|
ความเป็นมาของหนังสือสัญญาปางหลวง (ป๋างโหลง)
เมื่อวันที่ 19 พ.ย 2428 กษัตริย์ สี่ปอมิน ( ธีบอ) กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าถูกกองทัพอังกฤษบุกเข้าจับกุมตัวและในวันที่1 ม.ค 2429 กองทัพอังกฤษจึงประกาศว่าได้ทำการยึดดินแดนของแผ่นดินพม่าไว้หมดแล้วซึ่งในเวลา นั้นรัฐฉานของชาวไทยใหญ่ยังไม่ได้ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินว่าจวบจนกระทั่งเดือนมกราคม พ.ศ 2430 อังกฤษจึงเดินทางมายึดรัฐฉานและประกาศให้รัฐฉานส่วนหนึ่งในรัฐอารักขาของอังกฤษ ( Protectorate Country)
ในช่วงรัฐฉานอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษได้มีการแบ่งแยกการปกครองและงบประมาณของรัฐฉานกับพม่าออกจากกัน อย่างชัดเจน โดยในสมัยนั้นพม่าจะเป็นฝ่ายที่คอยต่อต้านอังกฤษมาโดยตลอด ขณะที่เจ้าฟ้าและประชาชน ไทยใหญ่ได้ให้ ความร่วมมือกับอังกฤษรวม ทั้งให้การช่วยเหลืออังกฤษในการสู้รบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1และ 2เป็นอย่างดี
หลังจากตกแผ่นดินพม่าและไทยใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษนานกว่าครึ่งศตวรรษวันที่15 ส.ค 2482 อองซานจึงจัดตั้งกลุ่ม คอมมิวนิสต์ใต้ดินขึ้นเพื่อให้พม่าหลุดพ้นจากอาณานิคมของอังกฤษโดย มีอองซาน ทำหน้าที่เลขาธิการ ของกลุ่มอองซาน พยายามหาทางติดต่อกลุ่มคอมมิวนิสต์ต่างๆโดยหลังจากเดินทางกลับจาก อินเดียมายังกรุงย่างกุ้งเขา ได้แอบเดินทางไปประเทศจีน แต่เนื่องจากลงเรือผิดลำจึงไปถึงเกาะ อมอย ( Amoy ) ของญี่ปุ่นแทนทางญี่ปุ่นจึงเรียกตัว อองซานไปยังเมืองโตเกียวหลังจากอองซานกลับจากญี่ปุ่นจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกจำนวน 30 คนเดินทาง ไปฝึกการรบ ที่ญี่ปุ่น
ต่อมา วันที่ 26 ธ.ค 2484 อองซานจึงจัดตั้งกองทัพอิสระภาพแห่งพม่า ( B.I.A=Burma Independence Army )ขึ้นที่กรุงเทพฯและในปีพ.ศ 2485 เริ่มนำกำลังเข้าร่วมกับทหารญี่ปุ่นโจมตีเหล่าประเทศอาณานิคมของอังกฤษโดย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ทหารญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาในแผ่นดินพม่าและรัฐฉานเช่นกันทางเจ้าฟ้ารัฐฉานจึงจัดส่ง เจ้าหน้าที่ข้าราชการของอังกฤษไปยังอินเดียและพม่าต่อมาญี่ปุ่นได้ทำการทารุณกรรมประชาชนในรัฐฉานเช่น เดียวกับที่กระทำต่อประชาชนของประเทศต่างๆในเอเชียจวบจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่2สงบลงญี่ปุ่น จึงถอยทัพกลับไป
เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เดือนสิงหาคม พ.ศ 2484 รัฐบาลอเมริกาและอังกฤษได้จัดทำหนังสือข้อตกลง "เตหะราน"(Teheran-Agreement)ขึ้นโดยมีใจความระบุไว้ว่า"หากสงครามโลกครั้งที่2สิ้นสุดลงจะคืนเอกราช ให้แก่ดินแดนอาณานิคมของ2ประเทศทั้งหมด"เมื่อสงครามสิ้นสุดลงอองซานจึงพยายามติดต่อเข้าพบ รัฐบาลอังกฤษณ กรุงลอนดอนเพื่อเจรจาขอเอกราชคืน
ในช่วงเวลาที่อังกฤษปกครองพม่าและรัฐฉานอยู่นั้นได้มีนักศึกษาในรัฐฉาน(ไม่ใช่ชาวไทยใหญ่ )เดินทางไปศึกษาที่กรุงย่างกุ้ง และซึมซับ แนวความคิดฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์จึงเริ่มมีความเกลียดชังและต้อง การล้มล้างระบอบเจ้าฟ้ารัฐฉานโดยได้เข้า เป็นแนวร่วมกับกลุ่ม "ต่อต้านผู้ล่าอาณานิคมเพื่อเอกราช" ของอองซานและตกลงที่จะทำงานบ่อนทำ ลายการปกครองระบอบ เจ้าฟ้าของรัฐฉาน และหันมาเข้าร่วมกับพม่าในการ เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษให้แก่กลุ่มของอองซาน โดยอาศัยรัฐฉานเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ
เนื่องจากเจ้าฟ้าเป็นมิตรกับอังกฤษมาโดยตลอดโดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่2สิ้นสุดลงอังกฤษได้ให้สัญญากับเจ้ ฟ้าว่า"ขอให้รัฐฉาน อยู่ในอารักขาของอังกฤษต่อไปก่อนและอังกฤษจะทำการพัฒนาด้านการศึกษา,การเมือง,การปกครอง ,การติดต่อต่างประเทศในประเทศ ,การเศรษฐกิจ และการคมนาคมในรัฐฉานให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วอังกฤษ จะคืนเอกราชให้ภายหลัง"
สำหรับอองซานในตอนแรกเป็นผู้มีบทบาทชักจูงทหารญี่ปุ่นให้เข้ามาในพม่าและรัฐฉานแต่ในตอนสุดท้ายวันที่ 27 มี.ค 2488 กลับกำลังทหารเข้าสู้รบกับทหารญี่ปุ่นและพม่าและถือเอาวันนี้เป็นวันกองทัพของพม่าสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ทางด้านเจ้าฟ้าไทยใหญ่หลังจากสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ 2488 สองเดือนต่อมาเจ้าหญิงเมืองป๋อน ได้ทรง สิ้นพระชนม์บรรดาเจ้าฟ้าจากเมืองต่างๆจึงเดินทางมาร่วมงานพระศพทำ ให้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกันว่า "น่าจะจัดให้มีการประชุม ของเจ้าฟ้าทั้งหมดเกี่ยวกับอนาคตของรัฐฉาน"และต่อมาวันที่31ม.ค2489การประชุมจึงเกิด ขึ้นที่เมืองกึ๋งโดยที่ประชุมมีมติจัดตั้ง"คณะ กรรมการสภาเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน"ขึ้นเพื่อให้มีสถาบันที่จะปกครองรัฐฉาน ในแนวทางระบอบประชาธิปไตยและเพื่อทำให้รัฐฉานซึ่งมีดิน แดนอยู่ระหว่างจีนแดงและพม่าสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคง
นอกจากนี้ทางเจ้าฟ้ายังมีแนวความคิดที่จะร่วมสร้างบ้านแปงเมืองกับรัฐคะฉิ่นและรัฐชินซึ่งเป็นรัฐใกล้เคียง ดังนั้นจึงตกลง เห็นควรเชิญรัฐคะฉิ่นและรัฐชินมาเข้าร่วมเป็นสหพันธรัฐโดยในเวลาต่อมาวันที่ 20 28 มี.ค 2489 ทางเจ้าฟ้าไทยใหญ่ ,คะฉิ่นและรัฐชินได้จัดประชุมร่วมกันขึ้นที่เมืองปางหลวง( ป๋างโหลง ) โดยเห็นพ้องต้องกันที่จะทำการจัดตั้ง " สหพันธรัฐเทือกเขา และสภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา( Supereme Council of the United Hill People=S.C.O.U.H. ) " ขึ้นและกำหนด ให้ส่งตัวแทนเข้ามาเป็นสมาชิกสภารัฐละ 6 คนรวม 18 คนโดยเริ่มจัดตั้งภายในปี พ.ศ 2490และให้มี การ ประชุมร่วมกัน อีกครั้งที่เมืองปางหลวง( ป๋างโหลง )ภายในปีเดียวกัน (พ.ศ 2490)การประชุมในครั้งนี้จึงถือ เป็นจุดเริ่มต้นของการ อยู่ร่วมกัน แบบสหพันธรัฐในดินแดนแห่งนี้
แต่เนื่องจากนักศึกษาที่เป็นแนวร่วมของพม่าได้ทำการแจ้งข่าวการประชุมร่วม3รัฐครั้งนี้ให้ทางพม่าทราบ ทางพม่าซึ่งนำโดย นายอูน ุและนายอูจ่อจึงเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยแม้ว่าการประชุมครั้งนี้ตัวแทนจากพม่าจะเข้าร่วม ประชุมด้วยแต่ใน ที่ประชุมก็ยังไม่ สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้เนื่องจากเจ้าฟ้าไทยใหญ่ได้พูดในที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า "ต้องการจัดตั้ง สหพันธรัฐที่ไม่มีพม่ารวมอยู่ด้วย" ดังนั้นตัวแทนชาวพม่าที่เข้าร่วมประชุมจึงเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ไม่มีสิทธิแสดง ความคิด เห็นและลงมติใดๆทั้งสิ้น.
