันนาแม้จะอยู่ในดินแดนของจีน แต่ทางการของจีนก็ให้เป็นเขตปกครองตนเอง มีประธานคณะกรรมการเป็นชาวไตลื้อด้วยกัน
และในพงศาวดารเมืองน่าน ได้กล่าวถึงเรื่องเจ้าหลวงสุมนเทวราช ผู้ครองนครน่านยกทัพขึ้นไปตีสิบสองปันนาไว้ดังนี้
- เถิงจุลศักราชได้ 1173 เดือน 6 ลง 13 ค่ำ อาชญาเจ้าหลวงสุมนเทวราชท่านก็ยกเอาพลนิกายโยธาทั้งหลาย ขึ้นเมือตีเอาเมืองล้า เมืองพง ก็ได้ยกรี้พลปงทัพไชยอยู่ท่าขึ้เหล็ก ฯ
- เถิงจุลศักราชได้ 1174 ตัวเดือน 3 อาชญาเจ้าหลวงท่านก็กวาดเอาคนครัวเมืองล้า เมืองพง เชียงแขง เมืองหลวงภูคา ลงมาไว้เมืองน่านมีคน 6000 คนหั้นแล ฯ
- เถิงจุลศักราชได้ 1175 ตัวปีกาเล้า อาชญาเจ้าหลวงท่านก็ล่าถอยกองทัพลงมาเถิงเมืองน่านเดือน 8 หั้นแล
1. ชำนาญ รอดเหตุภัย วรรณกรรมไทลื้อ หน้า 39
2 สุจิตต์ วงษ์เทศ ข่าวครูไทย ฉบับปักษ์แรกเดือนมิถุนายน 2527
3. พงศาวดารเมืองน่าน พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพนันทาจารย์ อดีตเจ้า
คณะจังหวัดน่าน 2543
บทสรุป
ตามตำนานที่กล่าวขานสืบต่อกันมาในบรรพบุรุษของหมู่บ้าน ประกอบกับหลักฐานงานเขียนที่ได้อ้างอิงมา ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมของหมู่บ้านในปัจจุบัน พอสรุปได้ว่า คงจะอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาค่อนข้างแน่นอน แต่จะมาในสมัยใด เมืองใด นั้นไม่อาจทราบได้ อาจมาในคราวที่เจ้าหลวงสุมนเทวราช ผู้ครองนครน่านยกทัพไปตีสิบสองปันนา และกลับมาถึงเมืองน่านในปี จุลศักราช 1175 ก็เป็นได้ เพราะปีจุล-ศักราช 1175 ตรงกับ พ.ศ. 2356 ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และหลักฐานเท่าที่ปรากฏ มีครูบาอินต๊ะวิชัย เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัยองค์หนึ่ง เขียนไว้ในธรรมคัมภีร์ใบลาน เป็นภาษาพื้นเมืองล้านนาโบราณ ระบุปี จ.ศ. 1185 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเจ้าหลวงสุมนเทวราชกวาดต้อนคนลื้อมาจากสิบสองปันนาได้ 10 ปีพอดี ว่าท่านมาจากเมืองหลวงภูคา และบรรยายถึงวัดศรีดอนชัยไว้ส่วนหนึ่งว่า เขียนแล้วปางอยู่เมตตาวัดศรีดอนชัยงอบนาล้อมแก้วกว้าง ซึ่งขณะนี้คัมภีร์ยังเก็บรักษาไว้ที่วัดศรีดอนชัย ต.งอบ ก็คงเป็นหน้าที่ของลูก หลาน เหลนของขาวไทลื้อ บ้านงอบ ที่จะต้องช่วยกัน สืบค้นหา ที่มาของบรรพ-บุรุษต่อไป
เดิม หมู่บ้านงอบ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านในปัจจุบัน ห่างจากหมู่บ้านในปัจจุบันประมาณ 3 กิโลเมตร ต่อมามีปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม และไม่มีพื้นที่ราบสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย ชาวบ้านบางส่วนจึงย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านในปัจจุบัน และพากันเรียกหมู่บ้านงอบเดิมว่า บ้านเก่า จนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 2514 ชาวบ้านที่อยู่บ้านเก่าจึงอพยพมาอยู่บ้านงอบทั้งหมด ทิ้งให้บ้านเก่า
เป็นหมู่บ้านร้างตั้งแต่นั้นมา
หมู่บ้านงอบ ครั้งแรกมีเพียง 1 หมู่บ้าน คือหมูที่ 1 (บ้านงอบศาลา)
เมื่อ พ.ศ 2485 ได้แยกหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศตะวันออกของถนนเป็นหมู่ที่ 5(บ้านงอบเหนือ)
เมื่อ พ.ศ. 2517 ได้แยกหมู่บ้านที่อยู่ทางใต้ของลำน้ำงอบ เป็นหมู่บ้านที่ 8(บ้านงอบใต้)
เมื่อ พ.ศ. 2518 ได้แยกหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 8 ออกอีก 1 หมู่เป็นหมู่ที่ 9
(บ้านงอบกลาง)
และเมื่อ พ.ศ. 2536 ได้แยกราษฎรหมู่ที่ 8 ที่อยู่ บริเวณรอบวัดศรีดอนชัยจนถึงโรงเรียนไทยรัฐ
