lannaworld.com
อินทขีล
คำว่า อินทขีล หมายความว่า
"เสาหรือหลักหน้าประตูเมือง หลักเมือง เสาเขื่อน และธรณีประตูซึ่งในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกว่าเสาสะดือเมือง
หรือเสาอินทขีล สำหรับเสาอินทขีลหรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน ตั้งอยู่ในมณฑปจตุรมุขในเขตวัดเจดีย์หลวง
ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณกลางเมืองเชียงใหม่แต่เดิมนั้น เสาอินทขีลตั้งอยู่ที่วัดสะดือเมืองหรือวัดอินทขีลซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
ทั้งนี้พระเจ้ากาวิละได้โปรดให้ย้ายเสาหลักเมืองจากวัดสะดือเมืองไปไว้ในที่ปัจจุบันเมื่อ
พ.ศ. ๒๓๔๓ และได้มีประเพณีขึ้นอินทขีล หรือเข้าอินทขีล ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่าประเพณีใส่ขันดอก
คือนำเอาดอกไม้และเครื่องสักการะไปใส่ในพานดอกไม้ขนาดใหญ่เพื่อบูชาหลักเมือง โดย"เดือนแปดเข้า
เดือนเก้าออก"คือเริ่มการเข้าอินทขีลในปลายเดือนแปดจนออกพิธีในต้นเดือนเก้า(พฤษภาคม-มิถุนายน)เป็นเวลา
๗ วัน
จากตำนานสุวัณณะฅำแดงหรือตำนานอินทขีลกล่าวว่า
แต่เดิมนั้นบริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นที่อยู่ของพวกลวะ ต่อมาเมื่อพวกลวะเหล่านั้นถูกผีรบกวนนั้น
พระอินทร์ได้ให้พวกลวะรักษาศีลและถือความสัตย์ผีร้ายทั้งหลายก็หนีไป และพระอินทร์ได้บันดาลให้เกิดบ่อเงิน
บ่อทอง และบ่อแก้วขึ้นภายในเมือง และให้ลวะทั้งเก้าตระกูลแบ่งเป็นสามหมู่ดูแลขุมทรัพย์นั้น
ต่อมาพวกลวะก็ได้สร้างเวียงสวนดอกเพิ่มขึ้นด้วย
เมื่อกิตติศัพท์ความมั่งคั่งของขุมทรัพย์ในบ้านเมืองขจรขจายไปเช่นนั้น
ก็มีผู้ยกกองทัพเข้ามาหมายจะยึดเอาเมือง พระอนทร์ได้ให้กุมภัณฑ์เอาเสาอินทขีลเล่มกลางที่อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ใส่สาแหรกหามไปฝังไว้ในเมือง
ด้วยอานุภาพของเสาอินทขีล พวกศัตรูจึงกลายเป็นพ่อค้าเข้ามาในเมือง เมื่อชาวเมืองทราบว่าพ่อค้าต้องการแก้วแหวนเงินทอง
จึงบอกให้พ่อค้ารักษาศีลถือความสัตย์แล้วไปอธิษฐานขอเอาจากเสาอินทขีล ซึ่งก็ได้ไปตามความต้องการ
ต่อมาคนทั้งหลายเกิดความประมาท
ไม่ปฏิบัติบูชาอินทขีลและบางครั้งยังนำเอาของปฏิกูลไปทิ้งในบริเวณ กุมภัณฑ์ทั้งสองที่ดูแลเสาอินทขีลไม่พอใจจึงหามเอาเสาอินทขีลกลับคืนสู่สวรรค์
นับตั้งแต่นั้นมา บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้วก็เสื่อมไป
ครั้งนั้น ยังมีลวะอาวุโสผู้หนึ่งที่เคยไปบูชาเสาอินทขีลเป็นปกติ
เมื่อเสาอินทขีลหายไปเช่นนั้น ก็มีความเสียใจมากจึงบวชเป็นชีปะขาวรักษาศีลอยู่ใต้ต้นยางกลางเมืองนพบุรีนานได้สองปี
ต่อมามีพระเถระจาริกมาจากป่าหิมพานต์ ทำนายว่าบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชีปะขาวจึงขอร้องให้พระเถระช่วยเหลือ
ซึ่งพระเถระก็ไปขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์อีก
พระอินทร์ให้ชาวเมืองหล่ออ่างขางคือกะทะขนาดใหญ่ทำด้วยเหล็กหล่อหนา
๘ นิ้วมือขวาง กว้าง ๘ ศอก แล้วปั้นรูปสัตว์ทุกชนิดในโลกอย่างละคู่ พร้อมทั้งปั้นรูปคนให้ครบร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา
ปั้นช้างและม้าอย่างละคู่แล้วใส่ในกะทะและฝังกะทะนั้นไว้ในในหลุม ก่ออิฐปิดไว้และก่ออินทขีลไว้เบื้องบนและให้ทำพิธีสักการะอย่างที่เคยปฏิบัติกับเสาอินทขีลที่ล่วงมา
เมื่อประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งนั้น
บ้านเมืองจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นดังเดิม การบูชานั้นจึงกลายมาเป็นประเพณีขึ้นอินทขีลดังที่ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
โดยอุดม
รุ่งเรืองศรี