ต่อมาวันที่ 27ก.ค 2489 บรรดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่ได้ร่วมกันจัดตั้ง "คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าแห่งรัฐฉาน" ( EX-ective Committee of the Council of Shan State Saophas )ขึ้นตามมติที่ตกลงกันไว้ในการประชุมที่เมืองกึ๋งขณะที่ทางฝ่ายพม่าต้องการ ให้ไทยใหญ่ร่วมเรียกร้อง เอกราชจากอังกฤษแต่ทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯไม่เห็นด้วยพม่า จึงทำการยุยง ให้นักศึกษาในรัฐฉาน บางกลุ่มซึ่งเป็นแนวร่วมของ พวกเขาทำการจัดตั้งกลุ่ม"เพื่อเอกราชแห่งรัฐฉาน "ขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ย 2489โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีแนวความคิด เรียกร้องเอกราช ร่วมกับพม่าและล้มล้างการปกครอง ะบอบเจ้าฟ้า
"คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ"ได้พยายามเรียกร้องว่า " หากมีการให้เอกราชแก่รัฐฉานก็ไม่เห็นด้วยที่จะเข้าร่วมกับพม่า "โดยได้ทำหนังสือแสดงจุดยืนดังกล่าวต่อข้าหลวงอังกฤษมาโดยตลอดในขณะเดียวกันอองซานก็ได้เดิน ทางไปลอนดอนเพื่อเจรจาขอเอกราชคืนจากอังกฤษและกลับมาชักชวนให้รัฐคะยาเข้าร่วมกับพม่าด้วย ในระหว่างการเดินทางไปรัฐคะยาอองซานได้แวะกล่าวปราศรัยต่อประชาชนชาวไทยใหญ่เมื่อ วันที่23ธ.ค2489ในสนามฟุตบอลแห่งหนึ่งที่เมืองตองีผู้ที่เข้าฟังการปราศรัยส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและคน หนุ่มสาวโดยอองซานพยายามเรียกร้องให้ชาวไทยใหญ่ ให้ความร่วม มือกับชาวพม่าและในวันที่ 25 ธ.ค 2489 อองซานได้ติดต่อขอเข้าพบกลุ่มเจ้าฟ้าที่ปกครองทางภาคใต้ของรัฐฉานโดยพยายามพูดจาหว่านล้อมให้เจ้าฟ้า เหล่านั้นเห็นด้วยกับการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษร่วมกับพม่าแต่การเจรจาไม่เป็น ผลวันที่ 26 ธ.ค 2489 อองซานจึงเดินทางกลับไปยังกรุงย่างกุ้งเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปพบปะพูดคุยกับนายแอตลี(Attlee) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่ลอนดอนเกี่ยวกับเรื่องเอกราชของพม่า
ต่อมาในวันที่ 30 ธ.ค 2489 คณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯได้จัดประชุมขึ้นที่แสนหวีและจัดส่งโทรเลขจาก เมืองล่าเสี้ยวถึง นายแอตลี มีใจความว่า"อองซานไม่ใช่ตัวแทนของชาวไทยใหญ่เรื่องของทางไทยใหญ่ นั้นทาง
คณะกรรมการเจ้าฟ้าฯ จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง" โดยนายแอตลี ได้รับโทรเลขฉบับดังกล่าวในวันที่2 ม.ค 2490.
วันที่ 9 ม.ค 2490 อองซานเดินทางถึงกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษและได้เข้าพบกับนายแอตลี ตั้งแต่วันที่ 16 26 ม.ค 2490 เพื่อเจรจา ให้อังกฤษมอบเอกราชคืนให้แก่พม่าและรัฐฉานร่วมกันแต่นายแอตลี ได้ตอบปฏิเสธเนื่องจากได้รับโทรเลขแสดง เจตนารมณ์ของประชาชนชาวไทยใหญ่จากคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้า ฯ ที่ไม่เห็นด้วยกับการรับเอกราชร่วมกับพม่า
เมื่อนายอูนุทราบว่าทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯได้ส่งโทรเลขถึงนายแอตลีมีใจความไม่เห็นด้วยกับพม่าในวันที่ 22 ม.ค 2490 นายอูนุ จึงสั่งให้คนของเขาไปทำการยุยงให้นักศึกษากลุ่ม"เพื่อเอกราชแห่งรัฐฉาน " ส่งโทรเลขสนับสนุนให้อองซาน เป็นตัว แทนของชาวไทยใหญ่ถึงนายแอตลี บ้างโดยนายแอตลี ได้รับโทรเลขฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ม.ค 2490ต่อมาในวันที่ 27 ม.ค 2490จึงได้มีการทำหนังสือข้อตกลง อองซาน-แอตลี ( Aungsan Attlee Agreement)ขึ้นซึ่งในหนังสือข้อตกลงฉบับนี้ในวรรคที่ 8 ได้กล่าวเกี่ยวกับรัฐฉานไว้ว่า" ให้อองซานทำการเจรจากับผู้นำของชาวไทยใหญ่ที่กำลังจะจัดประชุมกันขึ้นที่ปางหลวง ( ป๋างโหลง )ในเดือน ก.พ ที่จะถึงนี้" และนายแอตลี ได้ส่งโทรเลขถึงคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯ, ตัวแทนรัฐคะฉิ่น,ตัวแทนรัฐชิน ให้ได้รับ ทราบเพื่อที่จะได้คิดแนวทางที่จะพูดคุยกับอองซาน ในการประชุมสหพันธรัฐเทือกเขาที่กำลังจะจัดขึ้นที่เมืองปางหลวง(ป๋างโหลง)
การประชุมที่เมืองปางหลวง( ป๋างโหลง )เป็นมติที่ตกลงจากการประชุมครั้งก่อนเมื่อปี 2489 โดยที่ประชุมได้ตกลงให้จัดการประชุม สหพันธรัฐเทือกเขาอีกครั้งในปีต่อมาคือวันที่3ก.พ2490 ทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯจึงได้จัดปรชุมสหพันธรัฐเทือกเขาขึ้นที่ เมืองปางหลวง(ป๋างโหลง)อีกครั้งหนึ่งโดยงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมในครั้งนี้ทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯเป็นผู้ออก เองทั้งหมด.