วิทยา 98 เป็นหมู่ที่ 10 (บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง)
ผู้ปกครอง เมืองงอบ /ตำบลงอบ (กำนัน)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 พระยาพรมสาร พ.ศ. 2420 2439 เมืองงอบ
2 แสนหลวงไชยมงคล พ.ศ. 2439 2455 ,,
3 แสนยาวิราช (มหายศ) ขุนงอบ พ.ศ.2455 2475 ,,
4 กำนันวงศ์ คำรังษี พ.ศ. 2475 2485 ตำบลงอบ
5 กำนันศรีมูล พะยอม พ.ศ.2485 - 2489 ยุบรวมกับตำบลปอน
6 กำนันวงศ์ คำรังษี พ.ศ. 2489 2500 ตำบลงอบ
7 กำนันวงศ์ งามธุระ พ.ศ. 2500 2501 ,,
8 กำนันจันติ๊บ ร่อนทอง พ.ศ. 2501 2514 ,,
9 กำนันธรรมสอน อินยา พ.ศ. 2514 2515 ,,
10 กำนันสวย อินทะรังษี พ.ศ. 2515 2524 ,,
11 กำนันประเสริฐ อินทะรังษี พ.ศ. 2524 2525 ,,
12 กำนันสัมพันธ์ ร่อนทอง พ.ศ. 2525 2526 ,,
13 กำนันสม เทพจันตา พ.ศ. 2526 - 2548
14 กำนันจันตา อินทะรังษี พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน
ผู้ปกครองหมู่บ้าน(ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่ที่ 1(บ้านงอบศาลา)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 ผู้ใหญ่สม สิทธิยศ 2475 - 2479
2 ผู้ใหญ่เทพวงค์ อินทะรังษี 2480 - 2481 ข้อมูลจากหมายเหตุรายวัน ร.ร.บ้านงอบ วันที่ 16 ต.ค. 81
3 ผู้ใหญ่ปัญญา อินทะรังษี 2482 2483
4 ผู้ใหญ่คำปัน ร่อนทอง 2484 2485
5 ผู้ใหญ่บุญสี อินทะรังษี (งามธุระ) 2486 - 2487
6 ผู้ใหญ่ยารังษี อินทะรังษี 2487 - 2499
7 กำนันจันติ๊บ ร่อนทอง 2500 - 2514
9 กำนันสวย อินทะรังษี 2515 2524
10 กำนันสม เทพจันตา 2525 - ปัจจุบัน
11 นายบุญชุม มูลฐี 2548 - ปัจจุบัน
ผู้ปกครองหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่ที่ 5 (บ้านงอบเหนือ)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 ผู้ใหญ่รัศมี งามธุระ 2485 - 2516
2 ผู้ใหญ่คงเดช (เถา) คำรังษี 2517 - 2520
3 ผู้ใหญ่ศรีนุ่น คำรังษี 2521 - 2527
4 ผู้ใหญ่เกษม วารี 2528 - 2535
5 ผู้ใหญ่เจตน์ คันธสาร 2536 - 2537
6 ผู้ใหญ่สายสนม คำรังษี 2538 - ปัจจุบัน
ผู้ปกครองหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่ที่ 8 (บ้านงอบใต้)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 ผู้ใหญ่เมืองดี ร่อนทอง 2517 - 2521 2 สมัย (22 ส.ค.17 - 30ก.ย.21)
2 กำนันประเสริฐ อินทะรังษี 2522 - 2524
3 กำนันสัมพันธ์ ร่อนทอง 2525 - 2526
4 ผู้ใหญ่เฉลียว วันชนะ 2527 - 2531
5 ผู้ใหญ่สมเพ็ชร คำรังษี 2532 - 2535
6 ผู้ใหญ่ฤทธิ์ อินทะรังษี 2536 - ปัจจุบัน 2 สมัย(เริ่ม11 พ.ย. 35
ผู้ปกครองหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่ที่ 9 (บ้านงอบกลาง)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 ผู้ใหญ่บุญรัตน์ ละม่อม 2518 - 2524
2 ผู้ใหญ่จันทร์ตา อินทะรังษี 2525 2529
3 ผู้ใหญ่จันตา อินทะรังษี 2530 - ปัจจุบัน เป็นกำนันปี 2548
ผู้ปกครองหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) หมู่ที่ 10 (บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง)
ที่ ชื่อ - สกุล ปกครองระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 ผู้ใหญ่ประยูร อินทะรังษี 2536 - 2540 เริ่ม 22 มิ.ย.36
2 ผู้ใหญ่เฉลียว วันชนะ 2541 2542
3 ผู้ใหญ่สุรศักดิ์ อินทะรังษี 2542 - ปัจจุบัน

ข้อมูลของวัดโดยสังเขป
วัดศรีดอนชัย ตั้งอยู่เลขที่ 109 หมู่ที่ 10 บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
