lannaworld.com
ประเพณี เข้าอินทขีล
ประเพณี "เข้าอินทขีล" คือ
การสักการะบูชาเสาหลักเมือง เสาอินทขีลหรือเสาหลักเมือง ของเชียงใหม่นี้ ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวง
อำเภอเมือง เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นวัดที่สร้าง ขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองนา
กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ซึ่งครองอาณาจักรล้านนาไทย
พระองค์ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ
พ.ศ. ๑๙๕๕ เสาอินทขีลนี้อยู่ในมณฑปจตุรมุขวิหารทางด้านใต้เสานี้ก่อด้วยอิฐถือปูน
และแต่เดิมอยู่ที่ วัดสะดือเมือง(หรือ วัดอินทขีล) ซึ่งเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราช
ข้างศาลากลางจังหวัดปัจจุบัน ครั้นต่อมาสมัยพระเจ้ากาวิละครองเมืองเชียงใหม่ ก็ได้ให้ย้ายเสาอินทขีลมาอยู่ที่วัดนี้
และได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๓ เสาอินทขีลเป็นเสาหลักเมือง คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่
เป็นที่เคารพสักการะและนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รวมวิญญาณของชาวเมืองและบรรพบุรุษในอดีต
เป็นปูชนียสถานสำคัญของเชียงใหม่
ในสมัยก่อน ได้มีการทำพิธีสักการะบูชาเสาอินทขีลเป็นประจำทุกปี
การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะทำกันในปลายเดือน ๘ เหนือข้างแรมแก่ ๆ ในวันเริ่มทำพิธีนั้น
พวกชาวบ้านชาวเมืองทั้งเฒ่าแก่หนุ่ม-สาวก็จะพากัน นำเอาดอกไม้ธูปเทียนน้ำขมิ้น
ส้มป่อยใส่พานหรือภาชนะไปทำการสระสรงสักการะบูชา การทำพิธีดังกล่าวนี้ มักจะเริ่มทำในวันแรม
๑๓ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ และเสร็จเอาเมื่อวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ เป็นประจำทุกปี
จึงเรียกกันว่า "เดือน ๘ เข้า เดือน ๙ ออก"
ในระหว่างการทำพิธีนี้ จะมีการจัดให้มีซอพื้นเมือง
และมีช่างฟ้อนดาบ ฟ้อนหอกสังเวยเทพยดาอารักษ์ ผี (เสื้อ) บ้าน ผี (เสื้อ) เมือง
ในสมัยที่เชียงใหม่ยังมีเจ้าผู้ครองนคร
ก่อนที่จะเริ่มทำพิธีเข้าอินทขีลก็จะมีผู้นำเข่งไม้ใหญ่ไปขอเรี่ยไรผักปลาอาหารจากชาวบ้าน
ร้าน ตลาดทั่วไป ซึ่งทุกคนจะบริจาคให้ด้วยความเต็มใจ ผักปลาอาหารที่เขามาขอเรี่ยไรไปนั้น
ก็เพื่อจะเอาไปปรุงอาหารเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเทพยดาอารักษ์ พระเสื้อบ้านเสื้อเมือง
(ล้านนา เรียกว่า เชนบ้านเชนเมือง) และกุมภัณฑ์ที่เฝ้ารักษาเสาอินทขีลอยู่นั้น
ที่เหลือก็จะเอาเลี้ยงดูผู้ที่ไปร่วมในงานด้วย ซึ่งจะมีพวกตามบ้านนอกมานอนค้างอ้างแรมร่วมงานด้วยเครื่องเซ่นสังเวยนี้
นอกจากอาหารที่เก็บจากชาวบ้านมาแล้ว ก็มีอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ซึ่งฆ่าสังเวยเป็นตัว
ๆ เช่น หมู วัว ควาย ไก่ เป็นต้น
นอกจากการสังเวยเซ่นสรวงแล้ว
ก็มีการอัญเชิญผีบ้านผีเมือง เรียกว่า "อาฮักเจ้าหลวงฅำเขียว เจ้าหลวงฅำแดง" มาเข้าทรง
และพวกเจ้านายที่เป็นเจ้าผู้ครองนครและญาติวงศ์ก็จะถามถึงความเป็นไปของบ้านเมืองว่า
จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีเหตุเภทภัยประการใดหรือไม่ ฝนฟ้าและข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์ดีหรือไม่?