หลังการประชุมครั้งนี้ในวันที่ 7 ก.พ. 2490 หรือสี่วันต่อมาทางคณะกรรมการสภาเจ้าฟ้าฯและประชาชนชาวไทยใหญ่ ด้มีมติ จัดตั้ง "สภาแห่งรัฐฉาน"( Shan State Council ) ประกอบด้วยตัวแทนเจ้าฟ้า 7 คน และตัวแทนจากประชาชนจำนวน 7 คน และให้"สภาแห่งรัฐฉาน " เป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทยใหญ่ทั้งปวงพร้อมทั้งมีมติประกาศใช้"ธง"ซึ่งประกอบด้วย สีเหลือง,เขียว,แดง และมีวงกลมสีขาวอยู่ตรงกลาง เป็นธงชาติของรัฐฉานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา .(สีเหลืองหมายถึงการ เป็นชน ชาติผิวเหลืองและพุทธศาสนา ,สีเขียวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ไป ด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติซึ่งประเมินค่าไม่ได้ของแผ่น ดินรัฐฉานและยังหมายถึงความเป็น ชนชาต ิที่รักความสงบร่มเย็นไม่รุกรานใคร,สีแดงหมายถึงความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ของชน ชาติรัฐฉาน และวงกลมสีขาว หมายถึงความมีสัจจะ,ซื่อสัตย์และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ดั่งเช่น ดวงพระจันทร์ของชนชาติรัฐฉาน ).
และในวันที่ 8 ก.พ 2490 เวลา 18.00 น. อองซานได้เดินทางมาถึงเมืองปางหลวง( ป๋างโหลง ) ก่อนหน้านี้ อองซานไม่ได้มาและ เพิ่งเดิน ทางมาถึงโดยไม่มีการเตรียมตัวเพื่อที่จะมาเข้าร่วมประชุมเลยอองซานมาในครั้งนี้เหมือนเป็นการเสี่ยงดวงว่าทาง ไทยใหญ่จะให้ความ ร่วมมือในการเรียกร้องเอกราชหรือไม่เท่านั้น ดังนั้นที่มีการพูดว่าอองซานเป็นผู้จัดการประชุมสัญญา ปางหลวง ( ป๋างโหลง ) นั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
วันที่9 ก.พ 2490 เวลา 10.00 น.ตัวแทนไทยใหญ่,ชินและคะฉิ่นได้จัดตั้ง "สภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา" ( S.C.O.U.H.P ) ขึ้นตามมติกา รประชุมร่วมกันเมื่อเดือน มี.ค 2489 โดยมีสมาชิกสภาซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจากรัฐฉาน(ไทยใหญ่),รัฐชินและ รัฐคะฉิ่นรัฐละ6คนรวม เป็น18คนและให้เป็นสภาปกครองสูงสุดของ สหพันธ์รัฐเทือกเขา.
วันที่ 9 ก.พ 2490 เวลา 11.30 น. อองซาน ได้กล่าวในที่ประชุมเรียกร้องให้ไทยใหญ่ร่วมกับพม่าในการเรียกร้องเอกราช จากอังกฤษแต่ตัว แทนของชาวไทยใหญ่ได้คัดค้านอย่างหนักแน่นเช่นเดิมและในขณะที่กำลังดำเนินการประชุมอยู่นั้นได้เกิด การกระทบกระทั่งชกต่อยกัน ขึ้นระหว่างทหารชุดรักษาความปลอดภัยของอองซาน กับของเจ้าฟ้าส่วยแต๊กแห่งเมืองย่องฮ่วย ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่า เจ้าฟ้าไทยใหญ่ทั้ง หลายทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นบรรดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่ได้กล่าวในที่ประชุม ครั้งนี้ว่า"ถ้าไม่มีสิทธิแยกตัวเป็นอิสระหลังจากที่ได้รับ เอกราชจากอังกฤษก็จะไม่ร่วมมือกับพม่าอย่างเด็ดขาด " ส่วนตัวแทน ของรัฐคะฉิ่นก็ได้เรียกร้องให้มีการกำหนดดินแดนของรัฐคะฉิ่นให้ชัด เจน(แต่เดิมดินแดนของรัฐคะฉิ่นเป็นดินแดนของรัฐฉาน แต่ต่อมาอังกฤษได้แยกเมืองกอง,เมืองยางออกไปเป็นรัฐคะฉิ่นเพื่อให้ง่ายต่อการปก ครองเป็นการชั่วคราวเท่านั้น )ซึ่ง อองซานได้แสดงอาการโกรธและจะไม่อยู่ร่วมประชุมต่อแต่ทางฝ่ายนักศึกษาของกลุ่ม เพื่อเอกราชรัฐฉาน ซึ่งเป็นแนวร่วม กับทางอองซาน ได้เรียกร้องให้อยู่ร่วมประชุมต่อ
ต่อมาวันที่ 11ก.พ.2490 ที่ประชุมได้มีมติตกลงที่ร่วมกันเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษแต่จะร่วมกันเพื่อเรียกร้องเอกราชเท่านั้น หลังจาก ได้รับเอกราชแล้วทุกรัฐมีอิสระในการตัดสินใจทุกอย่างดังนั้นเป้าหมายที่ต้องร่วมกันครั้งนี้จึงเพื่อให้เกิดพลังในการเจรจา ต่อรองขอเอกราช จากอังกฤษเท่านั้น