เป็นคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาท แบบมหานิกาย
ที่ดินวัด มีพื้นที่ 4 ไร่ 1 งาน 5 ตารางวา เอกสารที่ดิน นส 3 เลขที่ 637
ปัจุบันได้ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 3 แปลง ซึ่งอยู่ติดกำแพงด้านทิศเหนือของวัด กำลังทำเรื่องโอนอยู่
อาณาเขต
ทิศเหนือ ยาว 2 เส้น 11 วา 3 ศอก ติดที่นาของเอกชน
ทิศใต้ ยาว 3 เส้น 10 วา ติดที่ดินของเอกชน และลำน้ำงอบ
ทิศตะวันออก ยาว 2 เส้น 16 วา 1 ศอก ติดลำเหมือง และที่นาของเอกชน
ทิศตะวันตก ยาว 1 เส้น 8 วา 2 ศอก ติดถนนสาธารณะ และที่ดินของเอกชน
ประวัติวัดศรีดอนชัย ตำบลงอบ
วัดศรีดอนชัย สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ภายในหมู่บ้านก็ได้ความไม่แน่นอน แต่ที่พอปรากฎเป็นหลักฐานบ้าง เริ่มตั้งแต่ครูบาอินต๊ะวิชัย เป็น
เจ้าอาวาส ซึ่งผู้เขียนก็ขอสัณนิษฐานว่าเป็นผู้ก่อตั้งวัดศรีดอนชัยองค์แรกไว้ก่อน (หากมีหลักฐานที่ดีกว่านี้ขอได้โปรดแจ้งด้วย จะได้ช่วยกันชำระให้ถูกต้อง)
หลักฐานจากคัมภีร์ใบลาน ซึ่งครูบาอินต๊ะวิชัยได้เขียนธรรม เป็นอักษรพื้นเมืองล้านนาโบราณ ระบุไว้ว่า ท่านมาจากเมืองหลวงภูคา สิบสองปันนา เมื่อปี พ.ศ. 2356 ท่านได้บรรยายถึงสภาพวัดในขณะ
นั้นว่า เขียนแล้วปางอยู่เมตตา วัดศรีดอนชัยงอบ นาล้อมแก้วกว้าง ( ซึ่งคัมภีร์ดังกล่าวปัจจุบันยังเก็บรักษาไว้ที่วัด)
ครูบาท่านนี้ เป็นผู่ที่มีภูมิรู้ด้านต่าง ๆ หลายด้าน เช่น หมอเมือง (หมอยาสมุนไพร) หมอดูเมื่อ (โหราศาสตร์) รู้ภาษาสัตว์ มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ครั้งหนึ่งครูบาได้จำวัด(นอน)เวลากลางวัน เมื่อตื่นขึ้นมา
พบว่ามีนกมาเกาะต้นสลี (ต้นโพธิ์) หน้าวิหารมากมาย ส่งเสียงร้องดัง สามเณรศิลป์ พระลูกวัดรูปหนึ่งได้เข้าไปถามท่านว่านกมันทำอะไร ท่านได้ตอบว่า นกมันชวนกันไปกินผลไม้ที่ดอยแง่ม ซึ่งเป็นดอยที่อยู่ชายแดนไทย-ลาวด้านเชียงฮ่อน นับว่าท่านเป็นผู้มีอภิญญาที่สูงรูปหนึ่ง
ท่านมรณภาพในปีใดไม่ปรากฎ แต่มีคนเล่ากันว่าได้ปลงศพท่านที่กลางทุ่งนา หลังบ้านของนาย
สุพัฒน์ (อิ่น) นางเรือนแก้ว อินทะรังษี ราษฎรหมู่ที่ 10 (บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง) ในปัจจุบัน
ในสมัยที่ท่านพระครูสุวรรณธุตคุณ (เขียนทอง) เป็นเจ้าอาวาส รูปที่ 18 ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยได้ยินคนเล่าว่าเคยเห็นสถูปก่ออิฐอยู่ ท่านจึงออกสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2495 และได้พบซากอิฐกองอยู่ ท่านจึงคิดจะสร้างเจดีย์ขึ้นที่นั่น เพื่อเป็นอนุสรณ์ประจำบ้านเมืองไว้ จึงติดต่อขอซื้อที่นาบริเวณดังกล่าว แต่เจ้าของนาไม่ยอมขาย จึงหมดโอกาสที่จะสร้างได้
หลังจากครูบาอินต๊ะวิชัยได้มรณภาพไป ครูบาธนัญไชย ลูกศิษย์ของท่าน ได้ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทน ประมาณ ปี พ.ศ. 2412 ทราบจากหลักฐานการจารึกอักษรพื้นเมืองล้านนาไว้ที่ฐานพระพุทธรูปไม้ที่อยู่ในโบสถ์ ผู้เขียนขอถือว่า ครูบาธนัญไชย เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ของวัดศรีดอนชัย เมื่อท่านได้มรณภาพ คณะศรัทธาได้ปลงศพท่านที่กลางป่าใกล้วัด ซึ่งปัจจุบันเป็นบ้านของนายเย็น นางสุพรรณ์ อินทะรังษี และบ้านนายสม นางคำแปง อินทะรังษี ราษฎรบ้านหมู่ที่ 10 (บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง) ต.งอบ
นับตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปที่ 1 10 มาอยู่ที่วัดศรีดออนชัย ก็มีหลักฐานเพียงชื่อเท่านั้น สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในวัดก็ไม่ปรากฏเด่นชัด เมื่อปี พ.ศ. 2498 เจ้าอาวาส (เขียนทอง ติสปัญโญ) พร้อมกับศิษย์ได้ค้นหาหลักฐานก็ไม่พบอะไร คงจะมีการสร้างวิหาร กูฏิ โบสถ์ ที่ไม่มั่นคงนัก ตามสภาพเศรษฐกิจในสมัยนั้น และสิ่งก่อสร้างก็มีการเสื่อมสลายตามกาลเวลา
และในบริเวณไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก ยังมีร่องรอยวัดร้างอยู่อีก 2-3 แห่ง (มีซากอิฐ กระเบื้องหลังคา หินสีมา) ซึ่งก็ไม่ทราบว่าสร้างในสมัยใด
หลักฐานที่พระครูสุวรรณธุตคุณ (เขียนทอง ติสปัญโญ) เจ้าอาวาสรูปที่18 เขียนด้วยลายมือ ไว้ดังนี้
1. ได้รับอนุญาตสร้างวัด เมื่อวันที่ 16 เดือนมกราคม พ.ศ. 2245
2. ประกาศตั้งวัด เมื่อวันที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2249
3. ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2478
4. ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2480
ปรากฏหลักฐานอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 เจ้าอาวาสได้สร้างวิหารทรงไทลื้อ มีขนาดกว้าง 9 เมตร
ยาว 20 เมตร ก่ออิฐถือปูนขาวโบราณ เสาไม้เนื้อแข็ง มุงด้วยแป้นเกล็ด(กระเบื้องไม้) และสร้างกุฏิพร้อมกับก่อกำแพงล้อมรอบวัด มีการเฉลิมฉลองตามประเพณี
ประมาณ พ.ศ. 2507 วิหารได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก คณะศรัทธาจึงได้ช่วยกันรื้อวิหาร คงไว้
เฉพาะพระประธานในวิหาร นอกนั้นได้ช่วยกันสร้างวิหารใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่วิหารทรง ไทลื้อ ที่เป็นฝีมือของบรรพบุรุษได้ล่มสลายไปในคราวนี้ ( รูปทรงเดิมเหมือนกับวัดบ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา ซึ่งเขายังอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน)
วิหารที่สร้างขึ้นใหม่มีขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างครอบตรงที่เดิม แต่รูปทรงเปลี่ยนไปทั้งหมด แม้แต่บันใดหน้าวิหาร เดิมเป็นรูปสิงห์ ก็เปลี่ยนมาเป็นรูปพญานาค และพระประธานในวิหารเดิมพระพักตร์ขึงขัง สง่า มีอำนาจ คล้ายพระพักตร์พระเจ้าต๋นหลวง ที่วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ระยะที่สร้างวิหาร คงจะมีไม้หล่นทับ ทำให้พระพักตร์มีร้อยร้าว ช่างจึงได้ซ่อมแซมใหม่ กลายเป็นพระพักตร์ที่หนุ่มแน่น อ่อนหวานกว่าองค์เดิม ประประธานองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 91 นิ้วสูง 179 นิ้ว ฐานสูง 114 นิ้ว ลงรักปิดทอง ผนังวิหารมีการวาดภาพชาดกโดยรอบ ได้ทำการเฉลิมฉลองเมื่อปี พ.ศ. 2517
โบสถ์
โบสถ์ของวัดศรีดอนชัย สมัยก่อนเป็นโบสถ์ที่สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่กลางสระน้ำหน้าวิหาร มีสะพานไม้เป็นทางเข้าด้านเดียว สมัยโบราณถือวันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้สตรีเข้าไปโดยเด็ดขาด จึงสร้างไว้กลางน้ำ ประมาณ พ.ศ. 2465 ได้ย้ายโบสถ์ มาสร้างใหม่ที่ข้างวิหารด้านทิศตะวันตก ตรงที่เดิมก็กลายเป็นบ่อน้ำของวัดไป ชาวบ้านเรียกบ่อโบสถ น้ำออกจากบ่อไม่มีแห้ง แม้ว่าจะแล้งเพียงใด
โบสถ์ที่สร้างใหม่ เป็นโบสถ์ที่สร้างด้วยปูน มีขนาดไม่ใหญ่นัก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เช่นเดียวกับวิหาร มีหน้าต่างเล็ก ๆ 2 ข้างอยู่ได้ไม่เกิน 10 คน มีประตูเข้าด้านเดียว ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมของพระสงฆ์ โบสถ์หลังนี้ใช้งานมาได้ประมาณ 70 ปี