อย่างไร? "คนทรง"(หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ที่นั่ง หรือม้าขี่ของเจ้าพ่อ) ก็จะพยากรณ์ให้ทราบ
เมื่อทราบชาตาของบ้านเมืองไม่สู้ดีนัก ก็จะมีการทำพิธีทางไสยศาสตร์แก้ไข เป็นการปัดเป่าให้เบาบางลง
ซึ่งเรียกว่า มีการทำพิธีสืบชาตาเมือง (สืบ คำนี้หมายถึง ต่อ หมายถึง การต่ออายุเมือง)
และก่อนที่จะมีการทำพิธีเข้าอินทขีล ก็มีการเลี้ยงผีปู่ย่าที่ดอยคำก่อนด้วย
การทำพิธีดังกล่าวนี้ ในสมัยก่อนได้จัดทำกันเป็นงานใหญ่และทำกันประจำทุกปี
ในสมัยเกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา พิธีนี้ก็ได้เลิกล้มไป ปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นจัดทำประเพณีนี้ขึ้นอีก
แต่ทำเฉพาะการบูชาเสาอินทขีลเท่านั้น การเข้าทรงและอื่น ๆ นั้นเลิกกันไป ประเพณีเข้าอินทขีลนี้
เป็นประเพณีที่แสดงถึงความสามัคคีของประชาชนพลเมือง ซึ่งจะมีประชาชนทั้งชายหญิงไปร่วมในพิธีนี้ทุกวันจนเสร็จงาน
สำหรับประวัติความเป็นมาของเสาอินทขีล
เท่าที่ปรากฎหลักฐานจากหนังสือตำนานสุวรรณฅำแดง (ฉบับพระมหาหมื่น วัดเจดีย์หลวง)
ได้กล่าวถึงประวัติประเพณีนี้ ว่า
ในสมัยก่อนโน้น บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่นี้
เป็นที่อยู่ของพวกลัวะ และพวกลัวะที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ถูกผีร้ายมารบกวนต่าง ๆ
นานา เป็นที่เดือดร้อนทั่วทั้งเมือง พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนทั่วทั้งเมือง
พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของพลเมืองก็คิดที่จะช่วยเหลือ โดยบอกให้ชาวเมืองถือศีลรักษาคำสัตย์
บ้านเมืองจึงรอดพ้นจากอันตราย ชาวเมืองก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่อพระอินทร์ทรงเห็นว่า
ชาวเมืองมีศีลมีสัตย์ดีแล้ว ก็บันดาลให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วเกิดขึ้นภายในเมืองและให้ชาวเมืองอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา
ในสมัยนั้น พวกชาวเมืองมีอยู่ ๙ ตระกูล ก็แบ่งพวกเป็น ๓ หมู่ ๆ ละ ๓ ตระกูล คอยอยู่เฝ้ารักษาบ่อเงิน
บ่อทอง บ่อแก้วนั้น พวกลัวะทั้ง ๙ ตระกูลนี้เอง ที่ทำให้ได้ชื่อว่า "เมืองนพบุรี"
ต่อมา พวกลัวะ ๙ ตระกูลนั้น
ได้สร้างเวียงสวนดอก และอาศัยอยู่ภายในเมืองนี้ด้วยความเจริญเป็นเวลานาน และต่างก็มีความสงบสุข
เพราะมีของทิพย์เกิดขึ้นในบ้านเมืองของตน บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ดี
ต่อจากนั้น ข่าวความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนพบุรีที่มีบ่อเงิน
บ่อทอง บ่อแก้วของทิพย์เกิดขึ้นในเมืองที่เป็นที่เลื่องลือทั่วไปตามบ้านต่าง ๆ
ทั้งใกล้เคียงและห่างไกล พวกหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้ข่าวก็จะจัดแต่งลี้พลเป็นกองศึกยกมาจะชิงเอาบ่อเงิน
บ่อทองและบ่อแก้ว เมื่อชาวเมืองได้ทราบข่าวศึกก็มีความตกใจและขยาดหวั่นเกรงในการศึก
จึงนำความไปแจ้งแก่ฤาษีที่มาจำศีลภาวนาอยู่ที่นั้นให้ช่วยเหลือ ฤาษีจึงนำเอาความไปกราบทูลให้พระอินทร์ทรงทราบ
พระอินทร์จึงให้เรียกกุมภัณฑ์ ๒ ตนนั้นมา แล้วให้ไปขุดเอาเสาอินทขีลเล่มกลางใส่สาแหรกเหล็กให้ยักษ์
๒ ตน หาบลงไปฝังไว้ที่เมืองนพบุรี เสาอินทขีลที่นี้ว่าเดิมอยู่บนสวรรค์ และมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม
เล่มที่เอามาฝังที่เมืองนพบุรีนี้ว่าเป็นเล่มกลาง
ด้วยอิทธิพลอำนาจของเสาอินทขีลนี้เอง
บันดาลให้พวกข้าศึกที่ยกกองทัพมาชิงเอาเมืองนพบุรีนั้นกลายเป็นพ่อค้าไปหมด และเมื่อพวกพ่อค้าเหล่านี้เข้าไปในเมือง
พวกลัวะชาวเมืองก็ถามว่า ท่านมีความประสงค์ต้องการสิ่งไรหรือพวกพ่อค้าตอบว่า พวกเรามีความต้องการอยากได้แก้วเงินและทองในเมืองของท่าน
พวกชาวเมืองก็ตอบว่า พวกท่านอยากได้สิ่งใด ก็ให้อธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด ขอแต่ให้ท่านรักษาความสัตย์
ขอสิ่งใดก็จงเอาสิ่งนั้น อย่าได้ละโมภสิ่งอื่นด้วยก็แล้วกัน
พ่อค้าได้ยินดังนั้นก็มีความดีใจต่างก็ตั้งสัจอธิษฐานบูชาขอแก้ว
เงิน ทอง ตามความปรารถนาพวกพ่อค้าได้อธิษฐานขออยู่ทุกปี บางคนก็ทำพิธีบูชาขอเอาตามพิธีการของพวกลัวะ
บางคนก็ถือเอาวิสาสะหยิบเอาไปเสียเฉยๆ ไม่ปฏิบัติบูชา และมิหนำซ้ำยังเอาท่อนไม้
ก้อนอิฐ ก้อนดินและของโสโครกขว้างทิ้งตามบริเวณนั้นและไม่ทำพลีกรรมบวงสรวงเสีย
แต่นั้นมา บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป คนพวกนั้นจะไปขอสิ่งใดก็ไม่ได้
พวกพ่อค้าเหล่านั้นก็เลยขาดลาภ และพากันกลับไปยังบ้านเมืองของตนเสีย
ครั้งนั้น มีลัวะเฒ่าคนหนึ่งเคยไปสักการะบูชาบูชาเสาอินทขีลเสมอ
วันหนึ่งก็เอาดอกไม้ธูปเทียนจะไปบูชาอินทขีล ก็ปรากฎว่ายักษ์สองตนนั้นหามกลับไปบนสวรรค์เสียแล้ว
ลัวะผู้เฒ่าคนนั้นมีความเสียใจมากจึงร้องไห้ร้องห่มต่าง ๆ นานา และจะจากบรรพชิตไปถึงเพศเป็นชีปะขาว
บำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางนั้น เป็นเวลานานถึง ๒ ปี ก็มีพระเถระเจ้าองค์หนึ่งจาริกมาจากป่าหิมพานต์
มาทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองนี้จะถึงกาลวิบัติ พวกลัวะได้ยินดังนั้นก็มีความเกรงกลัวเป็นอันมาก
จึงขอร้องให้พระเถระเจ้าองค์นั้นช่วยเหลือให้พ้นภัยพิบัติ พระเถระเจ้าก็รับปากว่าจะช่วยเหลือ
และได้ขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์อีก
พระอินทร์ก็บอกว่า ให้พวกชาวเมืองหล่ออ่างขาง(กะทะใหญ่ทำด้วยเหล็กหล่อ)หนา
๘ นิ้วมือขวาง กว้าง ๔ ศอก ขุดหลุมลึก ๔ ศอก แล้วปั้นรูปสัตว์ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้อย่างละ
๑ คู่ ปั้นรูปคนทั้งหลายให้ครบร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา ปั้นรูปช้างคู่หนึ่ง ม้าคู่หนึ่ง
แล้วเอารูปปั้นเหล่านี้ใส่ลงในกะทะเอาลงฝังในหลุมนั้น แล้วก่ออิฐถมไว้ และให้ก่อเสาอินทขีลจริง
ๆ บ้านเมืองจึงจะพ้นภัยพิบัติได้
พระเถระเจ้าก็นำความมาแจ้งแก่ชาวเมืองให้ทราบ
พวกชาวเมืองได้ทราบดังนั้นก็ปฏิบัติตามคำของพระอินทร์ทุกประการ และได้ทำพิธีบวงสรวง
สักการะบูชาเสาอินทขีล และรูปกุมภัณฑ์ที่สร้างเทียมไว้นั้นมิได้ขาด บ้านเมืองก็รอดพ้นจากภัยพิบัติและเจริญรุ่งเรืองขึ้น
แต่นั้นมาจึงมีประเพณีทำพิธีสักการะบูชาเสาอินทขีลตราบกระทั่งทุกวันนี้
ครั้นต่อมา ในสมัยพระเจ้ากาวิละได้ครองเมืองเชียงใหม่
ในวันเสาร์เดือน ๗ (เหนือ) ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีวอกโทศกพุทธศักราช ๑๑๖๒ (พ.ศ.๒๓๔๓) พระองค์ทรงให้สร้างรูปกุมภัณฑ์และฤาษีไว้
พร้อมกับเสาอินทขีลด้วย
อ่านประกอบ อินทขีล
โดยอุดม
รุ่งเรืองศรี