และในวันที่ 12 ก.พ 2490 บรรดาเจ้าฟ้าและตัวแทนจากรัฐต่าง ๆ จึงได้ร่วมลงนามในหนังสือสัญญาปางหลวง ( ป๋างโหลง ) ซึ่งอองซาน เป็นผู้ร่างขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ 2490 มีเนื้อหาสาระทั้งหมด9 ข้อแต่ไม่มีข้อใดที่ระบุถึงสิทธิในการแยกตัว เป็นอิสระ บรรดาเจ้าฟ้า จึงได้ท้วงถามซึ่งอองซาน ได้ตอบว่า"เรื่องสิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระนั้นน่าจะนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ของสหภาพ จะมีผลดีมากกว่า เขียนไว้ใน หนังสือสัญญา ปางหลวง ( ป๋างโหลง ) "ด้วยเหตุนี้ สิทธิการแยกตัวของรัฐต่างๆ ที่ร่วมลงนามจึงไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร ในสัญญาปางโหลงแต่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศพม่า
คำว่าฉานมาจากไหน
ในร่องรอยเกี่ยวกับชื่อ สยาม เราได้ทราบว่าพวกไตรง บางที่ก็ถูกเรียกว่า สยาม (ออกเสียง ชยาม) หรือ ชาม มีคำอธิบายต่อปีกว่าคำว่า ชาม นี้คือคำเดียวกับ ชาน ที่พม่าใช้เรียกคนไตในรัฐชาน แต่ที่เพี้ยนเป็น ชาน ก็เพราะพม่าออกเสียงตัว ม สะกดเป็นแม่กน
ข้อนี้เป็นความจริง คำว่า ชาน ในภาษาพม่านั้นอักษรพม่า เขียน ชาน(ใช้ ม สะกด)
ถ้าจะถอดรูปอักษรออกเป็นตัวไทยก็จะเป็น รหมะ ตัว ร นั้น พม่าออกเสียงเป็น ย หมด (ยกเว้นสำเนียงชาวยะไข่หรือ อารกัน ซึ่งออกเสียง ร รัวลิ้นได้ ) เมือเอา ย ควบ ห คือ กระแทกเสียงที่นำคอ ( aspirated ) แล้วออกเสียงเป็นกึ่ง ซ กึ่ง ช ซึ่งใช้เป็นอักษรอังกฤษโดยประมาณว่า Sh. ส่วนเครื่องหมายสระอะนั้นบอกเสียงหนัก-ยาว ฉะนั้น รหมะ จึงเท่ากับเขียน ซาม หรือชาม. แต่ออกเสียงเป็นแม่กน จึงออกเสียงเป็น ซาน หรือ ชาน
(เสียงที่ถูกนั้นกึ่ง ซ กึ่ง ช ไม่สามารถจะเขียนให้ตรง ด้วยอักษรไทยได้) ซึ่งเสียงนี้ฝรั่งเอาไปเขียนว่า Shan ไทยเราถอดคำออกมาจากภาษาอังกฤษจึงถอดเป็น ชาน แต่ถ้าให้คนไทยที่ไม่รู้จักภาษาอังกฤษฟังชาวพม่าออกเสียง คำนี้แล้วเขาคงจะฟังกระเดียดไปทาง ซ และเขียนเป็นตัว ไทยว่า ซาน มากกว่า ชาน
พึ่งทราบว่า การที่ข้าพเจ้าถอดอักษรพม่าออกเป็น รห นั้น เป็นการถอดออกตามรากเหง้าอักษรให้ไทยๆเราดูเข้าใจเท่า นั้น ในหนังสือพม่าเองถือเอาอักษรตัว รห นี้เป็นตัวเฉพาะ ตัวหนึ่งซึ่งอ่านตัว ซะ (กึ่ง ซ กึ่ง ช)ฉะนั้น รหมะ ในความ รู้สึกของพม่าจึงเป็นการจงใจเขียน ซาม (หรือชาม)แต่เนื่อง ด้วยพม่าไม่มีเสียงแม่กน จึงออกเสียงเป็น ซาน-ชาน ไป
อันที่จริงแล้วเสียง ซาน-ชาน นี้พม่าจะเขียนโดยใช้ น สะกดตรงตามเสียงก็ย่อมทำได้เพราะพม่ามีตัว น และใช้สะกดแม้กนเสมอ แต่ทำไมคำ ชาน นี้จึงสะกดด้วย ม ?
คำตอบที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือคำนี้เดิมทีเดียวต้องเป็นภาษา อื่นทีเขียนด้วย ม สะกด หรือออกเสียงเป็นแม้กม แล้วพม่า ยืมคำนั้นมาใช้โดยยังรักษารูปคำเดิมไว้แต่ทว่าออกเสียง ตามอักขรวิธีของพม่า เรื่องก็เป็นอย่างเดียวกับในภาษา ไทยเรามีคำว่า กษัตริย์ ที่จริงถ้าจะเขียนตรงตามเสียงว่า กะสัด ก็ได้แต่ที่เขียนพิสดารหนักหนายังงั้นก็เพื่อรักษารูปคำเดิมใน ภาษาสันสกฤตไว้เพราะขอยืมเขามา คำนี้ภาษาสันสกฤต เขาอ่านออกเสียง ฉัด-ตรี-ยะ แต่เราเขียนตามเขาอย่างเดียว เวลาอ่านเราอ่านตามอักขรวิธีของเราว่า กะสัด
พม่าจะต้องยืมคำ ซาม-ชาม มาจากภาษาอื่น คงเขียนรูป คำดั้งเดิมยู่แต่อ่านตามอักขรวิธีพม่าและลิ้นพม่า เป็นซาน-ชาน
คำชาม-ซาม ดั้งเดิมนั้นมาจากไหน ?
เราพอจะคลำพบร่องรอยอยู่บางเมื่อตรวจดูตำเรียกชื่อไตใน สหภาพพม่า
สหภาพพม่าปัจจุบันประกอบด้วยชนชาติใหญ่ๆหลายชนชาต ิมีชนชาติไตรวมอยู่ด้วยเป็นรัฐใหญ่รัฐหนึ่ง คือที่พม่าเรียกว่า รัฐชาน( Shan State ) และไทยเราเรียกตามฝรั่งว่า รัฐชาน หรือบางทีก็ว่ารัฐฉานหรือไทใหญ่ คนไตที่นั้นเองเรียก รัฐ ของตนเองว่า เมิงไต (เมืองไท) นอกจากนั้นยังมีคนไต ในรัฐกะฉิน ซึ่งชาวไทใหญ่เรียกไตพวกนี้ว่า ไตคำตีโหลง (ไทคำทีหลวง) และพวกพม่าเรียกคันตีกยี (คันตีคือ คำตี อย่าลืมว่าพม่าไม่มีเสียงแม่กม กยีเป็นภาษาพม่า แปลว่าใหญ่. หลวง) นอกจากไตคำตีหลวง ยังมีไตอีกพวก หนึ่งอยุ่ในบริเวณเมืองฉิ่งกะลิ่งคำตี ใกล้พรมแดนอินเดีย พวกนี้เรียกตัวเองว่า ลูกไต ชาวไทใหญ่เรียกเขาว่า ไตคำ ตีึ ีเหมือนกันแต่ไม่มีโหลง (หลวง) บรรดาชนชาติไตทั้งสาม แหล่งใหญ่ๆนี้ถูกชนชาติต่างๆในพม่าเรียกชื่อด้วยคำๆเดียว กันแทบทั้งสิ้น เป็นแต่ออกเสียงเพี้ยนไปบ้างตามลิ้นของตน เล็กน้อย
ปัญหาต่อไปมีอยู่ว่าคำ ชาน ในภาษาพม่าและคำคล้าย คลึงกันที่แสดงในบทก้อนนั้นเป็นคำเดียวกับคำว่า สยาม ในภาษาไทยหรือไม่ ?