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 พระครูสุวรรณธุตคุณ เจ้าอาวาส และคณะศรัทธา เห็นว่าโบสถ์ได้ชำรุดทรุดโทรม และมีขนาดเล็กเกินไป ไม่พอเพียงกับจำนวนพระสงฆ์ที่มีมากขึ้น จึงได้รื้อโบสถ์ คงไว้เฉพาะพื้นไม่ให้ใครขุดค้น (ซึ่งปกติคนโบราณมักจะฝังสิ่งของมีค่าไว้) ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ได้สร้างโบสถ์ใหม่ คณะศรัทธาได้ผัดเปลี่ยนกันไปอยู่เวรยามเฝ้าทุกวัน และในคืนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น คือ พระครูสุวรรณธุตคุณ เจ้าอาวาสเกิดอาพาธ ปวดแขนและขาซ้ายอย่างรุนแรง ญาติได้นำส่งโรงพยาบาลน่าน แพทย์ได้รักษาโดยการตัดขาข้างซ้ายออกในคืนนั้นเอง (ชาวบ้านได้โจษจันกันว่าสาเหตุมาจาการรื้อถอนโบสถ์ เนื่องจากรื้อโบสถ์ยังไม่ทันครบเดือน) เมื่อรักษาพอทุเลาแล้ว ก็กลับมาจำวัดตามเดิม และได้ร่วมกับคณะศรัทธาได้ช่วยกันหาเงินมาสร้างโบสถ์ต่อไปตามปณิธานที่ตั้งไว้ โดยไปขอผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีคุณปัญญา คุณสิริลักษณ์ มัณฑนาจารุ เป็นผู้นำผ้าป่ามาถวาย สมทบกับคณะศรัทธาชาวบ้านงอบ
แล้วเริ่มทำการสร้างโบสถ์หลังใหม่ ครอบตรงที่เดิม ขนาด กว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร พระประธานในโบสถ์ คณะศรัทธาวัดกลางบางแก้ว อ.นครไชศรี จ.นครปฐม สร้างถวาย เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 31นิ้ว สูง 54 นิ้ว กว้าง 41.5 นี้ว ทำการฉลองโบสถ์เมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2538 (ก่อนการฉลองโบสถ์เพียง 3 วัน คือวันที่ 26 มกราคม 2537 พระครูสุวรรณธุตคุณ เจ้าอาวาสก็ได้มรณภาพลง) ทางคณะศรัทธาจึงทำพิธีทำบุญสวดพระอภิธรรมศพครบ 3 วันแล้วปิดศพไว้ชั่วคราว ทำการเฉลิมฉลองโบสถ์ต่อเป็นเวลา 3 วัน คือวันที่ 29 มกราคม 1 กุมภาพันธ์ 2538
ในอุโบสถ์ ยังมีพระพุทธรูปไม้อีก 16 องค์ (เฉพาะที่ลงทะเบียนไว้) เป็นไม้ส้อ ,งา ,ไม้บุทองแดง เมื่อก่อนเล่ากันว่ามีจำนวนมาก คนสมัยโบราณชอบสร้างพระที่ทำด้วยไม้กันมาก เพราะทำได้ง่าย มีน้ำหนักเบา
กฏิ
กุฏิ ที่อยู่ของพระสงฆ์ คงจะสร้างเริ่มตั้งแต่สร้างวัด แต่คงไม่ถาวร ตามสภาพเศรษฐกิจในสมัยนั้น
เพราะ ปกติพระสมัยก่อน เคร่งในวินัย อยู่ง่าย ในสมัยพระครูสุวรณธุตคุณ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ท่านได้สร้างกุฏิสงฆ์ ขึ้น 1 หลัง เป็นเสาปูนก่ออิฐ ส่วนอื่นเป็นไม้ทั้งหมด และได้สร้างกุฏิสำหรับเจ้าอาวาส อีก 1 หลัง เป็นไม้ทั้งหมด ใต้ถุนสูง สำหรับเก็บพัสดุ ต่อมา ได้ต่อเติมด้านล่าง โดยเทพื้นเป็นคอนกรีต
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 เวลาประมาณ ตี 1 เศษ เกิดไฟไหม้กุฏิสงฆ์ จนวอดไปทั้งหลัง สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ทางราชการและคณะศรัทธา ร่วมกันจัดสร้างกุฏิหลังใหม่ โดยสร้างในที่เดิม เป็นอาคารแบบทรงไทย 2 ชั้น และได้ทำการรื้อกุฏิเจ้าอาวาสเสีย ได้ทำพิธีทำบุญฉลองกุฏิใหม่ เมื่อวันที่1 มกราคม 2544
หอระฆัง
หอระฆัง เริ่มสร้างเมื่อปี 2522 โดยออกแบบเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่เก็บพัสดุ ชั้นสองใช้เป็นหอกลอง และชั้นสาม เป็นหอระฆัง เสร็จสิ้นเมื่อปี 2527
ต้นโพธิ์ (ต้นสลี)