คำตอบก็คือเป็นคำเดียวกัน
สะพานเชื่อมที่แสดงความจริงข้อนี้ก็คือภาษามอญ มอญเรียกคนไตในพม่าและยุนนานว่า เซม และขณะ เดียวกันก็เรียกคนไทยในประเทศว่า เซม เหมือนก้นหมด นี่แสดงว่าในภาษามอญ คำว่าเซมคือชื่อสำหรับเรียก ชนชาติไตทั้งชนชาติโดยไม่จำแนกว่าจะอยู่ในขอบเขตของ การเมืองและเศรษฐกิจเดียวแห่งสังคมใด ในเอเชียตะวัยออกเฉียงใต้นี่ดูเหมือนจะมีมอญเพียงชาต ิเดียวเท่านั้นที่ให้ร่องรอยเป็นสะพานเชื่อมนี้อย่างชัดเจนที่สุด
ตามที่ได้ค้นกันมาถึงบัดนี้เราได้เห็นชัดแล้วว่าคำ ชาน-เซม-เซียม-สยาม เป็นคำเดียวกันทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงเพี้ยน กันไปตามภาษา และมีขอบเขตแห่งความหมายแตก ต่างกันออกไป กว้างบ้าง แคบบ้าง กาลเวลาผ่าน ไปชื่อ ของชนชาติไตก็เลยเกิดแยกกันเป็นสองคำเด็ดขาดคือ ชาน( Shan ) และสยาม ( Siam ) จนแทบจะไม่เห็นร่อง รอยว่าเป็นคำเดียวกันโดยเฉพาะคนไทยเรานั้น แม้จะติด กับพม่าและไทใหญ่แต่ก็ไม่รู้จักคำว่า ชาน มีความหมาย เฉพาะไทใหญ่ในรัฐชานเท่านั้นหาได้รับรู้ไม่ว่า ชาน ทั้งในภาษาพม่าและอังกฤษรวมทั้งภาษาฝรั่งอื่นๆมีความ หมายคลุมถึงชนชาติไต-ไททั้งหมดที่อยู่นอกลุ่ม เจ้าพระยาและนอกประเทศลาว หาได้รับรู้ไม่ว่าสยาม ก็เป็นคำเดียวกับชาน และเป็นคำเดียวกับเซม ในภาษา มอญซึ่งใช้เรียกชนชาติไต-ไทโดยทั่วไปไม่จำกัด ขอบเขต การเมืองและสังคม
เมืองไตย
มีอาณาเขตรวมทั้งหมด 62,500 ตารางไมล์
*****************************************
ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดเหนือ 19 องศา 20 ลิบดา และ 24 องศา 9 ลิบดา
********************************************************************
ลองติจูดตะวันออก 96 องศา 13 ลิบดาและ 101 องศา 9 ลิบดา
ด้านทิศเหนือ ติดกับรัฐคะฉิ่น
ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับประเทศจีน เขตเมืองยูนนาน
ด้านตะวันออก ติดกับประเทศลาว
ด้านตะวันออกเฉียงใต ติดกับประเทศไทย
ด้านทิศใต้ ติดกับรัฐคะยา
ด้านทิศตะวันตก ติดกับเมืองมัณฑะเลย์ และเมืองสะแกง (ประเทศพม่า)
เมืองไตยตั้งอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและป่าทึบ มีแหล่งต้นน้ำ และแหล่งน้ำอัน อุดมสมบูรณ์ มีที่ราบสูง จากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 600 ฟุต ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดดอยเล็ง ตั้งอยู่ใน เมืองใหญ๋ มีความสูงประมาณ 8,777ฟุตจากระดับ น้ำทะเลรองลงมาคือ ดอยจ้อง ซึ่งตั้งในเมืองแสนหวีและดอยจ้าง ซึ่งตั้งในเมืองกึ๋ง ทั้งสองดอยนี้มีความสูง ประมาณ 8,000 ฟุตเศษ ดอยอัน ตั้งอยู่ในปางตะละ สูงประมาณ 7,678 ฟุต, ดอยมอ, ดอยหมอง ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำต้ำผาก และแม่น้ำป๋อน, ดอยมูตั้งในเมืองใหม่ (เสาหิน,เสายา) ซึ่งดอย เหล่านี้มีความสูงประมาณ 7,000 8,000 ฟุต ส่วนดอยมา ตั้งอยู่ในเมืองกะลอ มีความสูงประมาณ 5,000 ฟุตเศษ
แม่น้ำคง(สาละวิน) เป็นแม่น้ำสายสำคัญ ไหลผ่านเมืองไตย โดยแบ่งเขตออกเป็น 2 ส่วนคือ ด้านทิศตะวันตก และตะวันออก ซึ่งฝั่ง แม่น้ำ ทั้งสองฟากสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 6,000 7,000 ฟุต แม่น้ำสาละวินนี้ไหลผ่าน รัฐคะยา กะเหรี่ยง และมอญไหล ลงอ่าวเมาะตะ มะที่เมืองมะละเม็ง
มีแม่น้ำหลายสายในประเทศไหลมารวมกันสู่แม่น้ำสาละวิน ดังนี้
ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน มีแม่น้ำตี, แม่น้ำนิม, แม่น้ำป๋าง, แม่น้ำเต็ง, แม่น้ำป๋อน ไหลมารวมกันสู่สาละวิน
ด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน มีแม่น้ำม้า, แม่น้ำนาง, แม่น้ำขา, แม่น้ำสิ่ม, แม่น้ำหาง, แม่น้ำจ้อด, แม่น้ำทา และ แม่น้ำกุน ไหลมารวม กัน สู่สาละวิน
นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำโขงซึ่งมีต้นกำเนิดจากยอดดอยทิเบตเช่นเดียวกันแม่น้ำสาละวินโดยแม่น้ำโขง แยกออกไปทาง ด้านทิศตะวัน ออกทำ หน้าที่เป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่าง ไทย ลาว มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมต
ภายในรัฐฉานยังมีน้ำตกที่สูงและใหญ่ที่สุด คือ น้ำตกจ๋งอาง (แม่น้ำเต็ง) ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลเจียงตอง อำเภอเมืองนาย รองลง มาคือ น้ำตกอ๋มปู้ (แม่น้ำป๋าง) อยู่ใกล้บริเวณเมืองสู้ และน้ำตกน้ำหยาง ตั้งอยู่ที่เมืองจ้านซาง เมืองสีป้อ มีความ สูงประมาณ 1,500 2,000ฟุต และได้ใช้พลังงาน น้ำตกผลิตไฟฟ้าใช้ในเมืองน้ำตู้ทั้งหมด และยังได้ใช้พลังงานไฟฟ้า ในโรงงานถลุงแร่ ป๋างยุง ในเขตเมืองน้ำตู้
สภาพภูมิอากาศ
เมืองไตยมีทั้งหมด 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน, ฤดูฝน, ฤดูหนาว
ฤดูร้อน
เริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคม มิถุนายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 7080F อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ในพื้นที่เขตบ้านจะลอง ใน เมืองหมอกใหม่ ในฤดูรอ้นจะมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 100 104F
ฤดูฝน
เริ่มตั้งแต่เดือน กรกฎาคม กันยายน ปริมาณน้ำฝนวัดได้ประมาณ 4 60 นิ้ว
ฤดูหนาว
เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม กุมภาพันธ์ อุณหภูมิลดเหลือประมาณ 40 60 Fอุณหภูมิบน ยอดดอย สูงบางแห่ง 30 F
แม้ว่าสภาพภูมิประเทศภายในรัฐฉานจะมีความแตกต่างกันมากถึงแม้จะมีอาณาเขตสันเขาและพื้นที่ราบติดกันก็ตาม เช่น เมืองเหม่ เมี้ยง, เมืองกะลอ, เมืองน้ำสั่น, เมืองก้ดขาย, เมืองตองกี, ดอยแหลม, ดอยหมวย (เชียงตุง) เขตเหล่านี้ จะมีสภาพ อากาศหนาว เย็น กว่าที่อื่นๆ ส่วนเมืองสีป้อ,หมอกใหม่, ลางเคอ จะมีอากาศร้อนอบอ้าวกว่าที่อื่น ๆ
ทรัพยากร
ทรัพยากรป่าไม้
ในประเทศนี้ยอดดอยสูงเกิน 4,000 ฟุต จะมีสภาพเป็นป่าไม้สน ไม้ก๋งทุกชนิด บริเวณที่ต่ำกว่า ระดับยอดดอย จะอุดมไปด้วยป่าไม้สัก, ไม้ตึงและไม้เปา ป่าไม้ที่เป็นสินค้าออกจาก ประเทศที่สำ คัญคือไม้สัก, ไม้สน, ไม้ตึง, ไม้เปา,ไม้แงะ.ไม้ตีต๊อก,ไม้จาน,ไม้หมากผินพู่ (สนานคา)และ ไม้หอม ทุกชนิด พื้นที่ไม้ทั้งหมดมีประมาณ 42,210 ตารางไมล์ ไม้สักมีมากที่สุดที่เมืองมีด, เมืองต่งลาว, เมืองป่างเก่ตุ๊, เมืองสีป้อ, เมืองน้ำลั่น, เมืองกึ๋ง, เมืองหมอกใหม่, เมืองป่าแลว, เมืองเชียงลาบ เป็นต้น และยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นรัก, สักเจ, น้ำผึ้ง, ขี้จึง,หวาก, หมอกดำ (กล้วยไม้) และ ไม้หอม เป็นต้น
ทรัพยากรในดิน
พื้นดินส่วนมากเป็นดินร่วนปนทราย ในชั้นใต้ดินลึก ๆ เป็นหินแข็งมีทรัพยากรใต้ดินดังนี้ แร่เงิน, แร่ตะกั่ว, แร่ทองคำ, แร่ทองแดง,แร่เหล็ก, แร่วุลแฟรม, แร่ดีบุก, แร่ทังสเตน, แร่แมงกานีส, นิเกิล,ด่านหิน, พลวง, ไมก้า, พลอยทุกชนิด, หินขาว, หินลาย, อลูมิเนียม ยังเหมืองแร่ที่มีในปัจจุ บัน เช่น เหมืองป๋างยุง (น้ำสู้) มีแร่ดีบุก (tin), ตะกั่ว (lead),แร่เงิน, แร่นิเกิล, แร่ทองแดง, พลวง (antimony)
ประชากรที่รัฐฉานมีประมาณ 8 ล้านคนเศษ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็น 16 กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ ๆ
หนังสือสัญญาปางหลวง(ป๋างโหลง)ปีพ.ศ2490I ความเป็นมาของหนังสือสัญญาปางหลวง (ป๋างโหลง)
หนังสือสัญญาปางหลวง ( ป๋างโหลง ) ปี พ.ศ 2490
1. ให้ตัวแทนของสภาผู้นำร่วมสหพันธรัฐเทือกเขา ( Supereme Council of the United Hill People )เข้าร่วมในคณะรัฐบาลจำนวน1 คนโดยให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ปรึกษา
2. รัฐมนตรีผู้นั้นจะไม่สังกัดกระทรวงใดสำหรับการทหารและการต่างประเทศของสหพันธรัฐเทือกเขา ( United Hill People )จะต้องมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล
3. ตัวแทนของสหพันธรัฐเทือกเขา( United Hill People )สามารถเลือกรัฐมนตรีช่วยได้อีก 2 ตำแหน่งซึ่งในจำนวน 2 ตำแหน่งนี้จะต้องมิใช่ชนชาติเดียวกันและต้องมิใช่ชนชาติเดียวกับกับรัฐมนตรีด้วย
4. รัฐมนตรีช่วยทั้ง2คนมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมก็ต่อเมื่อมีการประชุมเกี่ยวกับสหพันธรัฐเทือกเขา ( ไทยใหญ่,ชิน และคะฉิ่น )เท่านั้นนอกเหนือจากนี้รัฐมนตรีเท่านั้นที่จะมีสิทธิเข้าร่วมในการประชุมสภา ฯ
5. สหพันธรัฐเทือเขา( United Hill People )มีสิทธิปกครองตนเองโดยอิสระเหมือนดังเช่นที่เคยปฏิบัติ
6. ในหลักการให้การรับรองว่าให้รัฐคะฉิ่น เป็นรัฐ ๆหนึ่งแต่ในการณ์นี้จะต้องนำเข้าสู่วาระการประชุมร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
7. ตามหลักการระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดไว้สหพันธรัฐเทือกเขา ( United Hill People )ต้องได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับพม่าทุกประการ
8. รัฐฉานมีสิทธิในการใช้จ่ายเงินทองเหมือนเดิม(เหมือนสมัยอยู่ในอารักขาของอังกฤษ )
9.ต้องนำเงินส่วนกลางจากทางรัฐบาลไปช่วยเหลือแก่รัฐชินและคะฉิ่นส่วนหนี้สินระหว่างพม่าและไทยใหญ่นั้นให้รัฐมนตรีและ รัฐมนตรีช่วยของสหพันธรัฐเทือกเขา ( United Hill People )ทำการตรวจสอบและเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป
รายชื่อผู้ร่วมลงนามในหนังสือสัญญา ปางหลวง ( ป๋างโหลง )
ฝ่ายพม่า อองซาน
ฝ่ายคะฉิ่น 1. สะมาตูวาสิ่นวาหน่อง(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )
2. ตูวาจ่อริด(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )
3. เต่งระต่าน(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )
4. ตูวาเจ๊าะลุน(ตัวแทนจากเมือง บ้านหม้อ )
5. ละป่านกะหร่อง(ตัวแทนจากเมือง บ้านหม้อ )
ฝ่ายชิน 1. ลัวะมง(ตัวแทนจากเมือง กะลาน )
2. อ่องจ่าคบ(ตัวแทนจากเมือง ต๊ะเต่ง )
3. กี่โหย่มาน(ตัวแทนจากเมือง ฮาคา )
ฝ่ายไทยใหญ่ 1. เจ้าขุนปานจิ่ง(เจ้าฟ้า น้ำสั่น )
2. เจ้าส่วยแต๊ก( เจ้าฟ้า ย่องฮ่วย )
3. เจ้าห่มฟ้า( เจ้าฟ้า แสนหวีเหนือ )
4. เจ้าหนุ่ม( เจ้าฟ้า ลายค่า )
5. เจ้าจ่ามทุน( เจ้าฟ้า เมืองป๋อน )
6. เจ้าทุนเอ( เจ้าฟ้า ส่าเมืองคำ )
7. อูผิ่ว( ตัวแทนจากเมือง สี่แส่ง )
8. ขุนพง( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
9. ติ่นเอ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
10. เกี่ยปุ๊( ตัวแทนนักศึกษากลุ่ม เพื่อเอกราชรัฐฉาน )
11. เจ้าเหยียบฟ้า ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
12. ทุนมิ้น ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
13. ขุนจอ ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
14. ขุนที ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )
ไทยใหญ่ 14 คน คะฉิ่น 5 และชิน 3 คน พม่า1 คน รวม 23 คน ร่วมลงนามในหนังสือสัญญาปางหลวง ( ป๋างโหลง)เป็นการเริ่มหยั่งราก การรวมเมืองในรูปแบบสหภาพเป็นครั้งแรกซึ่งในหนังสือสัญญาปางหลวง( ป๋างโหลง )มีชนชาติร่วมลงนามเพียง 4 ชนชาติเท่านั้น เนื่องจากสิทธิสำคัญส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับไทยใหญ่เสียเป็นส่วนใหญ่และไทยใหญ่ก็เป็นผู้ริเริ่มสร้างความเป็นปึกแผ่นระหว่าง ชนชาต ิจำนวนชาวไทยใหญ่ที่เข้าร่วมลงนามจึงมากกว่าชนชาติอื่นการรวมกันเป็นสหภาพนี้มิได้เกิดขึ้น จากความคิดของ อองซานแต่เกิดขึ้นจาก การริเริ่มของเจ้าฟ้าไทยใหญ่ที่พยายามก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ 2488 ซึ่งในขณะนั้นอองซาน เองก็ยัง ไม่ได้มีความคิดที่จะรวมเอา สหพันธรัฐเทือกเขาเป็นสหภาพทางเจ้าฟ้าไทยใหญ่คือผู้เตรียมดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้วแต่ภายหลัง อองซาน ด้เข้ามาฉวยโอกาส ชุบมือเปิบถือเอาการก่อตั้งตั้งสหภาพเป็นการริเริ่มของพม่าเนื่องจากหนังสือสัญญา ปางหลวง(ป๋างโหลง)ซึ่งตกลงร่วมกันเรียกร้องเอกราช และจัดตั้งคณะรัฐบาลในการปกครองประเทศต่อ ไปในอนาคต (หลังจากรับเอกราชแล้ว)จำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญในการปกครอง ประเทศดังนั้นในเดือน พ.ค 2490 พ.ย 2490จึงได้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาและในบทบัญญัติที่ 10 บรรทัดที่ 202ได้บัญญัติเกี่ยวกับการแยกตัวเป็น อิสระเอาไว้อย่าง ชัดเจนซึ่งในขณะที่ยังไม่มีหนังสือสัญญาปางหลวง(ป๋างโหลง) นั้นมิได้มีการกำหนดระยะเวลาในการ อยู่ร่วมกันเจ้าฟ้า และผู้นำของชาวไทยใหญ่มีความคิดแต่เพียงว่าอยู่ร่วมกันจนได้จึงได้เสนอ ให้อยู่ร่วมกันเป็นระยะเวลา 10 ปี เสนอ เมื่อ 19 เม.ย 2490 ณ เมืองเม่เมี้ยว ( MAY MYO ) ]ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษได้เข้ามาพบปะและถามความคิดเห็นของประชาชน สหพัน รัฐเทือกเขาผลจากการร่วมลงนามในหนัง สือสัญญาปางหลวง (ป๋างโหลง) และร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นอังกฤษ จึงมอบเอกราชให้ชนชาติต่างๆในพม่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค 2491 โดยทุกชนชาติจะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันทุกประการเนื่องจาก ประเทศไทยใหญ่และพม่ามิได้เป็นประเทศเดียวกันอองซานจึงได้เรียกร้อง ต่ออังกฤษเพื่อให้ไทยใหญ่ และ พม่าได้รับเอกราชในเวลาเดียวกันและตัวอองซานเองได้เดินทางขึ้นมาพบปะพูดคุยกับเจ้าฟ้าในที่ประชุมปางหลวง (ป๋างโหลง )ซึ่งถ้าหากว่าไทยใหญ่ และพม่า เป็นประเทศเดียวกันแล้วอองซานคงไม่ต้องเสียเวลามาเจรจากับเจ้าฟ้า ในการประชุม ปางหลวง(ป๋างโหลง)และหนังสือสัญญาปางหลวง (ป๋างโหลง)ก็คงไม่เกิดขึ้นและในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ 2490 ก็คงไม่มีบท บัญญัติเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นอิสระดังนั้นประเทศไทยใหญ่และพม่าจึงมาเกี่ยวพันเริ่มตั้งแต่การลงนามร่วมกันในหนังสื อสัญญาปางหลวง(ป๋างโหลง )เป็นต้นมาเท่านั้นเองแต่หลังจากนายพลเนวินนำทหารเข้ายึดอำนาจจากอองซาน เมื่อวันที่ 2 มี.ค 2505และฉีกหนังสือสัญญาปางหลวง ( ป๋างโหลง)ทิ้งและยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ได้ร่วมกันร่างขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2490 เป็นโมฆะความ เกี่ยวพันระหว่างไทยใหญ่กับพม่าจึงเป็นอันสิ้นสุดกลายเป็นคนละประเทศตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาต่อมาพม่าได้นำกำลัง ทหาร เข้ามารุกรานดินแดนของประเทศไทยใหญ่เข้ามาทำการข่มเหงกดขี่ประชาชนในแผ่นดินไทยใหญ่เป็นลักษณะของพวกล่าอาณา นิคมโหดเหี้ยมอำมหิตไร้มนุษยธรรมถือเอาว่าดินแดนทั้งหมดของรัฐฉานเป็นของพม่าโดยกล่าวหาเจ้าของประเทศเป็นชน กลุ่มน้อยทั้ง ๆที่แผ่นดินของรัฐฉานทั้งหมดมีเจ้าของโดยชอบธรรม
ผู้เขียนได้ศึกษารวบรวมข้อมูลโดยการสอบถามจากผู้ที่มีช่วงชีวิตอยู่ในสมัยนั้นรวมทั้งผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์สมัยนั้นจึง ได้รับทราบ ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนส่วนของพม่าได้พยายามปกปิดข้อเท็จจริงโดยการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่อัน เป็นเท็จด้วยเหตุนี้จึง ไม่สามารถศึกษาข้อมูลจากประวัติศาสตร์ของพม่าได้แม้แต่น้อยนิดเพื่อให้ผู้สืบสายเลือดไทยใหญ่ได้รับ ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดจึงได้ ใช้เวลาอันยาวนานทำการค้นคว้าความจริงออกเผยแพร่เพื่อให้ได้รับรู้โดย ทั่วกันว่าความ จริงแล้วไทยใหญ่เป็นประเทศที่ถูกปล้น เอกราชโดยพม่า
ลำดับเหตุการณ์ประวัตรศาสตร์รัฐฉาน
ค.ศ 1939 เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อังกฤษยังปกครองรัฐฉาน
ค.ศ 1942 ญี่ปุ่นเข้าสู่รัฐฉาน
ค.ศ 1945 สิ้นสุดสงครามโลก