ที่หน้าวิหารในวัดศรีดอนชัย จะมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ 1 ต้น ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าต้นสลี จะปลูกในสมัยใดไม่ทราบ ประมาณกันว่าอายุไม่น่าต่ำกว่า 180 ปี หรืออาจปลูกพร้อมกับการสร้างวัดก็เป็นได้ ผู้เขียนเคยถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านว่า พวกเราไทลื้อบ้านงอบย้ายมาจากที่ใด ก็ไม่มีใครตอบชี้ชัดลงไปได้ แต่ก็บอกเล่ากันว่า ย้ายมาจากเมืองสิงห์เมืองนัง สิบสองปันนามา เมื่อปี 2545 ข้าพเจ้าได้ถือโอกาส ไปเที่ยวเมืองสิงห์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศลาวที่ติดกับประเทศจีนตอนใต้ พบว่าที่เมืองสิงห์มีหมู่บ้านชื่อ บ้านดอนชัย มีภาษาพูดก็คล้ายบ้านงอบเรา เป็นไปได้ไหมที่ พวกเราย้ายมาจากเมืองสิงห์ เมื่อมาอยู่ก็มาตั้งวัดแล้วปลูกต้นสลีขึ้นที่หน้าวัด แล้วตั้งชื่อว่า วัดศลีดอนชัย ภายหลังอาจเขียนเป็นศรีดอนชัยไป เพราะ เท่าที่พบมา เมื่อคนอพยพมาจากเมืองใดมักจะเอาชื่อบ้านเดิมมาตั้งชื่อใหม่อยู่เสมอ
ต้นโพธิ์ต้นนี้ ชาวบ้านถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นไม้ตระกูลเดียวกับต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้านั่งสมาธิในวันตรัสรู้ คณะศรัทธาจึง ได้ก่ออิฐล้อมรอบโคนต้น เพื่อมิให้ใครไปเหยียบย่ำ โดยเฉพาะผู้หญิงห้ามขึ้น แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปโดยรอบ ทุกปีจะมีคนนำเอาไม้ค้ำมาทำพิธีต่ออายุเป็นประจำ บางครั้งกิ่งก้านย้อยต่ำลงมาจนเป็นที่กีดขวางทางเดิน แต่ก็ไม่มีใครกล้าตัดแต่ง เล่ากันว่าหากใครตัดจะมีอันเป็นไป
เจดีย์ (พระธาตุ)
ศรัทธาจากพระภิกษุชาวลาวที่อพยพไปอยู่ในประเทศอเมริกา ชื่อพระบุญสูง ซึ่งรู้จักมักคุ้นกับพระอุดม อาสโภ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัย รูปที่ 19 ได้บริจาคปัจจัยเป็นทุนก่อสร้างมา จำนวน 80,000 บาท แล้วคณะศรัทธาชาวตำบลงอบ ได้บริจาคร่วมสมทบอีกประมาณ 200.000 บาท โดยมีพระครูมานพ ติกขวีโร (ครูบามานพ) จากวัดพระธาตุหนองจันทร์ ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ นำทีมงาน ซึ่งเป็นพระ ประมาณ 6-7 รูป มาเป็นช่างก่อสร้างเจดีย์ โดยใช้แรงงานจากคณะศรัทธาชาวบ้านงอบ ตลอดจนถึงพระเณร กรรมการวัด ทุกฝ่ายได้ระดมช่วยกันก่อสร้าง ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2546 และทำพิธียกฉัตร / เปิดตาพระเจ้าทันใจ เมื่อวันที่ 1 เดือนเมษายน 2546 แล้วตั้งชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์ศรีดอนชัย ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 1 เดือน นับเป็นความภูมิใจในความสามัคคีและศรัทธาแรงกล้าของคนไทยลื้อบ้านงอบอีกงานหนึ่ง
รายชื่ออาจารย์วัด (มัคทายก) วัดศรีดอนชัย บ้านงอบ
ที่ ชื่อ - สกุล ทำหน้าที่ระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 อาจารย์พรมจักร อินทะรังษี 2476 - 2486
2 อาจารย์จันต๊ะ อินทะรังษี 2487 - 2504
3 อาจารย์จำลอง อินทะรังษี 2505 - 2506
4 อาจารย์เทพ เทพจันตา 2507 - 2518
5 อาจารย์จำลอง อินทะรังษี 2519 - 2520 ทำหน้าที่ครั้งที่ 2
6 อาจารย์สนอม อินทะรังษี 2521 - 2539
7 อาจารย์สุรินทร์ คำรังษี 2540 - ปัจจุบัน
รายชื่อเจ้าอาวาส วัดศรีดอนชัย บ้านงอบ
ที่ ชื่อ /ฉายา ทำหน้าที่ระหว่าง พ.ศ. หมายเหตุ
1 พระอินต๊ะวิชัย (พระครูบา) ประมาณ พ.ศ.2356 
2 พระธนัญชัย (พระครูบา) ประมาณ พ.ศ.2414 
3 พระอินต๊ะ คำรังษี ไม่ทราบข้อมูล
4 พระอุปะละ คำรังษี
5 พระเทพ เทพจันตา
6 พระศรีนวล อินทะรังษี
7 พระธรรมขัน อินทะรังษี
8 พระจันต๊ะ อินทะรังษี
9 พระสมบูรณ์ อินทะรังษี
10 พระอินสวรรค์ อินทะรังษี
11 พระอินต๊ะจักร์
12 พระอิทธิ (มาจากบ้านปอน) พ.ศ. 2455 - 2465 เล่ากันว่าถูกเสือกัดตาย
13 พระพรหมจักร์ อินทะรังษี พ.ศ. 2466 - 2466 ภายหลังสึกมาเป็นมัคทายก
14 พระกันธะวงค์ คำรังษี พ.ศ. 2477 - 2480 บิดาของ อ.สุรินทร์ มัคทายกคนปัจจุบัน
15 พระบุญเหลี่ยม จารุวณโณ พ.ศ. 2481 - 2483 ชาวบ้านหนองแดง
16 พระอภิยศ สิริวณโณ พ.ศ. 2484 - 2488 มาจากเชียงฮ่อน ประเทศลาว
17 พระสนอม อินทวํโส พ.ศ. 2489 - 2490 ภายหลังสึกมาเป็นมัคทายก
18 พระครูสุวรรณธุตคุณ พ.ศ. 2491 - 2538 มรณภาพเมื่อ 26 ม.ค.2538
19 พระอุดม อาสโภ 1 ต.ค.2544 - ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็น พระจตุพร เมื่อปี 2547
หมายเหตุ คัดลอกมาจากเอกสาร ลายมือท่านพระครูสุวรรณธุตคุณ ได้เขียนไว้
สภาพภูมิอากาศ
แบ่งเป็น 3ฤดู คือ
ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม -มิถุนายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 40 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 484.2 มิลลิเมตร
ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ตุลาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 938.36 มิลลิเมตรต่อปีอุณหภูมิโดย เฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส
ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน กุมภาพันธ์ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 8 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 130 มิลิเมตร
การคมนาคมและการสื่อสาร
การคมนาคมจากจังหวัดน่านถึงบ้านงอบ มีระยะทาง 100 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมาย
เลข 1080 สายน่าน-ทุ่งช้าง-เฉลิมพระเกียรติ (สมัยก่อนเรียกถนนอดุลยเดชจรัส เคยพบในบันทึกสมุดหมายเหตุรายวันของโรงเรียน ในวันที่ 22 พ.ย. 2491)) เป็นทางราดยางตลอดสาย มีรถประจำทาง น่าน- ปอนวิ่ง วันละประมาณ 10 เที่ยว ตั้งแต่เวลา 05.00 น 16.00 น. ส่วนถนนในหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
มีศูนย์โทรศัพท์ทางไกลขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จำนวน 1 แห่ง ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
หมู่บ้านละ 1 ตู้ ส่วนในบ้านและส่วนราชการที่อยู่ในหมู่บ้านยังไม่มี การไปรษณีย์ มีลูกจ้างของไปรษณีย์ มาบริการส่งจดหมายทุกวัน
การสาธารณูปโภค
มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบริการตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนน้ำอุปโภคบริโภค ส่วนใหญ่ยังมีปัญหา เพราะขาดแหล่งน้ำถาวร ลำน้ำงอบที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ในฤดูแล้งน้ำจะแห่งขอดเป็นช่วง ๆ
บางหมู่บ้าน ได้ขุดเจาะน้ำบาดาลมาทำประปาหมู่บ้าน แต่บางหมู่บ้านไม่มี ยังใช้บ่อน้ำตื้นที่ขุดขึ้นเอามา
ใช้ แต่บางช่วงน้ำก็แห้ง
ประชากร เป็นเชื้อสายไทลื้อ ใช้ภาษาไทลื้อพูดจาติดต่อกัน มีประชากร ดังนี้
หมู่ที่ ชื่อมู่บ้าน หลังคา ชาย หญิง รวม หมายเหตุ
1 บ้านงอบศาลา 116 321 300 621
5 บ้านงอบเหนือ 104 343 341 684
8 บ้านงอบใต้ 95 204 192 396
9 บ้านงอบกลาง 94 213 233 446
10 บ้านใต้ร่มโพธิ์ทอง 101 225 221 446
รวม 510 1,306 1,287 2,593
** ข้อมูลวันที่
1 สิงหาคม 2548
อาชีพและรายได้
อาชีพส่วนใหญ่ทำการเกษตร ได้แก่การทำไร่ ทำนา ทำสวน โดยเฉพาะสวนส้มเขียวหวาน มีรสดีที่สุดของจังหวัดน่าน เฉลี่ยรายได้ 6,336 บาท/คน/ปี ประชากรหนุ่มสาวส่วนใหญ่ ไปหางานทำยังต่างจังหวัด
ศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี
ประชากรเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ ผสมกับไสยาศาสตร์ มีพิธีกรรมที่สำคัญ เช่น
การสู่ขวัญ ,การส่งเคราะห์ ,การสืบชะตา , การเลี้ยงผี การเลี้ยงผีเมือง (ผีประจำหมู่บ้าน)
การเลี้ยงผีเมือง