ค.ศ 1947 ไทยใหญ่ กะฉิ่น ฉิ่น ได้ดำเนินการร่วมกันเริ่มจัดทำข้อตกลงสัญญาปางหลวง ที่เมืองปางหลวง รัฐฉานภาคใต้ หลังจากนั้นนายพล อู อองซาน ได้เป็นตัวแทนฝ่ายพม่า เข้าร่วมลงนามในสัญญาปางหลวง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์
ค.ศ 1948 4 ชนชาติที่รวมตัวกันในรูปแบบของ สหภาพพม่า ได้รับเอกราช โดยรัฐสภาได้มอบตำแหน่งให้เจ้าฟ้าส่วยแต้ก เจ้าฟ้าเมืองยองห้วย ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเป็นคนแรกของสหภาพ โดยมมีสาระสำคัญเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของพม่าว่า เมื่อครบ10 ปี ในปี1958 ไทยใหญ่ กะฉิ่น ฉิ่น สามารถแยกตัวเป็นอิสระ ก่อตั้งประเทศของตนเองเป็นเอกราชได้
ค.ศ 1949 กะเหรี่ยงปฏิวัตสามารถเข้ายึดรัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน และรัฐพม่าได้บางส่วน พม่าจึงส่งกองทัพเข้าไปปราบกลุ่มกะเหรี่ยง และถือโอกาสปักหลักอยู่ในตองยี ไม่ยอมถอนกำลังออกมา
ค.ศ 1949-1953 ทหารจีนก๊กมินตั๋ง ถอยร่นจากประเทศจีนเข้ามาในรัฐฉาน จาก1700 คนในปี ค.ศ 1950 เป็น4000 คน ในปี ค.ศ 1951 และในปี ค.ศ 1953 ได้ทวิจำนวนขึ้นเป็น 12000 คน ทางรัฐบาลกลางของสหภาพพม่าส่งกองทหารเข้ามาทั่วรัฐฉานตั้งแต่กองกำลังก๊กมินตั๋งเริ่มบุกเข้ามา เพื่อปราบปรามและขับไล่ทหารจีนก๊กมินตั๋งออกไป นับจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นมา ทหารพม่าก็เริ่มเข้ายึดครองพื้นที่ต่างๆ ของรัฐฉาน และเริ่มทำการทารุณ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำร้ายประชาชนไทยใหญ่ตลอดมา
ค.ศ 1950 ยุคอูนุ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลไทยใหญ่สามารถบริหารบ้านเมืองอย่างอิสระได้ในระดับหนึ่ง
ค.ศ 1957 มีการประชุมใหญ่ระดับเจ้าฟ้าที่เมืองไหย รัฐฉานเหนือ
ค.ศ 1958 เจ้าน้อย (ซอหยั่นต๊ะ) ก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติหนุ่มศึกหาญ (NSH) ที่รัฐฉานใต้
ค.ศ 1959 เจ้าฟ้าในรัฐฉานทุกองค์มอบอำนาจให้แก่คณะรัฐบาลไทยใหญ่ในปลายเดือนเมษายน
ค.ศ 1960 ก่อตั้งกองกำลังรัฐฉานอิสระ (SSIA)
ค.ศ 1961 ก่อตั้งกองกำลังสามัคคีแห่งชาติรัฐฉาน (SNUF)
จัดการประชุมใหญ่เพื่อให้สหภาพเป็นสหภาพอย่างแท้จริง จัดทำที่ตองยี รัฐฉานภาคใต้
เจ้ากุ่งตะระ (เจ้างาคำ) ก่อตั้งกองกำลังหนุ่มศึกหาญไต (SNA)
ค.ศ 1962 นายพลเนวินได้จับกุมเจ้าฟ้าเมืองต่างๆ ในรัฐฉานที่มาประชุมรัฐสภา เจ้าส่วยแต็ก เจ้าฟ้าเมืองยองห้วย ประธานาธิบดีคนแรกของพม่าตายในที่คุมขัง
ค.ศ 1964 เจ้าแม่นางเฮือนคำ มหาเทวีเจ้าส่วยแต้ก ก่อตั้งกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ (SSA)
ขุนส่า (จางซีฟู) กองกำลังอาสาสมัครพม่า เข้าป่าก่อตั้งกองกำลังไตรวมพลัง (SUA)
ค.ศ 1968 พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (BCP) ขยายอิทธิพลในรัฐฉาน โดยยึดพื้นที่ภาคตะวันออกแม่น้ำคง (สาละวิน) และภาคตะวันตกแม่น้ำคงบางส่วน
ค.ศ 1969 เจ้ากอนเจิงก่อตั้งกองกำลังปฏิวัติแห่งรัฐฉาน (SURA)
ค.ศ 1971 SSA ก่อตั้งพรรคสวัสดิภาพแห่งรัฐฉาน (SSPP) ที่รัฐฉานภาพเหนือ
ค.ศ 1972 SSAและ SURA รบกันที่รัฐฉานภาคกลาง และภาคใต้
ค.ศ 1973 SSPP และ SSA ได้เชื่อมสัมพันธ์กับจีน
ค.ศ 1975 SSA รัฐฉานภาคเหนือกับภาคใต้ได้แตกสามัคคีและรบกันเพราะอุดมการณ์ทางการเมือง(คอมมิวนิสต์กสับประชาธิปไตย)
ค.ศ 1978 SSA สามารถรวมตัวกันได้ดังเดิม
เจ้าจ่ามเมือง นายทหารระดับสูง SSA ได้จากภาคเหนือลงมาทางภาคใต้ ไปตั้งกองกำลังขุนส่าที่บ้านหินแตก(SUA)และได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ค.ศ 1982 ทหารไทยเข้ายึดบ้านหินแตกที่ตั้งกองกำลังขุนส่า(SUA)
ค.ศ 1983 เจ้ากอนเจิง ประกาศเรียกร้องให้มีความสามัคคีระหว่างกองกำลังไทยใหญที่แตกแยกกันเป็นกลุ่ม
ต่างๆ และรวมเป็นกองกำลังเดียว
ค.ศ 1984 SURA กับ SSA รัฐฉานภาคใต้รวมตัวกันก่อตั้งคณะกรรมการปฏิวัติแห่งรัฐฉฉาน (TRC/TRA)
ค.ศ1985 SUA ขุนส่า (จางซีฟู) เข้าร่วม TRC แล้วรวมกันตั้งกองทัพเมืองไต SSRC/MTA
ค.ศ1988 เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1988 นายพลเนวินที่ปกครองพม่าเป็นเวลา 26 ปีต้องลาออก
ค.ศ 1989 พรรคคอมมิวนิสต์พม่า BCP สลายตัว
กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ทำสัญญาหยุดยิงกับพม่า
SSA ภาคเหนือ ทำสัญญาหยุดยิงกับพม่า
ก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทยใหญ่ (SNLD)
ค.ศ1990 เกิดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในพม่า และพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติ ไทยใหญ่(SNLD)
ชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่งในรัฐฉาน
ค.ศ1991 เจ้ากอนเจิงประธานแห่งกองทัพเมิงไตได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง และได้เขียนบันทึกเป็นพินัยกรรมไว้
เพื่อให้กองทัพทำงานกู้ชาติต่อไปด้วยความสามัคคี
ค.ศ1993 กองทัพเมืองไต (MTA) ภายใต้การนำของขุนส่ารุ่งเรือง
ค.ศ 1995เจ้ากานยอดผู้บัญชาการกองกำลังกองทัพเมืองไตภาคเหนือประกาศแยกตัวจากกองทัพเมืองไต(MTA)
และก่อตั้งกองกำลังแห่งชาติไทยใหญ่ (SSNA) เนื่องจากเกิดความไม่เสมอภาคและการเลือกปฏิบัติขึ้น
ในกองทัพเมืองไตระหว่างชาวจีนกับไทยใหญ่
|