การเลี้ยงผีเมือง จะทำการเลี้ยง ปี ละ 1 ครั้ง ภายในเดือน 8 (ของท้องถิ่น) ประมาณเดือนมิถุนายน ที่ป่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่า ดงหอ ผีเมืองหรือเทวดาเมืองที่อัญเชิญมารับการเลี้ยงที่ดงหอ ซึ่งชาวบ้านได้ทำโรงพิธีไว้ที่นั่น เป็นอาคารไม้ มุงด้วยสังกะสี ในสมัยก่อน จะมีเจ้าพ่อเพียง 2 เจ้าพ่อคือ
1. ท้าวพจ๋า มหาจุมปู (น่าจะเป็นท้าวพระยามหาชมพู)
2. เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก (เล่ากันว่าเป็นทหารคนสนิทของเจ้าพ่อ)
และมีเจ้าพ่อที่อยู่ตามจุดต่าง ๆของหมู่บ้านอีก 5 จุด คือ
1. เจ้าพ่อบ้านอิง อยู่ตีนเขาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่ทิศเหนือของสถานีตำรวจภูธร ตำบลงอบ) เจ้าพ่อองค์นี้ ชาวบ้านนิยมไปบนบานศาลกล่าวกันมาก ในยามมีกิจที่ต้องการความสำเร็จ เช่น สอบเข้าทำงาน ,เกณฑ์ทหาร ฯลฯ จนบางคนเรียกเจ้าพ่อหมื่นจิ้น
2. ผีเสี้ยวบ้าน เดิมอยู่ในคุ้มของ ดต.สุพัฒน์ อินทะรังษี ปัจจุบัน ได้เชิญไปประทับด้วยกันที่เจ้าพ่อบ้านอิง
3. เจ้าพ่อเมืองยู้ (น่าจะเป็นบรรพชนสมัยโบราณ) ปัจจุบันอยู่ในคุ้มของ นายสีนางอุด อินทะรังษี หมู่ที่ 10 ต.งอบ
4. . เจ้าพ่อเลาก๋าเลาคำ (น่าจะเป็นชาวเขาเผ่าม้งมาเสียชีวิต กลายเป็นเจ้าพ่อ) อยู่ที่นาลุ่ม กินไก่
5. เจ้าพ่อปากท่อ อยู่ติดกับป่าสุสาน บ้านงอบ กินเป็ด
6. เจ้าพ่อดงแก้ว อยู่ที่สวนของนายศรีทอน อินทะรังษี ราษฎรหมู่ที่ 11 ต.งอบ (บ้านใหม่) กินหมา
ในปัจจุบัน เมื่อมีการเลี้ยงผีเมืองประจำปี ก็จะมีการเชิญเจ้าพ่อทั้งหมดไปกินที่ ดงหอ พร้อมกัน ไม่ต้องเสียเวลาไปเลี้ยงตามจุดต่าง ๆ และอาหารที่เลี้ยงก็ปรับไปตามความเหมาะสมของเศรษฐกิจในแต่ละปีตามตำราที่บรรพบุรุษได้เขียนไว้ คือ
ออก 1 ค่ำ กินผี ออก 6 ค่ำ กินวัว ออก 11 ค่ำ กินคน
ออก 2 ค่ำ กินไก่ ออก 7 ค่ำ กินควาย ออก 12 ค่ำ กินไก่
ออก 3 ค่ำ กินเป็ด ออก 8 ค่ำ กินช้าง ออก 13 ค่ำ กินเป็ด
ออก 4 ค่ำ กินหมู ออก 9 ค่ำ กินม้า ออก 14 ค่ำ กินหมู
ออก 5 ค่ำ กินหมา ออก 10 ค่ำ กินผี ออก 15 ค่ำ กินหมา
แรม 1 ค่ำ กินวัว แรม 6 ค่ำ กินคน แรม 11 ค่ำ กินวัว
แรม 2 ค่ำ กินควาย แรม 7 ค่ำ กินไก่ แรม 12 ค่ำ กินควาย
แรม 3 ค่ำ กินช้าง แรม 8 ค่ำ กินเป็ด แรม 13 ค่ำ กินเป็ด
แรม 4 ค่ำ กินม้า แรม 9 ค่ำ กินหมู แรม 14 ค่ำ กินหมู
แรม 5 ค่ำ กินผี แรม 10 ค่ำ กินหมา แรม 15 ค่ำ กินหมา
ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะหาวันตรงกับวันที่กินหมู ส่วนดอกไม้ ที่นำมาบูชาในวันเลี้ยงจะเป็น สีขาวทั้งหมด เช่นดอกฝ้าย เป็นต้น คนทำพิธีเรียกและป้อนข้าวป้อนน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียน ขจ้ำ ก็จะมี หลายคน ตามเจ้าพ่อ ปัจจุบันใช้ ขจ้ำ 7 คน แต่ละคนมักจะสืบเชื้อสายขจ้ำ จากพ่อสู่ ลูก-หลานต่อ ๆ กันมา
ประเพณีและวัฒนธรรมไทลื้อที่จะดูได้ที่บ้านงอบ
1. ภาษาพูด ยังเป็นภาษาไทลื้ออยู่ประมาณ 70 %
2. การแต่งกายไทลื้อ ส่วนใหญ่ในช่วงเทศกาล เช่นวันสงกรานต์
3. อาหารไทลื้อ เช่น เจียวขี้ปลา ห่อนึ่งไก่ ห่อหนึ่งต๊ะ ห่อนึ่งไก (สาหร่ายน้ำน่าน) หลามบอน
ขนมโอ่
4. การเลี้ยงผีเมือง ประมาณเดือนมิถุนายนทุกปี
5. การ เอามือ (ลงแขก) ในการทำนา ทำไร่ ทำสวน
6. การละเล่น เช่นการเล่น มักแหละ (สะบ้า) เล่นลูกข่าง ดนตรีพื้นเมือง (วงสะล้อ-ปีน) ในช่วง
เทศกาลสงกรานต์
7. การทอผ้าไทลื้อ ดูได้ที่กลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งสุน ทุกเวลา
***************************************
(อ.วิทูร อินยา
.ผู้เขียน/รวบรวม)
|